เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
มูลนิธิสืบฯ ชี้ ครม. ไฟเขียวอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด 7.2 พันล้าน แต่ยังไม่พูดถึงบ้านสัตว์ป่าที่ต้องแลกไป
Politics มูลนิธิสืบฯ ชี้ ครม. ไฟเขียวอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด 7.2 พันล้าน แต่ยังไม่พูดถึงบ้านสัตว์ป่าที่ต้องแลกไป
ttb เปิดตัว “สินเชื่อรถแลกเงิน” คิดดอกเบี้ยจากคะแนนเครดิต เริ่มต้น 11.11% ต่อปี
Finance ttb เปิดตัว “สินเชื่อรถแลกเงิน” คิดดอกเบี้ยจากคะแนนเครดิต เริ่มต้น 11.11% ต่อปี
ผู้จัดการใหญ่ทีทีบี ชี้คะแนนเครดิต ช่วยป้องกัน “การบิดหนี้”
Finance ผู้จัดการใหญ่ทีทีบี ชี้คะแนนเครดิต ช่วยป้องกัน “การบิดหนี้”
เจาะสถิติ 5 ปี หนี้เสียคนไทย จากยุคโควิดสู่ข้อเท็จจริงระบบการเงิน รับกระแส “บิดหนี้”
Finance เจาะสถิติ 5 ปี หนี้เสียคนไทย จากยุคโควิดสู่ข้อเท็จจริงระบบการเงิน รับกระแส “บิดหนี้”
เปิดอำนาจ 19 อรหันต์ บอร์ด Data Center คุมน้ำ-ไฟ-รักษาอธิปไตยข้อมูลของประเทศ
Politics เปิดอำนาจ 19 อรหันต์ บอร์ด Data Center คุมน้ำ-ไฟ-รักษาอธิปไตยข้อมูลของประเทศ
ราคาทองวันนี้ (5 ส.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,150 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,050 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (5 ส.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,150 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,050 บาท
ผลประกอบการ SpaceX หลังเข้า IPO ขาดทุน 1.7 หมื่นล้านบาท
Business ผลประกอบการ SpaceX หลังเข้า IPO ขาดทุน 1.7 หมื่นล้านบาท
ก.ล.ต. หอบหลักฐานเพิ่ม ส่ง ปอศ. คดี Bitkub รายงานเท็จปกปิดเหตุแฮ็ก 1.7 พันล้าน
Finance ก.ล.ต. หอบหลักฐานเพิ่ม ส่ง ปอศ. คดี Bitkub รายงานเท็จปกปิดเหตุแฮ็ก 1.7 พันล้าน
หุ้นกู้ดิจิทัลแสนสิริ ขายผ่านแอปฯเป๋าตัง ดอกเบี้ย 3.70-3.80% ต่อปี ดีเดย์ 27 ส.ค.นี้
Finance หุ้นกู้ดิจิทัลแสนสิริ ขายผ่านแอปฯเป๋าตัง ดอกเบี้ย 3.70-3.80% ต่อปี ดีเดย์ 27 ส.ค.นี้
จัดเวทีธุรกิจไทย-เมียนมา รับ “มิน อ่อง หล่าย” เยือนไทย
Biz Movement จัดเวทีธุรกิจไทย-เมียนมา รับ “มิน อ่อง หล่าย” เยือนไทย
ดูทั้งหมด

2565 ปีพลิกโฉมเที่ยวไทย ก้าวสู่ “ท่องเที่ยวคุณภาพ-ยั่งยืน”

06 ม.ค. 2565 | 11:06น.
ท่องเที่ยว

บอบช้ำครั้งแล้วครั้งเล่าสำหรับภาคธุรกิจท่องเที่ยวของไทยในปี 2564

และต้องยอมรับว่า ไวรัสโควิดสายพันธุ์ใหม่ “โอไมครอน” ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของภาคธุรกิจท่องเที่ยวในปี 2565 นี้

จับตา “โอไมครอน” ตัวแปรหลัก

โดยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้คาดการณ์การแพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์โอไมครอนว่า ในกรณีประชาชนให้ความร่วมมือมาตรการ UP (Universal Prevention) น้อย ไม่มีการยกระดับการป้องกันเมื่อเกิดการรวมตัวของกลุ่มคน สถานประกอบการไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรการ VUCA (Vaccine Universal Prevention Covid Free Setting ATK) ได้ และการฉีดวัคซีนเฉลี่ย 2-3 ล้านโดส/สัปดาห์ คาดว่าจะติดเชื้อสูงสุดถึง 30,000 คนต่อวัน และเสียชีวิตอยู่ที่ราว 170-180 คนต่อวัน

