จีดีพีสหรัฐหดตัวสองไตรมาสติด นับเป็นการเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค ขณะที่เฟดประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.75% แต่ตัวเลขการว่างงานยังทรงตัว
วันที่ 28 กรกฎาคม 2565 ไฟแนนเชียลไทมส์รายงานว่า เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคแล้วในไตรมาส 2 อ้างอิงจากข้อมูลที่เผยแพร่โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการหดตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ของปี
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐลดลง 0.9% เมื่อเทียบเป็นรายปี ในไตรมาส 2 หรือลดลง 0.2% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ไตรมาส 1 จีดีพีสหรัฐลดลง 1.6%
ขณะที่การบริโภคส่วนบุคคล ซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 1% ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับ 1.8% ในไตรมาสแรก ซึ่งนับว่ายังมีความแข็งแกร่ง
ภาวะถดถอยทางเทคนิคหมายถึงการหดตัวของจีดีพีสองไตรมาสติดต่อกัน อย่างไรก็ตาม สหรัฐไม่ได้ใช้คำจำกัดความนี้ แต่อาศัยการกำหนดโดยกลุ่มนักวิจัยจากสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติ โดยอิงจากปัจจัยต่าง ๆ ที่กว้างกว่า
อย่างไรก็ตาม การเติบโตที่ติดลบในสองไตรมาสติดต่อกันอาจทำให้เกิดความกังวลในตลาด
ตัวเลขจีดีพีดังกล่าวประกาศหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.75% เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งทำให้มีการจับตาอย่างใกล้ชิดว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังจะเข้าสู่ภาวะถดถอยหรือไม่
แต่ภายหลังการประชุม “เจอโรม พาวเวลล์” ประธานเฟด กล่าวว่า เขาไม่เชื่อว่าสหรัฐอยู่ในภาวะถดถอย พร้อมชี้ให้เห็นถึงความแข็งแกรงของเศรษฐกิจ รวมถึงในตลาดแรงงาน
ทั้งนี้ หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจชะลอตัวยังไม่ปรากฏในข้อมูลการจ้างงานสหรัฐ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ใช้เพื่อวัดว่าประเทศใดอยู่ในภาวะถดถอย เนื่องจากการว่างงานในสหรัฐยังทรงตัวที่ 3.6% ซึ่งนับว่าต่ำที่สุดตั้งแต่ก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19
“เกรกอรี ดาโก” นักเศรษฐศาสตร์จาก อีวาย-พาร์เธนอน กล่าวว่า จีดีพีเป็นตัวชี้วัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง แต่หากจะให้สมบูรณ์ ตลาดแรงงานจะเป็นตัววัดที่ดีที่สุดว่าเรากำลังจะเข้าสู่ภาวะถดถอยจริง ๆ หรือไม่ และธุรกิจต่าง ๆ กำลังลดการจ้างงานลงจริงหรือไม่