CITE-DPU ผนึก BOI ยกระดับทักษะยานยนต์ EV รุ่น 3 ชูไฮไลท์ ‘โซลาร์เซลล์เชื่อมต่อรถไฟฟ้า’
CITE-DPU ผนึก BOI ยกระดับทักษะยานยนต์ EV รุ่น 3 ชูไฮไลท์ “โซลาร์เซลล์เชื่อมต่อรถไฟฟ้า” ปั้นผู้ประกอบการและสร้าง Startup ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย สู่ยุคพลังงานสะอาดเต็มรูปแบบ
วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (CITE) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดพิธีเปิดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “การซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่” รุ่นที่ 3 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ DPU โดยมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรทักษะสูงในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตามพระราชบัญญัติการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย
บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้เข้าร่วมอบรมครอบคลุมทั้งกลุ่มเจ้าของกิจการ ผู้ประกอบการ SMEs วิศวกร ช่างยนต์ นักศึกษา และประชาชนทั่วไป รวมถึงคณาจารย์จากหลากหลายสถาบัน รวมจำนวนกว่า 300 คน โดยได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดีวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ CITE DPU เป็นประธานในพิธีเปิดพร้อมกล่าวต้อนรับ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาทักษะด้านยานยนต์สมัยใหม่เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมในอนาคต
สำหรับกิจกรรมในช่วงเช้าเป็นการเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ ผศ.ดร.มนฑล นาวงษ์ ในหัวข้อ “การปรับตัวเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์” ต่อด้วยการบรรยายในหัวข้อ “ความท้าทายและประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจอู่ EV” โดย คุณพุทธชาติ ช่วยราม ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท ช่วยราม เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ที่ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ตรงจากการดำเนินธุรกิจด้านยานยนต์ไฟฟ้า ท่ามกลางความสนใจและเสียงตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากผู้เข้าอบรมที่มาร่วมรับฟังข้อมูล

ขณะที่ช่วงบ่ายเป็นเวทีเสวนาเรื่อง “การวิเคราะห์และซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่” โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมถ่ายทอดความรู้ ประกอบด้วย พ.ต.พิพัฒน์พงศ์ ปรีเปรม หัวหน้าหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ CITE DPU ร่วมกับอาจารย์กิตติชัย พิมโสดา และอาจารย์ณัฏฐธเนศ วัฒนบารมี จากบริษัท ช่วยราม เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ซึ่งเน้นย้ำถึงการเตรียมความพร้อมทางเทคนิคที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามนวัตกรรมใหม่ๆ ของโลกยานยนต์ที่ก้าวล้ำอย่างไม่หยุดยั้งในปัจจุบัน
ในโอกาสนี้ พ.ต.พิพัฒน์พงศ์ ยังได้เปิดเผยถึงความสำเร็จของโครงการในรุ่นนี้ว่า มียอดผู้สนใจสมัครเข้าอบรมรวมกว่า 300 คน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าหลักสูตรของ CITE DPU กำลังตอบโจทย์ความต้องการของตลาดอุตสาหกรรมและประชาชนที่ต้องการยกระดับทักษะตนเอง ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยจุดเด่นสำคัญคือการเป็นหลักสูตรแรกและหลักสูตรเดียวในไทยขณะนี้ ที่ร่วมมือกับบริษัทชั้นนำอย่าง Toyota Motor, ช่วยราม เอ็นจิเนียริ่ง และ API TECH พร้อมการสนับสนุนจาก BOI ที่มุ่งเน้นทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติจริง
ผลสัมฤทธิ์ของโครงการยังสามารถสร้างอาชีพให้แก่ผู้เรียนได้ทันที โดยมีกรณีศึกษาจากผู้จบการอบรมรุ่นที่ 1 ที่สามารถเปลี่ยนผ่านจากช่างเครื่องยนต์สันดาปเดิมเข้าสู่สายงานยานยนต์ไฟฟ้าได้สำเร็จ ตลอดจนบางรายสามารถเริ่มต้นธุรกิจใหม่หรือสร้าง Startup ของตนเองได้อย่างมั่นคง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจของสถาบันที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่เข้าสู่สังคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในสภาวะที่ตลาดแรงงานกำลังต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์สมัยใหม่ที่มีมาตรฐานในระดับสากล