หรือในกรณีมีมาตรการอยู่ในระดับปานกลาง คือไม่ได้ยกระดับการป้องกันขึ้น แต่ประชาชนให้ความร่วมมือมาตรการ UP ดี และสถานประกอบการปฏิบัติตามมาตรการ VUCA ได้ การฉีดวัคซีนเฉลี่ย 2-3 ล้านโดสต่อสัปดาห์ จะมีการติดเชื้อ 15,000-16,000 คนต่อวัน และเสียชีวิต 100 คนต่อวัน

และกรณีดีที่สุด มาตรการคุมเข้มสูงสุด ประชาชนให้ความร่วมมือมาตรการ UP เต็มกำลัง ลดการรวมกิจกรรมคนหมู่มาก สถานประกอบการปฏิบัติตามมาตรการ VUCA ได้ ผับบาร์เปิดแต่ควบคุมได้ดี และการปูพรมวัคซีนเข็ม 1-4 ได้ครอบคลุมทุกกลุ่ม จะติดเชื้อ 10,000 คนต่อวัน และเสียชีวิต 50-60 คนต่อวัน

หวั่นประเทศต้นทางล็อกดาวน์

“พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยอมรับว่า สถานการณ์ของภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทยในปี 2565 นี้ขึ้นอยู่กับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดสายพันธุ์ใหม่ “โอไมครอน” แต่ก็เชื่อมั่นว่ากระทรวงสาธารณสุขมีมาตรการที่ดีรองรับ

ประเด็นปัญหาสำคัญในเวลานี้คือ ประเทศต้นทางหลายประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคยุโรป อเมริกา ที่ทยอยล็อกดาวน์ ปิดการเดินทาง หรือกักตัวเมื่อต้องกลับเข้าประเทศในจำนวนวันที่มากขึ้นมากกว่า

“พิพัฒน์” ยังระบุด้วยว่า ทางกระทรวงคาดการณ์ว่านับตั้งแต่เดือนมกราคม 2565 เป็นต้นไปประเทศไทยจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยตามแผนการเปิดประเทศระยะ 3 (ตั้งแต่มกราคม 2565 เป็นต้นไป) รัฐบาลมีแผนเปิดจังหวัดที่มีชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน (มาเลเซีย เมียนมา ลาว กัมพูชา) เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

คาดปี’65 นักท่องเที่ยว 8-15 ล้านคน

โดยคาดการณ์ว่าในปี 2565 นี้ประเทศไทยจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 8-15 ล้านคน และนักท่องเที่ยวในประเทศเดินทางจำนวน 160 ล้านคนครั้ง มีรายได้รวมทั้งสิ้น 1.3 -1.8 ล้านล้านบาท

อย่างไรก็ตามคาดการณ์ดังกล่าวนี้อยู่บนสมมุติฐานว่าประเทศไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 8 ล้านคน หากสามารถเปิดด่านค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านได้ในไตรมาส 1 ปี 2565

และจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติถึงเป้า 15 ล้านคน หากสามารถเปิดพรมแดนกับประเทศเพื่อนบ้านได้ และมีนักท่องเที่ยวชาวจีนกลับมาเดินทางเข้าประเทศไทยในครึ่งหลังของปี 2565

หรือหากไม่สามารถเปิดด่านค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านได้ ปี 2565 ประเทศไทยน่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมที่ประมาณ 6-7 ล้านคน

เตรียมพลิกโฉมเที่ยวไทย

“ยุทธศักดิ์ สุภสร” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้ข้อมูลว่า ททท.เตรียมแผนสำหรับพลิกโฉมการท่องเที่ยวไทย โดยวางไทม์ไลน์ในการปรับยุทธศาสตร์ไปสู่การท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพและความยั่งยืน หรือ high-value & sustainable tourism ภายใต้แผน 3R

ประกอบด้วย 1.Reopen (Q3 ปี 2564) ซึ่งเป็นช่วงทดลองเปิดภายใต้นโยบาย Phuket Sandbox 2.Recover (Q4-ปี 2565) เป็นช่วงการเปิดประเทศเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2564 และ 3.Resilient (ปี 2566-2570) เป็นช่วงการส่งเสริมการท่องเที่ยวไปสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและความยั่งยืน

โดยทิศทางการขับเคลื่อนสำหรับปี 2565 นี้ “ยุทธศักดิ์” ระบุว่า ททท.จะคงความสำคัญของการท่องเที่ยวต่อระบบเศรษฐกิจไทย โดยเร่งให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยฟื้นตัวเร็วและเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง และเป็นเซ็กเตอร์สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทยและก้าวสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และมีขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

