กมลา แฮร์ริส (Kamala Harris) เปิดตัว ทิม วอลซ์ (Tim Walz) ผู้ว่าการรัฐมินเนโซตาเป็นคู่หูหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี (running mate) โดยปรากฎตัวต่อหน้าสาธารณชนด้วยกันเป็นครั้งแรกในวันที่ 6 สิงหาคม ระหว่างการปราศรัยที่เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย
ซึ่งเพนซิลเวเนียถือเป็นรัฐที่มีความสำคัญต่อพรรคเดโมแครตเป็นอย่างมาก เพราะมีจำนวนเสียงของคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College votes) มากที่สุดเมื่อเทียบกับรัฐที่มีคะแนนสูสี (swing state) อื่น ๆ และเป็นที่รู้กันดีว่า ไม่มีผู้สมัครพรรคเดโมแครตคนใดสามารถเป็นประธานาธิบดีได้ โดยปราศจากชัยชนะในรัฐเพนซิลเวเนีย
แม้ จอช ซาพิโร่ (Josh Shapiro) ผู้ว่าการรัฐเพนซิลเวเนีย จะเป็นดาวเด่นโดยได้รับความนิยมสูงถึง 60% ในรัฐบ้านเกิด อย่างไรก็ตาม ซาพิโร่มีท่าทีสนับสนุนอิสราเอลอย่างแรงกล้า ซึ่งขัดกับภาพลักษณ์ความก้าวหน้าของพรรคเดโมแครต
ท้ายที่สุดแล้ว รองประธานาธิบดีกมลา แฮร์ริส ตัดสินใจเลือกทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตาวัย 60 ปี เป็นคู่ชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และนี่คือเหตุผลว่าทำไม ทิม วอลซ์จึงเป็นคู่ชิงที่เหมาะสมต่อกมลา แฮร์ริส โดยอ้างอิงจากการวิเคราะห์ของ เอพี (AP)
วอลซ์ เป็นตัวแทนของคนชนบท
วอลซ์ เหมาะอย่างยิ่งในการเป็นตัวแทนของคนจากพื้นที่ใจกลางอเมริกา หรือก็คือแถบมิดเวสต์ (Midwest) ตามการรายงานของเอพี วอลซ์เกิดที่เวสต์พอยต์ รัฐเนแบรสกา เข้าร่วมกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ (Army National Guard) และภายหลังเป็นครูในเนแบรสกา
เขาและภรรยาย้ายไปที่เมืองแมนคาโตทางตอนใต้ของมินนิโซตาในช่วงทศวรรษ 1990 ที่นั่นเขาสอนสังคมศึกษาและเป็นโค้ชฟุตบอลที่โรงเรียนมัธยมศึกษาแมนคาโตเวสต์ ซึ่งพาทีมชนะการแข่งขันชิงแชมป์ระดับรัฐเป็นครั้งแรกในปี 1999 และเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานอย่างเหนียวแน่น
วอลซ์รับใช้ในกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิเป็นเวลา 24 ปี จนได้เลื่อนตำแหน่งเป็นจ่าสิบเอก ซึ่งเป็นยศสูงสุดยศหนึ่งในกองทัพ แม้ว่าเขาจะไม่ได้ผ่านการฝึกอบรมทั้งหมดก่อนเกษียณอายุราชการ ดังนั้นยศสำหรับวัตถุประสงค์ด้านสวัสดิการของเขาจึงถูกกำหนดเป็นจ่าสิบเอก
วอลซ์ มีฐานเสียงฝั่งอนุรักษนิยมด้วย
ในศึกแรกของการชิงตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาเมื่อปี 2006 วอลซ์เอาชนะผู้ดำรงตำแหน่งจากพรรครีพับลิกันได้ เขาชนะการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งทางตอนใต้ของรัฐมินนิโซตา ซึ่งเป็นพื้นที่ชนบทเป็นส่วนใหญ่
วอลซ์เอาชนะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กิล กัตเนชต์ (Gil Gutknecht) ที่ดำรงตำแหน่งมา 6 สมัย วอลซ์ใช้ประโยชน์จากความโกรธเคืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีต่อสงครามอิรักและประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุชในขณะนั้น
