Super LBA เติมเกราะคุ้มภัยไซเบอร์ – กฎหมาย PDPA – Health Longevit
หลักสูตร Super LBA รุ่นที่ 3 คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ DPU เติมเกราะคุ้มกันภัยจากไซเบอร์และไขข้อข้องใจประเด็น PDPA พร้อมถอดรหัส Health Longevity เพื่อคุณภาพชีวิตผู้บริหารองค์กรที่ยั่งยืน
หลักสูตร Super LBA รุ่นที่ 3 คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) โดย อาจารย์ ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีและประธานกรรมการหลักสูตรฯ จัดการเรียนการสอนในโมดูลที่ 6 หัวข้อ Cyber & Data Governance for Executives ณ ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569
โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ปรเมศวร์ กุมารบุญ อาจารย์พิเศษด้านเศรษฐกิจดิจิทัล อาชญากรรมไซเบอร์ และกฎหมายเทคโนโลยี ร่วมกับ พ.ต.ท. เธียรรัตน์ วิเชียรสรรค์ กรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และ ดร.นรัตถ์ สาระมาน นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย พร้อมด้วย ผศ.ดร.นพ.มาศ ไม้ประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ (CIMw) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้ทันที ตั้งแต่การรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมไซเบอร์ใกล้ตัว การถอดรหัสข้อกฎหมายและเคสปรับจริงของ PDPA เพื่อป้องกันความเสี่ยงให้องค์กร ตลอดจนเทคนิคการป้องกันข้อมูลรั่วไหลผ่าน AI ไปจนถึงการดูแลสุขภาพเชิงลึกด้วยศาสตร์ชะลอวัย หรือ Health Longevity เพื่อฟื้นฟูร่างกายจากภายในและยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
รู้ทันโจร เพื่อรักษาข้อมูลส่วนตัว
ดร.ปรเมศวร์ กุมารบุญ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมไซเบอร์ เริ่มต้นการบรรยายถึงสถิติคดีออนไลน์ของไทยช่วงปี 2565 ถึง 2569 ที่พุ่งสูงถึง 1,200,000 คดี ทว่ามีผู้เสียหายเดินทางไปแจ้งความร้องเรียนเพียง 20% ส่งผลให้มูลค่าความเสียหายในพื้นที่กรุงเทพมหานครพุ่งเกิน 20,000 ล้านบาทในเวลาเพียง 4 ปี พร้อมกันนี้ยังได้นำเสนอทฤษฎี Routine Activity Theory หรือ กิจวัตรประจำวันในทางอาชญาวิทยา ซึ่งชี้ให้เห็นว่าอาชญากรไซเบอร์มักสะกดรอยและประเมินพฤติกรรมของเป้าหมายจากข้อมูลที่เปิดเผยทิ้งไว้บนโลกอินเทอร์เน็ต
สำหรับภัยใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน ดร.ปรเมศวร์ ได้ยกตัวอย่างกรณีการต่อแถวซื้อของหน้าร้านสะดวกซื้อแล้วบอกเบอร์โทรศัพท์เพื่อสะสมคะแนน ซึ่งอาชญากรอาจแฝงตัวบันทึกภาพและเสียงไว้ ก่อนนำเบอร์ไปทดลองกรอกในแอปพลิเคชันธนาคารผ่านระบบพร้อมเพย์ เพื่อสืบค้นชื่อ-นามสกุลจริง ก่อนนำไปค้นหาบัญชีโซเชียลมีเดียเพิ่มเติม