โดยมีทิศทางการส่งเสริมดังนี้ สำหรับตลาดต่างประเทศนั้น ททท.จะมุ่งส่งเสริมกับกลุ่มเป้าหมายคุณภาพ เน้นทำการตลาดผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลและสารสนเทศ และรักษาความสัมพันธ์กับนักท่องเที่ยวและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

ส่วนตลาดในประเทศ ททท.จะมุ่งส่งเสริมและสนับสนุน “ไทยเที่ยวไทย” ภายใต้แนวคิด BCG และ Local Economy Development Model ควบคู่กับการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ เพิ่มการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและสารสนเทศ และเพิ่มขีดความสามารถให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรมท่องเที่ยว โดยเพิ่มขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการในลักษณะอัพสกิลและรีสกิล

เน้น “รายได้” มากกว่าจำนวน

ทั้งนี้ มีเป้าหมายสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวสำหรับปี 2565 รวมที่ 1.12 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากตลาดต่างประเทศ 6.3 แสนล้านบาท จากนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 10 ล้านคน และจากตลาดในประเทศ 4.9 แสนล้านบาท จากจำนวนนักท่องเที่ยวคนไทย 120 ล้านคน-ครั้ง

ทั้งนี้ จะเน้นเป้าหมายด้านรายได้เป็นหลัก โดยมุ่งทำการตลาดเพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเกิดการใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มขึ้น เพื่อให้ภาคธุรกิจการท่องเที่ยวสามารถรักษาสถานภาพในความเป็นอุตสาหกรรมหลักในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศต่อไปได้

โดยจะใช้ตัวชี้วัดเป้าหมายใน 3 ด้านหลักประกอบด้วย

1.อัตราการเข้าพักแรม (OR : Occupancy Rate) ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนการเดินทาง โดยต้องมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั่วประเทศทั้งปีไม่ต่ำกว่า 50%

2.ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคน (SP : Spending per Trip) โดยตั้งเป้าให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวที่ 62,580 บาท และนักท่องเที่ยวคนไทยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวที่ 4,100 บาท

และ 3.อัตราการบรรทุกผู้โดยสารของสายการบิน (CF : Cabin Factor) โดยอัตราการบรรทุกผู้โดยสารสำหรับสายการบินต่างชาติเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 50% และอัตราการบรรทุกผู้โดยสารสำหรับสายการบินในประเทศเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 80%

โดยแบ่งเป็นเซ็กเมนต์และทำการตลาดให้ตรงกับเซ็กเมนต์ของลูกค้า ผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ พร้อมทั้งเน้นการตลาดในรูปแบบ “การเล่าเรื่อง” หรือ Story Telling มากกว่าการขายตัวแหล่งท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างกันให้กับนักท่องเที่ยว

รวมถึงสนับสนุนการท่องเที่ยวให้มีความหลากหลายและเพิ่มมูลค่า อาทิ การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การท่องเที่ยวสำราญ ฯลฯ รวมถึงการท่องเที่ยวเชื่อมโยงภูมิภาค

ชูเทคโนโลยีรับการเปลี่ยนแปลง

สำหรับโปรดักต์และบริการที่จะขายนั้น ททท.วางตัวย่อไว้คือ NFX X (Experience Thai Tourism) โดยจะเน้นใน 3 รายการ ได้แก่

1.Nature to keep การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ที่เป็นการปกป้องและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

2. food to explore การท่องเที่ยวเชิงอาหาร

และ 3. Thainess to discover การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

โดยทั้งหมดจะเน้นทำการตลาดภายใต้คอนเซ็ปต์ Amazing New Chapters ผ่านอินฟลูเอนเซอร์ จำนวน 26 คน เรียงลำดับตามอักษร A-Z ทำคอนเทนต์เผยแพร่ในแพลตฟอร์มสังคมออนไลน์ต่าง ๆ อาทิ ยูทูบ เฟซบุ๊ก ฯลฯ ซึ่งเตรียมเปิดตัวในงานส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลก “ไอทีบี เบอร์ลิน” ประเทศเยอรมนี

นอกจากนี้ยังมีแผนเดินหน้าสู่ Next Generation of Thai Tourism ที่จะมุ่งการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและความยั่งยืน โดยเน้นใน 3 เรื่อง คือ

1.Digital Industry สนับสนุนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปปรับใช้ในการเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

2.Digital Investment ให้ความสำคัญกับการลงทุนในการพลิกโฉมสู่ยุคดิจิทัลของภาคธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ

และ 3.Digital Innovation ร่วมพัฒนานวัตกรรมบนพื้นฐานของเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงการผลักดันให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็น Crypto-positive Industry และใช้ประโยชน์จากโทเคน อีโคโนมี

ดังนั้นนับตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป ททท.จะให้น้ำหนักกับการปรับโครงสร้างธุรกิจ หรือ Ecosystem ใหม่ให้อยู่บน 2 ขาหลักคือ การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบเพื่อความยั่งยืน และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย

ทั้งนี้ เพื่อรองรับการท่องเที่ยวในอนาคตที่คาดว่าจะไม่กลับมาเหมือนเดิมอีกต่อไป

คนรุ่นใหม่พร้อมเดินทาง เทรนด์เที่ยวแบบ “หรูหรา” พุ่ง

นับเป็นปีที่ 3 แล้วที่ภาคธุรกิจและการท่องเที่ยวของไทยยังคงได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากไวรัสโควิด ปีนี้มีสายพันธุ์ใหม่ “โอไมครอน” ที่มาส่งท้ายปี 2564 และลากยาวมาถึงปี 2565

“ทริปดอทคอม กรุ๊ป” ได้จัดทำข้อมูลแนวโน้มการท่องเที่ยวและแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคด้านการเดินทางและการท่องเที่ยวปี 2564 และอนาคต พบว่า นักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มมีความระมัดระวังที่ต่างกัน โดยคนรุ่นใหม่ ได้แก่ มิลเลนเนียล (Millennials) และ Gen Z แสดงความตั้งใจที่จะเดินทางในระยะสั้นมาก

โดยร้อยละ 73 ของคนรุ่น Gen X มิลเลนเนียล (Gen Y) และคนรุ่น Gen Z วางแผนที่จะเดินทางครั้งต่อไปทันที หรือภายใน 1 ถึง 3 เดือน หลังจากการยกเลิกข้อจำกัด เทียบกับร้อยละ 63 ของกลุ่มคนรุ่นบูมเมอร์ส (Boomers)

อย่างไรก็ตาม รายได้ก็มีอิทธิพลต่อความปรารถนาที่จะเดินทาง โดยกลุ่มมิลเลนเนียลที่มีรายได้ต่อปีมากกว่า 50,000 เหรียญสหรัฐ คือผู้ที่กระตือรือร้นที่จะเดินทางมากที่สุด โดยสื่อสังคมออนไลน์และการตลาดดิจิทัลเป็นเครื่องมือทางการตลาดและการขายที่มีอิทธิพลต่อนักเดินทางและจะคงเป็นเช่นนี้ต่อไปในระยะยาว

นอกจากนี้ยังพบว่า การท่องเที่ยวแบบความหรูหรามีแนวโน้มที่จะเติบโตสูง ค่าใช้จ่ายในการเดินทางเฉลี่ยคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นสำหรับการเดินทาง 2-3 ครั้งแรก หลังการล็อกดาวน์ โดยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนี้ถูกใช้จ่ายโดยตรงไปกับมาตรการป้องกันเชื้อไวรัส ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มดั้งเดิมในด้านความหรูหรา

โดยร้อยละ 70 ของนักเดินทางเพื่อการพักผ่อนในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร แคนาดา ญี่ปุ่น และสเปน คาดหวังและวางแผนที่จะใช้จ่ายเงินเพื่อการเดินทางในปี 2565 มากกว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

และร้อยละ 76 เลือกที่จะใช้จ่ายมากขึ้น สำหรับการเดินทางที่มาพร้อมกับมาตรการด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่แน่นอน

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าตลาดการเดินทางท่องเที่ยวแบบหรูหราจะมีมูลค่าถึง 1.12 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2570 เพิ่มขึ้นจากมูลค่า 945.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2562

โดยพบว่าการเดินทางท่องเที่ยวแบบหรูหรานี้ ยังคงมีงบประมาณการใช้จ่ายของผู้บริโภคจะยังคงเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น โดยผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะทำการจองกับที่ปรึกษาด้านการท่องเที่ยวมากขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ประเมินว่านักเดินทางยังคงกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของพวกเขาเกิดจากที่ภาครัฐและเอกชนมีมาตรการที่ชัดเจนตลอดการเดินทาง

ที่สำคัญคือ ความปรารถนาของนักเดินทางในการสำรวจโลกยังคงไม่ลดน้อยลง ทำให้มีความหวังสำหรับอนาคตของอุตสาหกรรมการเดินทางและการท่องเที่ยว และความสามารถของภาคอุตสาหกรรมในการสร้างความแตกต่างที่มีความหมายต่อชีวิต และการดำรงชีวิตของผู้คน

ขณะที่การฟื้นตัวด้านการเดินทางท่องเที่ยวจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคพร้อมกับภาครัฐและเอกชนยังคงต้องรับผิดชอบในการสร้างโลกใบใหม่ให้เป็นไปอย่างยั่งยืน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การท่องเที่ยว โอมิครอน