ระหว่างดำรงตำแหน่ง 6 สมัยในสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐ วอลซ์สนับสนุนประเด็นของทหารผ่านศึก
นอกจากนี้ เขายังมีด้านที่ติดดิน โดยส่วนหนึ่งมาจากโพสต์วิดีโอบนโซเชียลมีเดีย กับโฮป ลูกสาวของเขา เมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว พวกเขาได้ลองเล่นเครื่องยิงหนังสติ๊กในงานนิทรรศการรัฐมินนิโซตา หลังจากที่พวกเขาพูดคุยกันถึงเรื่องอาหารภายในงานและเรื่องที่เธอเป็นมังสวิรัติ
วอลซ์ ช่วยดึงคะแนนเสียงจากรัฐในแถบมิดเวสต์ได้
แม้ว่าวอลซ์จะไม่ได้มาจากรัฐที่มี “กำแพงสีน้ำเงิน” (blue wall) สำคัญอย่างวิสคอนซิน มิชิแกน และเพนซิลเวเนีย ซึ่งทั้งรีพับลิกันและเดโมแครตต่างเชื่อว่าจำเป็นต้องชนะ แต่เขาก็อยู่ไม่ไกลจากที่นี่เลย นอกจากนี้ เขายังสามารถทำให้มั่นใจได้ว่า มินนิโซตาอยู่ในมือของพรรคเดโมแครต
แม้มินนิโซตาจะไม่ได้เลือกพรรครีพับลิกันให้ดำรงตำแหน่งในระดับรัฐมาตั้งแต่ปี 2006 และปี 1972 ที่ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสันได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย ก็เป็นครั้งหลังสุดที่ผู้สมัครชิงจากรีพับลิกันได้รับชัยชนะ แต่โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีได้แสดงให้เห็นแล้วว่า มินนิโซตาเป็นตัวเล่นที่สำคัญในครั้งนี้
เมื่อผู้ว่าการรัฐจากพรรคเดโมแครต มาร์ก เดย์ตัน ตัดสินใจไม่ลงสมัครชิงตำแหน่งสมัยที่สามในปี 2018 วอลซ์รณรงค์หาเสียงและชนะการเลือกตั้งด้วยแนวคิด “มินนิโซตาหนึ่งเดียว”
วอลซ์พูดประเด็นต่าง ๆ ที่มีความสำคัญต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตสนิมเกาะ (Rust Belt) ได้อย่างสบาย เขาสนับสนุนจุดยืนของพรรคเดโมแครต เช่น การจัดตั้งสหภาพแรงงาน สิทธิของคนงาน รวมถึงค่าจ้างขั้นต่ำ 15 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง
วอลซ์ มีชั่วโมงบินสูง
ในการดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐสมัยแรก วอลซ์ต้องเผชิญกับความแตกแยกในสภานิติบัญญัติ ระหว่างสภาผู้แทนราษฎรที่นำโดยพรรคเดโมแครตและวุฒิสภาที่คุมโดยพรรครีพับลิกัน ซึ่งต่อต้านข้อเสนอของเขาในการใช้เงินภาษีสำหรับโรงเรียน บริการดูแลสุขภาพ และถนนเพิ่มขึ้น แต่เขาและสมาชิกรัฐสภาได้ไกล่เกลี่ยจนทำให้รัฐบาลที่แบ่งขั้วกันยังดูมีประสิทธิผล
ความร่วมมือระหว่างสองพรรคทำได้ยากขึ้นในปีที่สองของเขา เนื่องจากเขาใช้อำนาจฉุกเฉินของผู้ว่าการรัฐในช่วงการระบาดของโควิด-19 เพื่อปิดธุรกิจและปิดโรงเรียน พรรครีพับลิกันคัดค้านและบังคับให้หัวหน้าหน่วยงานบางส่วนลาออก
ทั้งยังวิพากษ์วิจารณ์วอลซ์ ว่ามีการตอบสนองที่ล่าช้าต่อความไม่สงบ ที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ที่จอร์จ ฟลอยด์ถูกฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจมินนิอาโปลิสในปี 2020
ในการดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง หลังจากที่เขาเอาชนะสก็อตต์ เจนเซ่น (Scott Jensen) แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวผู้ไม่เชื่อเรื่องวัคซีนจากพรรครีพับลิกัน ทำให้วอลซ์ทำงานได้ง่ายขึ้น เนื่องจากพรรคเดโมแครตสามารถควบคุมสภานิติบัญญัติได้ทั้งสองแห่ง ทำให้รัฐบาลมีแนวทางที่เสรีนิยมมากขึ้น โดยมีงบประมาณเกินดุลมหาศาลช่วยเหลือ
