Skip to content

“พันธบัตรรักชาติ” อินโดนีเซีย ท่ามกลางเปลวเพลิงประท้วง

01 ก.ย. 2568 | 16:38น.
“พันธบัตรรักชาติ” อินโดนีเซีย ท่ามกลางเปลวเพลิงประท้วง

ท่ามกลางสภาวะความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น สุมไฟประท้วงจนลุกลามไปทั่วประเทศอินโดนีเซีย ต้นเหตุจากความไม่พอใจหนึ่งในแผนงานของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ที่มีแผนออก “พันธบัตรรักชาติ” มูลค่ารวมกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.2 หมื่นล้านบาท) เสนอต่อกลุ่มธุรกิจชั้นนำของประเทศ เพื่อระดมเงินทุนต่อยอดแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ผ่านกรอบแนวคิดช่วยเหลือประเทศชาติและตอบแทนสังคม

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ผู้นำอินโดนีเซีย ชาติที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของอาเซียน กำลังมุ่งรับมือกับการประท้วงของประชาชน ต้นตอจากปัญหาค่าครองชีพและแผนพัฒนาเศรษฐกิจผ่านการจัดตั้งกองทุนดานันตารา ซึ่งประชาชนมองว่า มีลักษณะเป็น “ทุนนิยมโดยรัฐ” (State Capitalism) มีค่าใช้จ่ายที่สูง มีความเสี่ยงที่จะเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนมหาเศรษฐีที่ไม่เพียงแค่ร่ำรวยแต่ยังทรงอิทธิพลทางการเมือง (Oligarch) ในขณะที่ปัญหาค่าครองชีพประชาชนยังไม่ได้รับการแก้ไข

แผนพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นทุนนิยมในรูปแบบชาตินิยม มุ่งเน้นไปที่การสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศผ่านระบบทุนนิยมโดยรัฐ โดยมีเป้าหมายใหญ่ในการพัฒนาเศรษฐกิจ และขอความร่วมมือจากกลุ่มธุรกิจชั้นนำเพื่อการระดมทุน แม้แผนการดังกล่าวจะมีช่องโหว่จำนวนมาก แต่หากเป็นไปได้ด้วยดี จะสามารถผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจถึง 8%

ในทางทฤษฎี การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้อินโดนีเซียพร้อมสำหรับการแข่งขันทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ อีกทั้งยังเป็นการปูพรมสู่เส้นทางการเป็นประเทศรายได้สูง ภายในปี 2050 นี้ แต่แผนการดังกล่าวไม่สามารถเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนชาวอินโดนีเซียได้ เนื่องจากอาจเอื้อต่อการทุจริตระหว่างภาครัฐและกลุ่มธุรกิจที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐ ซึ่งเป็นการทุจริตที่กัดกร่อนประเทศชาติมานานหลายทศวรรษ

วันที่ 26 ส.ค. นายปราโบโวกำลังติดต่อขอความร่วมมือจากกลุ่มธุรกิจชั้นนำของประเทศ ให้ร่วมลงทุนใน “พันธบัตรรักชาติ” (Patriot Bonds) ของกองทุนความมั่งคั่งแห่งรัฐ “ดานันตารา” (Danantara) ซึ่งเป็นพันธบัตรรวมมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.2 หมื่นล้านบาท) โดยแม้ผลตอบแทนจะต่ำกว่าตลาด แต่ถือเป็นการช่วยเหลือประเทศชาติและเป็นโอกาสที่จะตอบแทนสังคม

นายลีห์ แมกเคียร์นอน ผู้ก่อตั้ง StratEx บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจอินโดนีเซียและตลาดเกิดใหม่ กล่าวเริ่มด้วยคำถามว่า คุณรักชาติหรือไม่ หากรักชาติ ก็ให้รัฐบาลยืมเงิน ด้วยดอกเบี้ย 2% แบบคงที่หลายปี ไม่ใช่ 6% แบบพันธบัตรรัฐบาลทั่วไป ไม่ใช่ 4% แบบเงินฝากประจำของลูกพี่ลูกน้องคุณ แต่ในทางกลับกัน บุคคลผู้นั้นจะได้รับความน่าเชื่อถือ ความใกล้ชิด และอาจได้รับรอยยิ้มเพิ่มในงานเลี้ยงอาหารค่ำของรัฐสัปดาห์หน้า