นอกจากนี้ยังระบุถึงกรณีศึกษาอัยการทหารยศพันเอกหญิงที่ถูกแฮกเฟซบุ๊กไปหลอกยืมเงินหลักแสนบาท เนื่องจากใช้รหัสผ่านเป็นเบอร์โทรศัพท์และวันเกิด รวมถึงภัยอีเมลธุรกิจ (BEC) ที่แฮกเกอร์สอดส่องการโอนเงินและแก้ไขเลขบัญชีผู้รับ จนสร้างความเสียหายสูงถึง 710 ล้านบาท ตลอดจนภัยขบวนการค้าอวัยวะข้ามพรมแดนที่หลอกคนไปทำงานขู่รีดไถเงิน หากไม่มีให้จะถูกนำตัวไปผ่าตัดค้าอวัยวะ ซึ่งไตและดวงตามีมูลค่าสูงถึง 4 ล้านบาท ส่วนปอดมีมูลค่าสูงถึง 8 ล้านบาท
เพื่อสะท้อนว่าข้อมูลส่วนบุคคลที่หลุดรอดสร้างอันตรายได้น่ากลัวขนาดไหน ดร.ปรเมศวร์ เล่าประสบการณ์ในอดีตปี 2532 แค่สมุดหน้าเหลืองก็สามารถพาไปถึงบ้านของคนที่เราค้นหาได้ ดังนั้น “ยิ่งในยุคนี้ข้อมูลของเราหลุดลอยอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตเต็มไปหมด โจรยิ่งทำงานง่ายกว่าเดิมหลายเท่า” ดร.ปรเมศวร์ ระบุ
ขณะที่อีกหนึ่งประเด็นเตือนภัยที่น่าสนใจคือผลการทดลองวางกุญแจรถปอร์เช่ไว้หน้าร้านกาแฟ ซึ่งผู้ผ่านไปมาเลือกเก็บกุญแจขึ้นมาทุกคน ทว่าหากอุปกรณ์ดังกล่าวซ่อนมัลแวร์และถูกนำไปเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ก็อาจเปิดช่องให้ผู้ไม่หวังดีเข้าถึงหรือสร้างความเสียหายต่อระบบได้
“คนที่เป็นหัวหน้าครอบครัวหรือผู้บริหารองค์กร จึงต้องคอยพัฒนาความสามารถในการดูแลความปลอดภัยของข้อมูลอยู่เสมอ เพราะหากผู้พิทักษ์ไร้ความสามารถหรืออ่อนแอ ก็จะเป็นตัวดึงดูดอาชญากรเข้าทำร้ายบุคคลอันเป็นที่รักในที่สุด” ดร.ปรเมศวร์ ย้ำทิ้งท้าย ก่อนกล่าวยกย่อง อาจารย์ ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีและประธานกรรมการหลักสูตรฯ ถึงผลงานในอดีตสมัยเป็นกรรมการ กสทช. กำกับดูแลกฎหมายโทรคมนาคมที่ช่วยแก้ช่องว่างทางกฎหมายจนเปิดประมูลคลื่น 3G ได้สำเร็จ ส่งผลต่อการพัฒนาการเรียนทางไกลและการแพทย์ทางไกล Telemedicine มาจนถึงปัจจุบัน

ไขข้อข้องใจกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับองค์กร
ด้าน พ.ต.ท. เธียรรัตน์ วิเชียรสรรค์ กรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อธิบายโครงสร้างกฎหมาย PDPA ว่ามีตัวละครสำคัญ 4 ฝ่าย คือ เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Data Subject) ที่ต้องเป็นคนธรรมดาที่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้ควบคุมข้อมูล (Data Controller) ผู้ประมวลผลข้อมูล (Data Processor) และเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) ที่คอยช่วยอุดรอยรั่วและประเมินความเสี่ยง โดยกฎหมายมีบทลงโทษปรับทางปกครองตั้งแต่ 500,000 บาท ไปจนถึง 5,000,000 บาท เพื่อบีบให้องค์กรขนาดใหญ่หันมาใส่ใจความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ พ.ต.