วอลซ์และสมาชิกรัฐสภาหลายคนได้ยกเลิกข้อจำกัดในการทำแท้งเกือบทั้งหมดที่พรรครีพับลิกันประกาศใช้ในอดีต ทั้งยังคุ้มครองการดูแลเพื่อยืนยันเพศสภาพ (Gender-affirming care) สำหรับเยาวชนข้ามเพศ และทำให้การใช้กัญชาเพื่อสันทนาการถูกกฎหมาย
พรรคเดโมแครตปฏิเสธคำร้องขอของพรรครีพับลิกันที่ให้ใช้งบประมาณเกินดุลของรัฐในการลดภาษี โดยเดโมแครตเลือกมอบสวัสดิการแทน ทั้งให้ทุนค่าอาหารโรงเรียนฟรีสำหรับเด็ก ค่าเล่าเรียนฟรีในวิทยาลัยของรัฐสำหรับนักเรียนในครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 80,000 ดอลลาร์ต่อปี โปรแกรมลาเพื่อครอบครัวและลาเพื่อการรักษาพยาบาลที่ได้รับค่าจ้าง และประกันสุขภาพโดยไม่คำนึงถึงสถานะการอพยพของบุคคลนั้น
วอลซ์ มีฝีปากกล้า อาจต่อกรกับทรัมป์ได้
วอลซ์ เรียกคู่ชิงจากพรรครีพับลิกันอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์และคู่หูอย่าง เจดี แวนซ์ ว่าเป็น “พวกเพี้ยน” ในการสัมภาษณ์กับเอ็มเอสเอ็นบีซี (MSNBC) เมื่อเดือนที่แล้ว และสมาคมผู้ว่าการรัฐของพรรคเดโมแครต (Democratic Governors Association) ซึ่งวอลซ์ เป็นประธานได้ขยายประเด็นดังกล่าวในโพสต์บน X
ต่อมา วอลซ์ ได้ย้ำถึงลักษณะเฉพาะตัวของทรัมป์อีกครั้งกับทางซีเอ็นเอ็น (CNN) โดยกล่าวว่า การพูดสุนทรพจน์ของทรัมป์ชวนให้นึกถึงฮันนิบาล เลคเตอร์ (Hannibal Lecter) ตัวละครฆาตกรต่อเนื่องจากภาพยนตร์เรื่อง “Silence of the Lambs”
ซึ่งคำว่าเพี้ยนดังกล่าว ได้กลายเป็นคำที่แฮร์ริสและสมาชิกพรรคเดโมแครตใช้เรียกทรัมป์และแวนซ์หลังจากนั้นไม่นาน
ที่สำคัญ การเรียกคู่แข่งอย่างทรัมป์ และแวนซ์ว่าเป็นพวกเพี้ยน ทำให้วอลซ์ได้รับคะแนนนิยมและความชื่นชอบจากคนรุ่นใหม่เป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวจากประชาชาติธุรกิจเสริมว่า ในการเปิดตัวครั้งแรกเมื่อคืนวันที่ 6 สิงหาคมนั้น วอลซ์ยังกล่าวอีกด้วยว่า “รอที่จะดีเบตไม่ไหวแล้ว”
วอลซ์ กลบจุดอ่อนของแฮร์ริส
ผู้สื่อข่าวจากประชาชาติธุรกิจสรุปว่า ด้วยคุณลักษณะของกมลา แฮร์ริส ที่เป็นคนผิวสี และการแข่งขันในระดับประเทศที่ผ่านมา ยังไม่เข้มข้นมากนัก เนื่องจากการดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาก่อนหน้านี้ยังคงอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นรัฐบลูสเตต (Blue state) อันมีแนวคิดเสรีนิยมเช่นเดียวกับพรรคเดโมแครตอยู่แล้ว
ดังนั้น หนทางในการดึงฐานเสียงคนผิวขาวในแถบมิดเวสต์หรือแถบรัฐสนิมเกาะ อันเป็นจุดอ่อนของพรรคเดโมแครต ทว่ากลับเป็นจุดแข็งของรีพับลิกัน คือการหาตัวแทนจากแถบนี้มาให้ได้ ที่สำคัญ เจดี แวนซ์ คู่ชิงของทรัมป์เองก็มาจากแถบมิดเวสต์ โดยมาจากรัฐโอไฮโอ
การเลือก ทิม วอลซ์ จึงเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการเข้ามาเป็นคู่ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของกมลา แฮร์ริส