พันธบัตรรักชาติ เป็นการเรียกร้องให้กลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพสูงในประเทศ ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างชาติควบคู่ไปกับรัฐบาล เพื่อรวบรวมทรัพยากรสำหรับโครงการที่จะสร้างเสริมความเจริญรุ่งเรืองแก่อินโดนีเซีย ในศตวรรษหน้า ตามข้อมูลบนเว็บไซต์ดานันตารา

ย้อนไปเมื่อ 6 มี.ค. นายปราโบโว ผู้นำอินโดนีเซีย เปิดทำเนียบประธานาธิบดี เป็นเจ้าภาพต้อนรับเศรษฐีนักธุรกิจท้องถิ่น 8 คน โดยได้เปิดเผยรายละเอียดของโครงการสำคัญหลายโครงการของรัฐบาล ในความเคลื่อนไหวแสวงหาความร่วมมือที่มากขึ้นกับภาคเอกชน

ตามแถลงการณ์ของทำเนียบประธานาธิบดีระบุว่า นายปราโบโวพบปะกับบรรดาผู้ประกอบการรายใหญ่หลายราย เช่น ปราโจโก ปังเกสตู มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดของอินโดนีเซีย อันโธนี ซาลิม มหาเศรษฐีผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แกรีบัลดี โธฮีร์ นักธุรกิจใหญ่อุตสาหกรรมถ่านหิน แฟรงกี้ วิดจาจา นักธุรกิจใหญ่อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม และเจมส์ ริอาดี เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ ในกรุงจาการ์ตา ซึ่งทั้ง 8 คนมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวมกันอย่างน้อย 76,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.5 ล้านล้านบาท) ตามข้อมูลของนิตยสารฟอร์บส

นายปราโบโวได้บอกกับบรรดาผู้ประกอบการเกี่ยวกับแผนการใช้จ่ายครั้งใหญ่ของภาครัฐ ซึ่งรวมถึงการแจกอาหารฟรีให้เด็กนักเรียนทุกคน การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การทำให้อินโดนีเซียมีพลังงานเพียงพอ

อ่านเพิ่มเติม : ประธานาธิบดีอินโดฯ ประชุมมหาเศรษฐี เดินหน้าโครงการมูลค่าสูง

อ่านเพิ่มเติม : เรย์ ดาลิโอ ทักษิณ ชินวัตรนั่งที่ปรึกษา “ดานันตารา” ของอินโดฯ

ความไม่พอใจของประชาชน

การประท้วงกรณีพนักงานส่งของเสียชีวิต ระหว่างตำรวจปราบจลาจลการประท้วงเงินช่วยเหลือสมาชิกรัฐสภา บริเวณนอกสำนักงานตำรวจภูมิภาค กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อที่ 29 ส.ค. 2025 (AP Photo/Tatan Syuflana)

ในช่วงปลายเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา รัฐสภาอินโดนีเซียประกาศเพิ่มเงินช่วยเหลือให้แก่สมาชิกรัฐสภา โดยเป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการทางการเงินและค่าเช่าบ้าน นอกเหนือจากเงินเดือน ซึ่งกำหนดให้สมาชิกรัฐสภาจำนวน 580 คน ได้รับค่าช่วยเหลือที่พักสูงถึง 50 ล้านรูเปียห์ต่อเดือน (ราว 98,500 บาท) หรือเกือบ 10 เท่าของค่าแรงขั้นต่ำในเมืองหลวง อย่างกรุงจาการ์ตา

สวัสดิการดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของรัฐ ในขณะที่ประชาชนต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงและไม่ได้รับการแก้ไข ตอกย้ำช่องว่างระหว่างชนชั้น ทำให้เกิดการประท้วงขึ้นในกรุงจาการ์ตาเมื่อ 25 ส.ค. ก่อนจะลุกลามไปทั่วประเทศอันเนื่องมาจากความโกรธแค้นต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากกรณีนายอัฟฟาน กูร์เนียวาน (Affan Kurniawan) พนักงานไรเดอร์ จาก Ojek Driver ซึ่งถูกรถหุ้มเกราะของตำรวจชนจนเสียชีวิต เมื่อคืนวันที่ 28 ส.ค. 2025