ท. เธียรรัตน์ ยังได้กล่าวถึงกรณีศึกษาที่คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญสั่งระงับแคมเปญสแกนม่านตาแลกเงิน 1,000 บาทของบริษัทเอกชน เนื่องจากมองว่าการใช้เงินจูงใจทำให้ประชาชนขาดความเป็นอิสระในการตัดสินใจ และระบบจัดเก็บไม่มีมาตรฐานความปลอดภัยเพียงพอ พร้อมยกตัวอย่างกรณีสถานบันเทิงคัดกรองอายุผู้ใช้บริการว่า “สามารถถ่ายภาพใบหน้าคู่กับบัตรประชาชนไว้เป็นหลักฐานแสดงความบริสุทธิ์ใจได้” แต่ต้องกำหนดเงื่อนไขจัดเก็บไว้เพียง 24 ชั่วโมงแล้วทำลายทิ้ง เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการเก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็น รวมถึงยังขยายความครอบคลุมในกลุ่มไลน์คอนโดว่า นิติบุคคลสามารถโพสต์รูปเพื่อตักเตือนลูกบ้านที่นำสัตว์เลี้ยงมาขับถ่ายในพื้นที่ส่วนกลางได้ โดยไม่ถือเป็นความผิดทาง PDPA เพราะเป็นการดูแลความสงบเรียบร้อยตามกติกาของชุมชน
“การขอความยินยอมจากพนักงานหรือลูกค้าต้องจัดให้มีช่องทางถอนความยินยอมที่ง่ายเช่นเดียวกับตอนให้ความยินยอมด้วย ส่วนสัญญากับพนักงานภายนอก ผู้บริหารจึงต้องระบุเงื่อนไขให้ชัดเจนว่าห้ามนำข้อมูลไปใช้นอกเหนือจากสัญญางานเด็ดขาด และต้องแจ้งบริษัททันทีหากมีข้อมูลรั่วไหล เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริหารต้องรับโทษทางอาญาจำคุก 6 เดือนและปรับ 500,000 บาท” พ.ต.ท. เธียรรัตน์ กล่าว
ขณะที่ ดร.นรัตถ์ สาระมาน นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย ได้ให้ความรู้เสริมในแง่เทคนิคว่า ข้อมูลที่รั่วไหลส่วนใหญ่ในไทยเกิดจากการตั้งค่าระบบไอทีที่หละหลวม และการเปิดเผยข้อมูลไว้บนอินเทอร์เน็ตโดยไม่มีการเข้ารหัส พร้อมกันนี้ยังได้เตือนถึงภัยจากการ “ป้อนข้อมูลความลับ” หรือสเปกงบประมาณลงในระบบ AI ต่างประเทศ เช่น Gemini เนื่องจากจะถูกส่งไปประมวลผลบนเซิร์ฟเวอร์ต่างแดน และมีโอกาสหลุดไปแสดงผลแก่บุคคลภายนอกได้
“เราสามารถใช้วิธีทำ Data Masking หรือเปลี่ยนชื่อคนให้กลายเป็นโค้ดสมมุติก่อนจะส่งข้อมูลไปประมวลผลวิเคราะห์ และผมแนะนำให้ผู้บริหารเลือกใช้คลาวด์ที่มีผู้ให้บริการตั้งศูนย์ข้อมูล Data Center อยู่ในประเทศไทย เพราะถ้าเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหลขึ้นมา เราจะสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมายไทยได้ง่ายกว่าฝากไฟล์ไว้ที่ต่างประเทศ” ดร.นรัตถ์ ให้ข้อแนะนำ
ซ่อมสุขภาพที่รากเหง้าใต้ดินด้วยศาสตร์ชะลอวัย
ในส่วนของ ผศ.ดร.นพ.มาศ ไม้ประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้ชี้ให้เห็นวิกฤตระบบสาธารณสุขของไทยที่โรงพยาบาลรัฐขาดทุนเพิ่มขึ้นจาก 4 แห่งเป็น 400 แห่ง เนื่องจากต้องแบกรับค่ารักษาโรคเรื้อรัง NCDs ของสังคมสูงวัย สวนทางกับสัดส่วนวัยทำงานที่เหลือเพียง 2 คนต่อการดูแลผู้สูงอายุ 1 คน ทำให้ WHO หันมารณรงค์แนวคิดการดูแลตัวเอง หรือ Self-care
ผศ.ดร.นพ.มาศ ยังได้เปรียบเทียบว่า การแพทย์แผนปัจจุบันมุ่งรักษาเฉพาะส่วนที่อยู่เหนือดินอย่างกิ่ง ก้าน ใบ เช่น หัวใจ ปอด ตับ และไต ขณะที่ศาสตร์ชะลอวัยจะเน้นซ่อมแซม 8 รากเหง้าของเซลล์ใต้ดิน ได้แก่ โภชนาการ สมดุลฮอร์โมน ระบบลำไส้ ระบบภูมิคุ้มกัน การอักเสบเรื้อรัง สารพิษตกค้าง โครงสร้างเซลล์กระดูก และการทำงานของไมโทคอนเดรีย ทั้งยังเตือนว่าการบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูงในสัดส่วนที่เกิน 20% ต่อวัน จะส่งผลให้สมองเสื่อมเร็วขึ้น 20% และเนื้อสมองฝ่อตัวเร็วกว่าปกติถึง 25%

