“หัวหิน แซนด์บ็อกซ์” ชงเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่กักตัว 1 ตุลาคมนี้

ธุรกิจท่องเที่ยว-บริการหัวหิน ชงเปิด “หัวหิน แชนด์บ็อกซ์” ภายใต้โครงการ Hua Hin Recharge เปิดรับต่างชาติไม่กักตัว ดีเดย์ 1 ตุลาคมนี้พร้อมอีก 5 จังหวัดนำร่องโมเดล “ภูเก็ต แชนด์บ็อกซ์” เผย “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รมว.ท่องเที่ยวฯ เห็นชอบแล้ว เตรียมชงเข้าที่ประชุม ททช. พิจารณา 6 พ.ค.นี้ คาดไตรมาส 4 สร้างรายได้ท่องเที่ยวให้หัวหิน 1.2 พันล้านบาท

นายกรด โรจนเสถียร กรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและนายกสมาคมสปาไทย เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวถือเป็นรายได้หลักของหัวหินและการจ้างงานหลักในพื้นที่เทศบาลหัวหิน ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย เป็นจุดหมายหลักทั้งของนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ และแม้ว่าหัวหินจะมีนักท่องเที่ยวชาวไทยมาพักผ่อน แต่ไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ ภาคธุรกิจจึงจัดทำโครงการ Hua Hin Rechargeg สำหรับเตรียมพร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบไม่กักตัวในรูปแบบเดียวกับ “ภูเก็ต แชนด์บ็อกซ์”

เนื่องจากที่ผ่านมาทางภาคเอกชนหัวหินได้รับข้อมูลจากคู่ค้า บริษัททัวร์รายใหญ่ในต่างประเทศ และความประสงค์โดยตรงจากลูกค้าชาวต่างชาติว่า มีความประสงค์เดินทางมากท่องเที่ยวที่หัวหินอย่างแน่นอน หากการกักตัวถูกยกเลิก และยินดีให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ก่อนการเดินทางมายังประเทศไทย อาทิ ฉีดวัคซีนป้องกันให้ครบถ้วน ตรวจเพื่อแสดงการปลอดเชื้อ และอื่นๆ

นายกรดกล่าวว่า โครงการ Hua Hin Recharge จึงเกิดขึ้นจากความร่วมมือของภาครัฐ การท่องเที่ยว โรงพยาบาลและสาธารณสุข และภาคเอกชนในธุรกิจท่องเที่ยวและการบริการ อาทิ โรงแรม ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ธุรกิจรถเช่า บริษัททัวร์ ฯลฯ ในพื้นที่เทศบาลหัวหินประจวบคีรีขันธ์ ในการบริหารจัดการการฉีดวัคซีนแก่ประชาชนในพื้นที่ และสร้างความเข้าใจและให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชนในพื้นที่ รวมไปถึงขอความเห็นชอบจากศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ให้พื้นที่เทศบาลหัวหินเป็นพื้นที่ที่ได้รับการพิจารณาการจัดสรรวัคซีนอย่างเร่งด่วน

โดยสามารถให้การฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไป และครบตามเป้าหมาย (70% ของประชากรในพื้นที่) ภายใน 30 กันยายน 2564 เพื่อกำหนดพื้นที่เทศบาลหัวหินเป็นพื้นที่สามารถเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วน ให้สามารถเดินทางมาพักในพื้นที่ได้โดยไม่ต้องกักตัว ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป อันจะนำมาซึ่งการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการจ้างงานทั้งในพื้นที่และภาพรวมของประเทศ

“วันนี้ผมในฐานะหัวหน้าคณะทำงานพร้อมด้วยนายแพทย์สุริยะ คูหะรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นางสาวแสงจันทร์ แก้วประทุมรัสมี ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นางสาววาสนา ศรีกาญจนา นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวหัวหิน-ชะอำ และนายสุรพล รักกุศล ที่ปรึกษาชมรมพิทักษ์หัวหิน เป็นตัวแทนภาครัฐ สาธารณสุข และภาคเอกชนในพื้นที่เทศบาลหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นำเสนอโครงการ Hua Hin Recharge ให้ ฯพณฯ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีการท่องเที่ยวและกีฬา พิจารณา ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา” นายกรดกล่าว


และว่า จากการร่วมหารือครั้งนี้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีการท่องเที่ยวฯ เห็นชอบและได้ให้คำแนะนำขยายพื้นที่เปิดเมืองไปยังพื้นที่ท่องเที่ยวโดยรอบหัวหิน ได้แก่ ชะอำ และปราณบุรีด้วย เพื่อให้ครอบคลุมการป้องกันการแพร่ระบาดและการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมของภูมิภาค

พร้อมทั้งให้ความมั่นใจด้วยว่า การจัดสรรวัคซีนสู่พื้นที่ที่คาดว่าจะเป็นลำดับถัดไปในเฟสสอง นั่นคือ กรุงเทพฯ ชลบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ เนื่องจากเป็นพื้นที่นำร่องที่สำคัญในการเปิดประเทศ เนื่องจากเป็นที่ตั้งของสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ สามารถรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาได้จำนวนมาก เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักของประเทศ และจังหวัดในระยะเดินทางใกล้จากกรุงเทพฯ

นอกจากนี้ ยังได้แนะนำให้ผู้ประกอบการการท่องเที่ยวทางฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทยร่วมมือกันส่งต่อนักท่องเที่ยวแก่กัน ให้เกิดความร่วมมือในวงกว้างและเป็นการปรับตัวตามหน้ามรสุม ซึ่งนับเป็นข้อดีของประเทศไทยที่มีชายฝั่งทะเลที่สวยงามทั้งสองฝั่ง สามารถสลับฤดูกาลท่องเที่ยวกันได้ จึงสามารถเกื้อหนุนกันและกันได้ รวมถึง แผนการส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยวทางเรือของพัทยา-หัวหิน ให้เกิดความเชื่อมโยงและการสนับสนุนด้านการท่องเที่ยวในภาพรวมด้วย
ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวยังมีแผนจะได้นำโครงการ Hua Hin Recharge เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ททช.) ซึ่งมี ฯพณฯ อนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานที่ประชุม ในวันที่ 6 พฤษภาคมนี้ต่อไป

นายกรดกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า หากเทศบาลเมืองหัวหินสามารถต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยไม่ต้องกักตัวได้ภายใน 1 ตุลาคมนี้ คาดว่าในช่วงไตรมาสที่ 4 (ตุลาคม-ธันวาคม 2564) นี้จะมีนักท่องเที่ยวจากต่างชาติเดินทางเข้ามาถึง 100,000 คน สร้างรายได้แก่พื้นที่กว่า 1,200 ล้านบาท นับเป็นการพลิกฟื้นคืนชีวิตให้แก่ผู้ประกอบการ โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ร้านค้า และธุรกิจในทุกภาคส่วน รวมถึงพนักงานและแรงงานในภาคธุรกิจบริการอีกกว่า 89,000 คน

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