นอกจากความเข้มข้นของหลักสูตรเดิมแล้ว ในรุ่นที่ 3 นี้ พ.ต.พิพัฒน์พงศ์ ระบุว่า ได้มีการเพิ่มเนื้อหาพิเศษคือเรื่องระบบโซลาร์เซลล์ที่จะนำมาใช้งานร่วมกับรถยนต์สมัยใหม่ เพื่อให้ครอบคลุมการใช้งานในชีวิตจริงมากขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมโยงระบบพลังงานสะอาดเข้ากับการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในชีวิตจริง ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตาม การจะก้าวให้ทันนวัตกรรมที่ล้ำสมัยเช่นนี้ไม่ได้อาศัยเพียงเครื่องมือที่ทันสมัยเท่านั้น แต่ต้องควบคู่ไปกับความเข้าใจทางเทคนิคเชิงลึก อาทิ การเรียนรู้ระบบแบตเตอรี่ที่มีความไวต่อความร้อนสูง เนื่องจากแบตเตอรี่มีอุณหภูมิทำงานที่เหมาะสมอยู่ที่ประมาณ -10 ถึง 45 องศาเซลเซียส ในขณะที่อุณหภูมิพื้นผิวถนนในไทยอาจสูงถึง 60-70 องศาเซลเซียส หรือระบบปรับอากาศในรถ EV ที่ต้องสร้างความเย็นให้แบตเตอรี่เป็นลำดับแรก ซึ่งถือเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่คนในอุตสาหกรรมต้องศึกษาเรียนรู้กันใหม่ทั้งหมด และที่สำคัญที่สุดคือต้องมีทัศนคติแบบ “น้ำไม่เต็มแก้ว” เพื่อเปิดรับทักษะใหม่และป้องกันความผิดพลาดในการปฏิบัติงานที่อาจเกิดขึ้น
“ด้วยเหตุนี้ในการเริ่มต้นหลักสูตรเราจึงเลือกเน้นย้ำเรื่องการปรับตัวและความท้าทาย เพราะถือเป็นทักษะหลักที่สำคัญที่สุดในภาวะที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในวันที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นเช่นนี้ หากเรายังยืนหยัดอยู่กับเทคโนโลยีเก่าโดยไม่ยอมปรับตัว ภาระค่าใช้จ่ายย่อมเพิ่มขึ้นตามไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยังอาจทำให้เราเสียโอกาสสำคัญในตลาดใหม่ เนื่องจากเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่คือความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ทุกคนต้องเผชิญร่วมกัน ตั้งแต่ระดับศูนย์บริการ หลักสูตรการสอน ไปจนถึงพฤติกรรมของผู้ใช้รถที่ต้องปรับเปลี่ยนให้ก้าวทันนวัตกรรมแห่งอนาคต”

สำหรับทิศทางการพัฒนาในอนาคต พ.ต.พิพัฒน์พงศ์ เปิดเผยว่าภายหลังจากจบการอบรมในรุ่นที่ 4 ซึ่งปัจจุบันมียอดผู้สมัครล่วงหน้าเกิน 300 คนแล้วนั้น มหาวิทยาลัยเตรียมขยายผลสู่หลักสูตรระยะสั้น หรือ Short Course ที่เน้นเทคโนโลยีเชิงลึก หรือ Deep Tech เพื่อสร้างความเชี่ยวชาญระดับสูงในแต่ละระบบ อาทิ ระบบแบตเตอรี่แรงดันสูง ระบบปรับอากาศ และระบบชาร์จไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรม
พ.ต.พิพัฒน์พงศ์ ยังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของวงการยานยนต์สมัยใหม่ รถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นมากกว่ายานพาหนะ และจะกลายเป็นแหล่งพลังงานเคลื่อนที่ หรือ Mobile Energy Storage ที่สามารถจ่ายไฟให้กับครัวเรือนหรือแม้แต่การซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันได้ในอนาคต และเพื่อให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงนี้ เราภูมิใจเป็นอย่างมากที่ทาง BOI ไว้วางใจให้สาขาวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ของ CITE-DPU เป็นผู้ดำเนินการ และเราขอยืนยันว่าจะทำหน้าที่พัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมนี้อย่างเต็มความสามารถ”
ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของนวัตกรรมแห่งอนาคต สามารถติดตามประกาศรับสมัครและรอบเวลาเรียนได้ที่เว็บไซต์ dpu.ac.th หรือทางเพจเฟซบุ๊ก CITE วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ โดยในรุ่นที่ 3 นี้ ยังคงรักษามาตรฐานการถ่ายทอดความรู้อย่างเข้มข้นตลอด 14 วัน แบ่งเป็นภาคทฤษฎี 3-4 วัน และภาคปฏิบัติ 6-7 วัน พร้อมทั้งมีการนำเสนอแผนงานหรือ Pitching Project เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้ประยุกต์ใช้องค์ความรู้ที่ได้รับมาสร้างสรรค์ผลงานอย่างเป็นรูปธรรมและนำไปต่อยอดได้จริง โดยมีกำหนดการอบรมต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 นี้