นอกจากนี้ ยังได้มีการถ่ายทอดกรณีศึกษาจริงของผู้เข้าอบรม อาทิ เคสคุณพ่อวัย 59 ปี ที่มีภาวะสมองฝ่อจนกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง จำหน้าลูกสาวไม่ได้ ซึ่งหลังได้รับการตรวจพบว่าขาดฮอร์โมนและได้รับการฟื้นฟูด้วยการทาฮอร์โมนธรรมชาติทางผิวหนังร่วมกับสารอาหารเซลล์สมอง เพียง 2 สัปดาห์คุณพ่อสามารถกลับมาเดิน พูดคุย และจำหน้าครอบครัวได้ รวมถึงเคสผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตัวเองมานานกว่า 10 ปี ที่สามารถหยุดกินยาเคมีกดภูมิและยาแก้ปวดได้หลังปรับโภชนาการและสภาพลำไส้
“ปกติเวลาไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลแล้วผลแล็บออกมาว่าค่าเฉลี่ยปกติ เปรียบเหมือนเรามีรายได้แค่ 20,000 บาทต่อเดือนที่พอประทังชีวิตไปวัน ๆ แต่ถ้าเราอยากมีชีวิตที่สดชื่น กระฉับกระเฉง และแข็งแรงเต็มที่ เราต้องการสุขภาพในระดับ optimal หรือเหมือนมีรายได้เดือนละ 200,000 บาท การรักษาด้วยฮอร์โมนและสารอาหารธรรมชาติจะช่วยซ่อมเซลล์ให้ฟูขึ้นมาเหมือนต้นไม้ที่ได้รับปุ๋ยอย่างตรงจุด” ผศ.ดร.นพ.มาศ เปรียบเทียบ
“การกินอาหารเสริมเป็นเรื่องจำเป็นในยุคที่เราไม่มีเวลาเลือกอาหารธรรมชาติให้ครบถ้วน แต่เราต้องมีความรู้พื้นฐานในการเลือกกินวิตามินให้ถูกตัวและพอดีกับร่างกาย เพราะความไม่รู้อาจทำให้เราเสียเงินฟรีและเสี่ยงต่อการสะสมทำลายตับไตในระยะยาว”
สำหรับการบรรยายในช่วงท้าย ดร.พีระยุทธ มั่งคั่ง ผู้ช่วยอธิการบดี สายงานพัฒนาธุรกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ยังได้ร่วมตั้งคำถามเชิงปฏิบัติแทนผู้บริหารที่เลี่ยงไม่ได้จากการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่ง ผศ.ดร.นพ.มาศ แนะนำว่าหากจำเป็นต้องดื่ม อาจจะรับประทานวิตามินซีร่วมกับสารตั้งต้นต้านอนุมูลอิสระกลุ่ม NAC หรือ L-glutathione ทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้สอบถามปัญหาสุขภาพเฉพาะบุคคลและรับคำแนะนำอย่างเป็นกันเอง ซึ่งถือเป็นโอกาสพิเศษที่หาไม่ได้จากชั้นเรียนทั่วไปอีกด้วย
“พวกเราเป็นมหาวิทยาลัยยุคแรกที่บุกเบิกศาสตร์ทางด้านนี้มาโดยตลอด แม้ในวันนี้หน่วยงานรัฐหรือโรงพยาบาลหลายแห่งจะพยายามหันมาพูดเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงคือพวกเขาไม่เคยมีวิชาเหล่านี้บรรจุอยู่ในหลักสูตรตั้งแต่แรกเลยเพราะมองข้ามความสำคัญไป แต่เราเชื่อมั่นว่าพวกเราคือผู้นำและผู้บุกเบิกศาสตร์ทางด้านการดูแลตัวเอง หรือ Self-care ที่ไม่ใช่แค่การรักษาโรคเป็นรายแรกของไทย เราเจริญเติบโตมาอย่างต่อเนื่องและพร้อมเดินหน้าต่อไปเพื่อร่วมสร้างหลักสูตรและผลักดันให้มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์เป็น Wellness University of Thailand อย่างแท้จริง” ผศ.ดร.นพ.มาศ สรุปทิ้งท้าย