ส่งผลให้การชุมนุมยกระดับรุนแรงขึ้น ผู้ชุมนุมจุดไฟเผาและปล้นสะดม สถานที่ราชการและบ้านนักการเมือง รวมถึงบ้านของนางสาวศรี มุลยานี อินทราวาตี (Sri Mulyani Indrawati) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตกเป็นเป้าหมาย ขณะที่ตำรวจระงับเหตุชุมนุมด้วยความรุนแรง จนทำให้ประชาชนเสียชีวิต 7 ราย ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา

แต่อินโดนีเซียมีมรดกอันยากลำบากในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับกลุ่มเศรษฐีที่มีอิทธิพลทางการเมือง ภายใต้การปกครองของซูฮาร์โต อดีตพ่อตาของปราโบโว การทุจริตคอร์รัปชั่นได้เพิ่มสูงขึ้นถึงระดับมหึมาก่อนที่เขาจะถูกโค่นอำนาจในปี 1998 ลูกหลานของซูฮาร์โตได้รับผลประโยชน์จากธุรกิจทางหลวง การขนส่ง การธนาคาร และรถยนต์ ปราโบโวจำเป็นต้องปรับมรดกนี้ให้เข้ากับแผนการของเขาอย่างลึกซึ้ง อย่างน้อยที่สุดก็ควรทำความเข้าใจกับแผนการของเขาให้มากขึ้น

วันที่ 29 ส.ค. นายปราโบโวกล่าวสุนทรพจน์แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ความรุนแรง ตำหนิและสั่งให้มีการสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจ และให้คำมั่นว่าจะดำเนินคดี นอกจากนี้ยังต้องยกเลิกภารกิจการเดินทางไปยังประเทศจีน ในการประชุมองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 31 ส.ค.-1 ก.ย. 2025 อีกทั้งยังประกาศยกเลิกค่าบ้านสำหรับสมาชิกรัฐสภาบางคน ซึ่งเป็นต้นเหตุหนึ่งของการประท้วง

แรงงานกว่า 42,000 คนถูกเลิกจ้าง

แรงงานชาวอินโดนีเซียจุดพลุสัญญาณระหว่างการชุมนุมกรณีค่าจ้างต่ำ นอกอาคารรัฐสภา กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2025 (AP Photo/Tatan Syuflana)

ปัจจุบัน อินโดนีเซียยังคงรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 5% อย่างต่อเนื่อง แต่ความผิดหวังกำลังทวีความรุนแรงขึ้นในหมู่แรงงานเนื่องจากการลดลงในภาคการผลิต กระทรวงแรงงานระบุว่า มีแรงงานกว่า 42,000 คนถูกเลิกจ้างอย่างเป็นทางการในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ซึ่งเพิ่มขึ้น 32% จากช่วงเดียวกันของปี 2024

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขที่แท้จริงน่าจะสูงกว่านี้มาก การตัดลดงบประมาณกำลังกัดกร่อนรายได้ของชนชั้นกลางที่กำลังหดตัว ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย และรายได้ของบริษัท ซึ่งลดลงในไตรมาสที่แล้ว

เช้าวันนี้ (1 ก.ย.) หุ้นอินโดนีเซียร่วงลง 3.6% และเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงมาที่ 16,520 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32.5 บาท) ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อย

นายเออร์วิน กูนาวัน ฮูตาเปอา (Erwin Gunawan Hutapea) เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางกล่าวว่า ธนาคารกลางจะยังคงดำเนินนโยบายการเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนและสภาพคล่องของเงินรูเปียห์ให้เพียงพอ

ขณะที่นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต (Airlangga Hartarto) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงประสานงานเศรษฐกิจ กล่าวในการแถลงข่าวเช้าที่ตลาดหลักทรัพย์ว่า รัฐบาลมีศักยภาพและความมุ่งมั่นในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อีกทั้งย้ำว่า ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของอินโดนีเซียมีเพียงพอ โดยสามารถรองรับการนำเข้าได้นานกว่า 6 เดือน ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอยู่ในเกณฑ์ดี อัตราเงินเฟ้อมีเสถียรภาพอยู่ที่ 2.3% และดุลการค้าเกินดุลอย่างต่อเนื่อง

 

อ้างอิง :