Skip to content

รัฐบาลกัมพูชาตอบโต้ ลดระดับความสัมพันธ์กับไทย เหลือระดับต่ำสุด แค่เลขาฯโท

24 ก.ค. 2568 | 08:09น.
รัฐบาลกัมพูชาตอบโต้ ลดระดับความสัมพันธ์กับไทย เหลือระดับต่ำสุด แค่เลขาฯโท
ข้อมูลเผยแพร่ครั้งแรก เมื่อ 24 ก.ค.เวลา 08.09 น.และอัพเดตเมื่อเวลา 09.24 น.

กัมพูชาประกาศลดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยเหลือระดับต่ำสุด สั่งนักการทูตกลับประเทศทั้งหมด คงเหลือไว้แค่เลขานุการโทเป็นอุปทูตรักษาราชการแทน เอาคืนฝ่ายไทยที่ลดความสัมพันธ์กับกัมพูชาไปก่อนหน้านี้ จากเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิด ช่องอานม้า

เฟรชนิวส์ สื่อกัมพูชารายงานว่า รัฐบาลกัมพูชาประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทย ลงสู่ระดับต่ำสุด เพื่อตอบโต้ที่รัฐบาลไทยประกาศลดระดับความสัมพันธ์กับกัมพูชาและขับเอกอัครราชทูตกัมพูชาพ้นประเทศไทย

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและรมว. มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกฯ เรียกเอกอัครราชทูตไทยประจำกัมพูชากลับ พร้อมลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต หลังเกิดเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดจนบาดเจ็บ 5 นาย หนึ่งในนี้ขาขาด 1 นาย ในช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ต่อมาทางการกัมพูชาประกาศว่าพวกเขาจะตอบโต้ด้วยการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย ลงสู่ “ระดับต่ำสุด” ซึ่งคือ อุปทูตรักษาราชการแทน เพื่อทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์กัมพูชาในไทย ทำให้ในขณะนี้ ตำแหน่งทางการทูตที่อาวุโสสูงสุดของสถานทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย คือตำแหน่งเลขานุการโท ประจำสถานทูต

ถือว่ากัมพูชาได้สะท้อนถึงระดับความไม่พอใจ ผ่านการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตลงจากตำแหน่งสูงสุด เรียงตามลำดับได้แก่ เอกอัครราชทูต อัครราชทูตที่ปรึกษา ที่ปรึกษา  เลขานุการเอก เลขานุการโท และอื่นๆ

นอกจากนั้น กัมพูชาได้มีคำสั่งเรียกนักการทูตที่เหลือคนอื่นๆ ในไทยให้เดินทางกลับประเทศทั้งหมด (นอกจากอุปทูตรักษาราชการ) และกัมพูชาก็ระบุอีกว่า ฝ่ายไทยก็ควรดำเนินการในลักษณะนี้เช่นกัน

สื่อท้องถิ่นรายงานอีกว่า การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ไทยเรียกตัวเอกอัครราชทูตกลับประเทศกัมพูชา และขับไล่เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำกรุงเทพ โดยอ้างถึงเหตุผลที่ไม่ชัดเจนและไม่มีมูลความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ทุ่นระเบิด

ข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริงของไทยถูกมองว่าเป็นความพยายามโยนความผิดให้กัมพูชา ทำให้การกระทำทางการทูตของไทยดูไม่มีเหตุผล การกระทำนี้แสดงให้เห็นถึงการขาดความเต็มใจที่จะแก้ไขข้อพิพาทผ่านการเจรจา และเลือกที่จะเผชิญหน้ากันแทน