คอลัมน์ : สถานีลงทุน ผู้เขียน : ธนรัชต์ พสวงศ์ ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส
ผลการเลือกตั้งสหรัฐอย่างไม่เป็นทางการ เนื่องจากต้องรอผลการนับคะแนนทางไปรษณีย์ โดนัลด์ ทรัมป์ พรรครีพับลิกันคว้าชัยชนะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐเป็นคนที่ 47 และเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ทรัมป์ได้คะแนนจากคณะผู้เลือกตั้งมากถึง 295 เสียง เกินกว่าระดับ 270 เสียงสำหรับการเป็นผู้ชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ส่วนคามาลา แฮร์ริส คู่แข่งจากพรรคเดโมแครต ได้เพียง 226 เสียง
การที่พรรครีพับลิกันได้เป็นประธานาธิบดีและมีโอกาสครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรหรือ Red Sweep โดยวุฒิสภาได้คะแนนเสียง 52 ที่นั่ง จาก 100 ที่นั่ง แต่สภาผู้แทนราษฎรมีการเลือกตั้งทั้งหมด 435 ที่นั่ง ซึ่งล่าสุด (วันที่ 8 พ.ย.) ยังนับคะแนนไม่เสร็จ แต่พรรครีพับลิกันมีคะแนนนำพรรคเดโมแครต
ดังนั้นถ้าเกิด Red Sweep ทำให้การผ่านร่างกฎหมายต่างๆ จากนโยบายพรรครีพับลิกันคาดทำได้ง่ายขึ้น

5 นโยบายหาเสียงของพรรครีพับลิกันที่สำคัญ
1.ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 21% เป็น 15% สำหรับบริษัทที่ผลิตสินค้าในสหรัฐ เนื่องจากฐานคะแนนเสียงของพรรคมาจากกลุ่มคนที่มีรายได้สูง
2.การแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ ลดราคาพลังงานเสนอให้มีการเพิ่มการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในประเทศเพิ่มขึ้น และกีดกันผู้อพยพเข้ามาทำงาน เนื่องจากมองว่าทำให้ค่าที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น
3.นโยบายการการค้า นโยบายของทรัมป์คือ America First เสนอให้จัดเก็บภาษีสินค้าจีนอัตรา 60% และจัดเก็บภาษีขั้นต่ำ 10% สำหรับสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด
4.ทรัมป์เรียกร้องให้มีการเจรจาสันติภาพระหว่างยูเครนและรัสเซีย ไม่ให้เงินสนับสนุนยูเครนเพิ่มและคัดค้านกฎหมายช่วยเหลือในรัฐสภา
5.ทรัมป์เป็นผู้สนับสนุนอิสราเอลอย่างเหนียวแน่น ได้ย้ายสถานทูตสหรัฐไปยังเยรูซาเล็ม และห้ามชาวปาเลสไตน์เข้าร่วมข้อตกลงสันติภาพอาหรับ-อิสราเอลหลายฉบับเมื่อดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี
ผลกระทบต่อราคาทองคำจากนโยบายของพรรครีพับลิกัน
1.เศรษฐกิจสหรัฐคาดจะขยายตัวดีขึ้น จากนโยบายลดภาษีเงินได้นิติบุคคลและการใช้จ่ายของภาครัฐที่คาดเพิ่มขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สะท้อนจากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นมากที่สุดในรอบ 4 เดือน และกดดันให้ราคาทองคำ Spot ปรับลงแรงหลังทราบผลการเลือกตั้ง
2.หนี้สาธารณะสหรัฐฯ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากนโยบายลดภาษีเงินได้นิติบุคคลและการใช้จ่ายของภาครัฐที่คาดเพิ่มขึ้น หนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นคาดส่งผลบวกกับราคาทองคำในระยะยาว ปัจจุบันสหรัฐฯ มีหนี้สาธารณะ 35 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 123% ของจีดีพี
3.เงินเฟ้อที่คาดว่าจะพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากการทำสงครามการค้ากับจีนที่รุนแรง ทำให้ตลาดกังวลว่านโยบายอัตราดอกเบี้ยของเฟดอาจเปลี่ยนแปลง ทิศทางดอกเบี้ยขาลงอาจจบลงเร็วกว่าเฟดคาดไว้ แต่การประชุมเฟดล่าสุดเมื่อวันที่ 6-7 พ.ย. ประธานเฟดส่งสัญญาณว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยต่อไป สำหรับการที่โดนัลด์ ทรัมป์ คว้าชัยชนะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ ประธานเฟดมองว่าไม่ได้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของเฟดและไม่สามารถไล่ประธานเฟดออกจากตำแหน่งได้ทางกฎหมาย
4.ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่คาดว่ายังเป็นปัจจัยหนุนทองคำ เนื่องจากคาดอาจจะสนับสนุนอิสราเอลให้ทำสงครามต่อไป ทำให้สถานการณ์ตะวันออกกลางมีแนวโน้มตึงเครียดอยู่
ประเมินว่านโยบายพรรครีพับลิกันจะส่งผลบวกกับราคาทองคำในระยะยาว คาดทองคำยังได้รับความสนใจในสินทรัพย์ปลอดภัยที่ป้องกันความเสี่ยงจากหนี้สาธารณะสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จากสถานการณ์ตะวันออกกลางมีแนวโน้มตึงเครียดอยู่
ดังนั้นมองว่าการปรับลงของราคาเป็นโอกาสของการเข้าซื้อสำหรับการลงทุนระยะยาวได้ แนะนำทยอยสะสมที่ราคาทอง Spot 2,685 ดอลลาร์ และ 2,645-2,650 ดอลลาร์
