“โชคร้ายแฝด” ของเศรษฐกิจจีน “โอกาสทอง” ของอินเดีย

INDIA-ECONOMY-SOLAR
A worker operates a machine at the First Solar manufacturing facility in Sriperumbudur, Kanchipuram district, on January 11, 2024. (ภาพโดย R.Satish BABU / AFP)
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

ปี 2023 อาจกล่าวได้ว่าเป็นปีที่ย่ำแย่ของ “เศรษฐกิจจีน” เมื่อเทียบกับปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจในอดีตที่เคยเป็นที่จดจำของชาวโลก ขณะเดียวกัน ดูเหมือนแนวโน้มในปี 2024 จะไม่สดใสเช่นกัน ทั้งนี้ ตามข้อมูลของทางการจีนที่เผยแพร่ออกมา การส่งออกปี 2023 ลดลงเป็นครั้งแรกนับจากปี 2016 โดยมีมูลค่า 3.38 ล้านล้านดอลลาร์ ลดลง 4.6% เมื่อเทียบกับปี 2022 ที่เติบโต 7% เนื่องจากความต้องการสินค้าจีนในตลาดโลกลดลง ส่วนการนำเข้าลดลงเช่นกัน 5.5%

ไม่เพียงการส่งออกซึ่งขึ้นกับปัจจัยภายนอกเท่านั้นที่ลดลง แต่ความต้องการบริโภคในประเทศก็อ่อนแอเช่นกัน เงินเฟ้อเดือนธันวาคมลดลง 0.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2022 อีกทั้งยังเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันที่เงินเฟ้อปรับตัวลง ถือเป็นการลดลงต่อเนื่องนานที่สุดนับจากปี 2009 ทำให้ตลอดปี 2023 เงินเฟ้อของจีนขยายตัวเพียง 0.2% ต่ำที่สุดในรอบ 14 ปี

ภาวะเช่นนี้ทำให้เศรษฐกิจจีนถูกมองว่าเจอความโชคร้ายสองด้านพร้อมกัน กล่าวคือทั้งส่งออกซึ่งเป็นความต้องการภายนอก และความต้องการบริโภคของประชาชนซึ่งเป็นปัจจัยภายในต่างอ่อนแอทั้งคู่

“หลิว ต้าเหลียง” โฆษกกรมศุลกากรจีนระบุว่า ความต้องการของตลาดโลกที่ลดลง กระทบต่อการส่งออกของจีน และเชื่อว่าจีนจะยังเผชิญ “ความยุ่งยาก” ในตลาดส่งออกต่อไปอีก จากความต้องการของตลาดโลกยังคงอ่อนแอ อีกทั้ง “การปกป้องการค้าและนโยบายฝ่ายเดียว” (Unilateralism) ขัดขวางการเติบโต

นักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซกส์ ชี้ว่า เงินเฟ้อที่ต่ำของจีนสะท้อนให้เห็นว่าความต้องการภายในประเทศลดลง เนื่องจากปัญหาการตกต่ำของภาคอสังหาริมทรัพย์ และตลาดแรงงานที่ตึงเครียด งานไม่พอรองรับความต้องการของแรงงานในตลาด

ขณะที่นักวิเคราะห์ของแคปิตอล อีโคโนมิกส์ เชื่อว่า จากนี้เงินเฟ้อพื้นฐานของจีนน่าจะขยับขึ้นได้เล็กน้อย โดยได้แรงหนุนมาจากการฟื้นตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม แรงกดดันเงินฝืดจะยังไม่หมดไป เพราะการที่ส่งออกอ่อนแอผสมกับการลงทุนมากเกินไปของจีน ย่อมหมายถึงว่ามีความเสี่ยงที่ภาวะเงินฝืดจะปกคลุมเศรษฐกิจต่อไประยะหนึ่ง

มิกโซ แดส นักกลยุทธ์หุ้นเอเชียของเจพีมอร์แกนเผยว่า อินเดียเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของเจพีมอร์แกนในเอเชีย และเป็นหนึ่งในตลาดยอดนิยมทั่วโลก เนื่องจากอินเดียจะได้รับประโยชน์มหาศาลอย่างต่อเนื่องจากการที่บริษัทต่าง ๆ ใช้นโยบาย “ไชน่า พลัสวัน” ซึ่งหมายถึงการลงทุนตลาดอื่นนอกเหนือจากจีนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อหนีความเสี่ยง

แดสชี้ว่า ถึงแม้เวียดนามจะเป็นตัวพิจารณาที่แข็งแกร่งสำหรับบริษัทข้ามชาติในการตั้งฐานการผลิต แต่อินเดียได้เปรียบตรงที่มีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะทดแทนจีนได้เต็มที่ หรือไม่ก็สามารถขยายกำลังการผลิตได้เต็มที่ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่นักลงทุนระดับโลกต้องการ

แอปเปิล อิงก์ ได้เปิดร้านค้าปลีกแห่งแรกในอินเดียไปแล้ว รวมทั้งเริ่มผลิตไอโฟน 15 เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว เพิ่มมุมมองแง่บวกว่าบริษัทขนาดใหญ่อื่น ๆ จะมองไปที่อินเดียในฐานะฐานการผลิตที่น่านิยม ส่วนบริษัทที่มีฐานการผลิตในอินเดียอยู่แล้วก็กำลังขยายกำลังการผลิต เช่น มารูติ ซูซูกิ บริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในอินเดีย ประกาศเมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่าจะลงทุน 4.2 พันล้านดอลลาร์สร้างโรงงานแห่งที่ 2 แม้แต่
วินฟาสต์ ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของเวียดนามก็ประกาศเป้าหมายที่จะลงทุน 2 พันล้านดอลลาร์ สร้างโรงงานในอินเดีย

นักวิเคราะห์ของเจพีมอร์แกน มองว่าจีนจะไม่สดใสนัก เพราะเศรษฐกิจเติบโตช้าลง อีกทั้งตลาดหุ้นก็ถดถอยลงติดต่อกัน 3 ปี ซึ่งในส่วนของตลาดหุ้นแม้จะมีหนทางที่จะเติบโตอยู่บ้าง แต่เชื่อว่าจะไม่ยั่งยืน เพราะความเชื่อมั่นของคนจีนยังต่ำมาก การลงทุนตลาดหุ้นเป็น
สิ่งสุดท้ายที่พวกเขาคิดจะทำ


“นักลงทุนต่างชาติไม่มีแนวโน้มจะกลับไปจีนในปีนี้ คาดว่าจะใช้เวลานาน เพื่อสร้างความมั่นใจของภาคธุรกิจให้กระเตื้องขึ้น จนมากพอที่จะดึงดูดให้นักลงทุนเชื่อว่าตลาดหุ้นจีนน่าลงทุน”