ตราดชงแผนรับมือฤดูกาลผลไม้ตะวันออก แก้ราคาตกต่ำ-แรงงานขาดแคลน
สถานการณ์ผลไม้ปี 2569 ยังคงเป็นประเด็นที่ทุกภาคส่วนจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ “เงาะ” ซึ่งเป็นผลไม้เศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดตราด แต่เกษตรกรกลับเผชิญปัญหาราคาตกต่ำอย่างหนัก
จังหวัดตราดถือเป็นแหล่งปลูกเงาะใหญ่ที่สุดของประเทศ ในปี 2568 มีพื้นที่ปลูก 47,190 ไร่ คิดเป็นมูลค่า 5,511 ล้านบาท ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 (สศท.6) ปี 2569 ระบุว่า จังหวัดตราดมีพื้นที่ปลูก 47,289 ไร่ และมีผลผลิตประมาณ 99,885 ตัน นับเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้เป็นอันดับ 2 ของจังหวัด และมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจครัวเรือนของเกษตรกรจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ราคาผลผลิตเงาะหน้าสวนลดลงเหลือเพียงประมาณ 10 บาท/กก. ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบหลายปี สาเหตุหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว รวมถึงประเทศเวียดนามซึ่งเป็นตลาดรับซื้อรายใหญ่กดราคารับซื้อลง ขณะที่ต้นทุนการเก็บเกี่ยวกลับสูงถึง 2-5 บาท/กก. ตามความสูงและขนาดของต้นเงาะ ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ลดลงอย่างมาก นอกจากนี้ โรงงานแปรรูปผลไม้ขนาดใหญ่ในจังหวัดยังทยอยปิดกิจการจากการแข่งขันในตลาดปลายทางที่รุนแรง
นายสุทธิลักษณ์ คุ้มครองรักษ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตราด กล่าวว่า การบริหารจัดการผลไม้ในอนาคตจำเป็นต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานด้านเกษตร สหกรณ์ พาณิชย์ และอุตสาหกรรม พร้อมวางแผนล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด
สำหรับผลผลิตเงาะประมาณ 100,000 ตัน ควรกำหนดแผนบริหารจัดการอย่างชัดเจน ได้แก่ จำหน่ายผ่านตลาดปกติ 50,000 ตัน ส่งโรงงานแปรรูป 20,000 ตัน และอีก 30,000 ตัน ซึ่งเป็นช่วงผลผลิตออกมากจนเสี่ยงราคาตกต่ำ รัฐควรเตรียมงบประมาณและมาตรการรับซื้อเพื่อนำตลาดไว้ล่วงหน้า พร้อมปรับปรุงระบบจุดรับซื้อของสหกรณ์ให้ครอบคลุมพื้นที่ และสามารถจ่ายเงินสดให้เกษตรกรได้ทันที เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการนำผลผลิตเข้าสู่ระบบ
นายวุฒิพงศ์ รัตนมณฑ์ ประธานเครือข่ายสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรจังหวัดตราดและประธานสหกรณ์การเกษตรเพื่อการแปรรูปและส่งออก จังหวัดตราด จำกัด กล่าวว่า ปัญหาสำคัญเกิดจากการที่ภาครัฐขาดการเตรียมความพร้อมเชิงรุก เมื่อราคาผลผลิตตกต่ำ กระทรวงพาณิชย์จึงเข้ามาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งไม่สามารถดำเนินมาตรการช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากต้องดูแลสินค้าหลายประเภท
ภาคเอกชนจึงเสนอให้รัฐบาลจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะที่รับผิดชอบการบริหารจัดการผลไม้แบบครบวงจร เช่นเดียวกับการบริหารจัดการยางพารา เพื่อดูแลทั้งด้านตลาด แรงงาน เงินทุน และการวางแผนผลผลิตล่วงหน้า ไม่ใช่ปล่อยให้แต่ละหน่วยงานดำเนินงานแยกส่วน
นายวุฒิพงศ์ยังระบุว่า ในอนาคตรัฐต้องเร่งเตรียมความพร้อมรองรับผลผลิตทุเรียน เงาะและมังคุดที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันปัญหาผลผลิตล้นตลาด โดยเฉพาะการสนับสนุนโรงงานแปรรูปและผู้ประกอบการห้องเย็นไม่ให้ทยอยปิดกิจการ เพราะถือเป็นกลไกสำคัญในการรองรับผลผลิตส่วนเกิน
อีกหนึ่งปัญหาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร หลังการปิดด่านชายแดนส่งผลให้แรงงานกัมพูชาหายไปจากระบบจำนวนมาก แต่ภาครัฐยังไม่มีมาตรการรองรับเชิงรุก ทั้งที่สามารถประเมินความต้องการแรงงานจากปริมาณผลผลิตที่มีอยู่ได้ ทำให้เกษตรกรต้องหาแรงงานกันเอง บางส่วนจำเป็นต้องใช้แรงงานนอกระบบ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาตามมา
ภาคเอกชนจึงเสนอให้รัฐบาลเร่งอำนวยความสะดวกในการนำเข้าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สปป.ลาว และเมียนมา ด้วยขั้นตอนที่ง่ายขึ้นและมีต้นทุนไม่สูง เพื่อให้มีแรงงานเพียงพอและถูกต้องตามกฎหมาย รองรับฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลไม้ในอนาคต
ทั้งนี้ แม้ภาพรวมการส่งออกผลไม้ไทยยังเติบโต โดยล่าสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ประเทศไทยส่งออกทุเรียนสดไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว 53,665 ตู้ ปริมาณ 872,237.24 ตัน คิดเป็นมูลค่า 100,079.92 ล้านบาท นับเป็นครั้งแรกที่มูลค่าการส่งออกทุเรียนในช่วงครึ่งปีแรกทะลุ 100,000 ล้านบาท แต่ภาคเกษตรและเอกชนเห็นตรงกันว่า การแก้ปัญหาผลไม้ไทยในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยการวางแผนล่วงหน้า การบูรณาการข้อมูล และมาตรการเชิงรุกจากทุกหน่วยงาน เพื่อให้เกษตรกรสามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดได้อย่างยั่งยืน