รมว.ต่างประเทศญี่ปุ่นไปเยือนโปแลนด์แล้ว กลับมากรุงโตเกียวพร้อมชาวยูเครน 20 คนที่หนีภัยสงคราม เพื่อแสดงบทบาทของญี่ปุ่นที่จะช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสงคราม
วันที่ 5 เมษายน 2565 สำนักข่าว เอพี โยชิมาสะ ฮายาชิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นกลับจากโปแลนด์ ถึงสนามบินฮาเนดะ เมื่อวันอังคารที่ 5 เม.ย. พร้อมกับชาวยูเครน 20 คนที่พลัดพรากจากบ้านเกิด สะท้อนถึงบทบาทของญี่ปุ่นในเวทีโลกที่เห็นชัดเจนขึ้นในฐานะประเทศที่สนับสนุนยูเครน

ระหว่างเยือนโปแลนด์เป็นเวลา 3 วัน ฮายาชิเยี่ยมผู้อพยพชาวยูเครนในกรุงวอร์ซอและพบกับเจ้าหน้าที่โปแลนด์ องค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติและภาคประชาสังคมเพื่อหารือถึงวิธีการที่ญี่ปุ่นจะช่วยเหลือสนับสนุนผู้อพยพชาวยูเครน
ฮายาชิกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าเฝ้าสังเกตสถานการณ์เลวร้ายที่ชาวยูเครนต้องละทิ้งบ้านเพราะรัสเซียรุกราน จึงตั้งปณิธานว่าญี่ปุ่นควรร่วมมือกับสังคมระหว่างประเทศและให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่เพื่อให้ชาวยูเครนกลับไปใช้ชีวิตตามปกติอีกครั้งโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ญี่ปุ่นมีนโยบายผู้ลี้ภัยที่เข้มงวดมากและไม่ค่อยรับแรงงานอพยพ ดังนั้น การที่เสนอรับชาวยูเครนกลับมาญี่ปุ่นจึงเป็นเรื่องไม่ธรรมดา รัฐบาลญี่ปุ่นเรียกชาวยูเครนกลุ่มนี้ว่า “ผู้อพยพ” และยังไม่ชัดเจนว่าสถานการณ์ในยูเครนจะทำให้ญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงนโยบายคนเข้าเมืองหรือไม่
ด้านจุน สึชิมะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงยุติธรรมซึ่งเดินทางไปโปแลนด์พร้อมกับฮายาชิกล่าวว่าผู้อพยพทั้ง 20 คนจะอยู่ในญี่ปุ่นอย่างน้อย 6 เดือนและหากมีความจำเป็น ก็จะให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นรับชาวยูเครนประมาณ 300 คนซึ่งเป็นญาติของชาวยูเครนที่พำนักในญี่ปุ่นโดยชาวยูเครนเหล่านี้เดินทางมาเองตั้งแต่รัสเซียเริ่มรุกราน
เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่าชาวยูเครนพลัดถิ่นจากภัยสงครามมีความผูกพันกับยุโรปและหวังว่าจะกลับบ้านเกิด เมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวยซึ่งสะท้อนว่าญี่ปุ่นไม่ได้ปฏิบัติต่อผู้พลัดถิ่นในฐานะผู้ลี้ภัยที่แสวงหาถิ่นที่อยู่ถาวรและการคุ้มครอง
ส่านฮายาชิกล่าวว่าประทับใจโปแลนด์ที่ดูแลและสนับสนุนผู้ลี้ภัยเป็นอย่างดี มีทั้งอาหาร การรักษาทางการพทย์ ให้คำปรึกษาผู้บอบช้ำทางจิตใจและสนับสนุนเด็กๆ ซึ่งญี่ปุ่นจะนำสิ่งที่เห็นไปช่วยวางแผนสนับสนุนชาวยูเครนอพยพในญี่ปุ่น
ชาวยูเครนทั้ง 20 คนเคยติดต่อสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นในยูเครนหรือโปแลนด์มาก่อน แต่ประสบปัญหาความยากลำบากในการจัดการการเดินทางมาญี่ปุ่น แต่ฮายาชิไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดมากกว่านี้เนื่องด้วยเหตุผลส่วนบุคคล

ฮายาชิและผู้ลี้ภัยเดินทางถึงกรุงโตเกียวเมื่อวันอังคารที่ 5 เม.ย. หลังจากตรวจหาเชื้อโควิด-19 และผ่านขั้นตอนเข้าเมืองแล้ว ชาวยูเครนต่างมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทาง หลายคนเดินทางไปยังเมืองต่างๆ ที่มีญาติอาศัยอยู่และบางคนไปพักที่สถานที่ราชการที่จัดไว้ให้
รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นพบชาวยูเครนเหล่านี้ในวันจันทร์ที่ 4 เม.ย. เพื่อให้ความมั่นใจว่าพวกเขาจะปลอดภัยและได้รับการสนับสนุนเมื่ออยู่ในญี่ปุ่น หลายๆ เมือง รวมทั้ง กรุงโตเกียวและโอซากะเสนอให้ที่พัก งาน ให้เด็กๆ เรียนหนังสือและสิ่งจำเป็นอื่นๆ
เดิมทีญี่ปุ่นมีข้อพิพาทดินแดนกับรัสเซียอยู่แล้วและความบาดหมางทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อรัสเซียผนวกไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียเมื่อปี 2557
แต่ครั้งนี้ ญี่ปุ่นเกรงจะได้รับผลกระทบจากการที่รัสเซียรุกรานเอเชียตะวันออก เนื่องจากกองทัพจีนเริ่มแสดงท่าทีมากขึ้น ญี่ปุ่นจึงใช้มาตรการที่เข้มงวดกับรัสเซียมากขึ้นตามสหรัฐ และยุโรป ขณะที่สนับสนุนยูเครน

ฮายาชิหารือกับฝ่ายโปแลนด์ ทั้งสบิกนิว เรา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มาเตอุช มอราเวียคกิ นายกรัฐมนตรีและอันเดรจ์ ดูดา ประธานาธิบดี
ในการแถลงข่าวรร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโปแลนด์ ฮายาชิยกย่องโปแลนด์ที่สนับสนุนชาวยูเครนพลัดถิ่นจากภัยสงครามและให้คำมั่นว่าญี่ปุ่นจะรับผู้อพยพให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ตามมาตรการด้านมนุษยธรรมและแสดง “ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” กับโปแลนด์
พร้อมทั้งกล่าวว่าเพื่อพิทักษ์ระเบียบโลกว่าด้วยเสรีภาพและการเปิดกว้าง ญี่ปุ่นจะร่วมมือกับโปแลนด์ซึ่งเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ต่อไปและญี่ปุ่นจะดำเนินมาตรการคว่ำบาตรอย่างรุนแรงต่อรัสเซียต่อไปเช่นกัน
ญี่ปุ่นให้คำมั่นว่าจะให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมฉุกเฉินแก่โปแลนด์และประเทศเพื่อนบ้านจำนวน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 3,300 ล้านบาทสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือชาวยูเครนพลัดถิ่น ไม่รวมเงินที่สัญญาว่าจะให้ก่อนหน้านี้ 100 ล้านดอลลาร์หรือประมาณ 3,300 ล้านบาทสำหรับเป็นเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม