Skip to content

จับคนงาน ‘ฮุนได’ ครั้งใหญ่ ‘ระเบิดเวลา’ สัมพันธ์สหรัฐ-เกาหลีใต้

13 ก.ย. 2568 | 11:56น.
จับคนงาน ‘ฮุนได’ ครั้งใหญ่ ‘ระเบิดเวลา’ สัมพันธ์สหรัฐ-เกาหลีใต้
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

กรณีที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐ หรือ ICE บุกควบคุมตัวคนงานเกาหลีใต้ในโรงงานผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนระหว่างฮุนไดมอเตอร์กับแอลจี เอ็นเนอร์จี โซลูชั่นส์ ของเกาหลีใต้ ในรัฐจอร์เจีย อันเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในรัฐนี้ เป็นประเด็นหนึ่งที่ถูกวิจารณ์ว่านโยบายการค้าและการปราบปรามคนเข้าเมืองอย่างก้าวร้าวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลัง “บ่อนทำลาย” ความสัมพันธ์ที่สำคัญกับประเทศพันธมิตรที่สหรัฐเคยลงทุนด้านการทูตมาหลายปี เพื่อหวังจะให้พันธมิตรเหล่านี้ “คานอำนาจ” ของจีน

มีคนงานทั้งหมด 475 คน ในโรงงานแห่งนี้ถูก ICE จับกุม ในจำนวนนี้ 300 คนเป็นชาวเกาหลีใต้ และแย่ไปกว่านั้น พวกเขาทั้งถูกใส่กุญแจมือและล่ามโซ่ข้อเท้าด้วย ซึ่งถูกมองว่า “เกินกว่าเหตุ” และไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำราวกับว่าเป็นอาชญากรร้ายแรง ไม่เพียงเท่านั้น ปฏิบัติการ “อุกอาจ” ไม่ไว้หน้านี้ เกิดขึ้นไม่ถึง 2 สัปดาห์ หลังจาก “อี แจ-มยอง” ประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนใหม่ไปเยือนทำเนียบขาว

การควบคุมตัวคนงานดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายกวาดล้างคนเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายของสหรัฐ ถือเป็นปฏิบัติการควบคุมตัวคนเข้าเมืองใหญ่ที่สุดในปฏิบัติการเพียงครั้งเดียว

บรรดานักวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศ อย่างเช่น แซ็ก คูเปอร์ นักวิชาการอาวุโสสถาบันอเมริกัน เอ็นเตอร์ไพรส์ ชี้ว่า แทนที่ทรัมป์จะสร้างพันธมิตรเพื่อสู้กับจีนตามแบบแผนที่ควรจะทำ แต่กลับไปตอกตะปูสร้างความบาดหมางกับเพื่อน ทำให้ในขณะนี้ “พันธมิตรตามสนธิสัญญา” ของสหรัฐกำลังสร้าง “ทางเลือกอื่น” เผื่อไว้ถ้าหากสหรัฐจะถอนตัวจากการผูกพันกับเอเชีย โดยบางประเทศก็เริ่มจะไปสร้างสัมพันธ์กับจีนมากกว่าเดิม

ส่วนความสัมพันธ์กับอินเดีย จากที่เคยอบอุ่นก็เย็นชาลง หลังจากทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีศุลกากรกับอินเดียเป็น 50% อ้างว่าอินเดียไม่หยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซียที่กำลังรุกรานยูเครน ทำให้นายกรัฐมนตรีอินเดีย นเรนทรา โมดี หันไปสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้นำรัสเซียและจีน จนมีภาพผู้นำทั้ง 3 ประเทศจับมือกัน ถ่ายรูปด้วยกัน ทำให้ทรัมป์ถึงกับกล่าวยอมรับว่า ดูเหมือนเราจะ “เสียอินเดียและรัสเซีย” ให้กับจีนที่ “ดำมืดที่สุด” ไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม คูเปอร์ชี้ว่า ความกังวลของประเทศในเอเชียส่วนใหญ่อาจไม่ใช่เรื่องชั่วคราว โดยเฉพาะถ้าหากเกิดความรู้สึกว่า “ความลังเลสงสัย” ของทรัมป์ในการผูกพันกับต่างประเทศนั้นจะยังคงอยู่ต่อไปแม้ว่าทรัมป์จะพ้นตำแหน่งแล้ว

“ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียเชื่อว่านโยบายกีดกันการค้า แนวโน้มที่จะกระทำการต่าง ๆ แต่ฝ่ายเดียว และความลังเลที่จะผูกพันกับต่างประเทศจะดำเนินต่อไปหลังจากทรัมป์พ้นวาระไปแล้ว”

เอริก การ์เซ็ตติ อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำอินเดียระบุว่า กรณีของอินเดีย หลายปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตคงไม่ถูกกลับทิศ แต่ความเสียหายจะเกิดขึ้นมาก “โลกจะเดียวดายมาก” ถ้าหากสหรัฐและอินเดียไม่ลงรอยกัน นี่เป็นความสัมพันธ์ที่ “สำคัญยิ่งยวด” สำหรับความสำเร็จของเราและของโลก

ริก รอสโซว์ ที่ปรึกษาอาวุโสศูนย์ศึกษากลยุทธ์และกิจการระหว่างประเทศในวอชิงตัน ให้ความเห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและสหรัฐมาถึง “จุดต่ำสุด” และอาจกระทบต่อแผนการเดินทางไปอินเดียของทรัมป์ เพื่อร่วมประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม Quad หรือกลุ่มจตุภาคีเพื่อความมั่นคง ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาเพื่อตอบโต้อิทธิพลทางการเมืองและอำนาจทางทหารของจีนในภูมิภาคนี้ โดยกลุ่มนี้ประกอบด้วย 4 ประเทศคือ สหรัฐ ออสเตรเลีย อินเดีย และญี่ปุ่น

การบุกจับคนงานเกาหลีใต้ในโรงงานของฮุนได เป็นเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัด ว่ารัฐบาลทรัมป์พร้อมจะบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองอย่างเข้มข้น แม้ว่าจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจ และจุดประกายความโกรธให้กับเกาหลีใต้ที่รู้สึกว่าถูก “ทรยศหักหลัง”

A detainee is handcuffed before boarding a bus, during a raid by federal agents in Ellabell
A detainee is handcuffed before boarding a bus, during a raid by federal agents where about 300 South Koreans were among 475 people arrested at the site of a $4.3 billion project by Hyundai Motor and LG Energy Solution to build batteries for electric cars in Ellabell, Georgia, U.S., September 4, 2025 in a still image taken from a video. U.S. Immigration and Customs Enforcement/Handout via REUTERS.
THIS IMAGE HAS BEEN SUPPLIED BY A THIRD PARTY

บง ยองชิก อาจารย์มหาวิทยาลัยยอนเซ ในกรุงโซล ชี้ว่าความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว ชาวเกาหลีใต้รู้สึกช็อกที่ได้เห็นภาพคนงานเกาหลีใต้ถูกเจ้าหน้าที่สหรัฐล่ามโซ่ข้อเท้าและควบคุมตัวไป ทำให้กระแสต่อต้านอเมริกันเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทรัมป์นั้นผลักดันให้เกาหลีใต้เพิ่มการลงทุนอุตสาหกรรมในสหรัฐ แต่กลับไม่มีระบบวีซ่าที่จะสนับสนุนเพียงพอให้กับแรงงานที่มีทักษะเข้าไปช่วยจัดตั้งโรงงานแห่งใหม่ คนเกาหลีใต้รู้สึกว่าสหรัฐมีพฤติกรรมข่มเหงรังแกมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่เรื่องนี้เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องภาษีศุลกากรด้วย

“ความรู้สึกว่าเรื่องนี้ไปไกลเกินไป กำลังแพร่กระจายเป็นวงกว้างในเกาหลีใต้ ปัญหานี้จะเป็น “ระเบิดเวลา” และจะกลายเป็นเรื่องยากมาก ๆ สำหรับบริษัทเกาหลีใต้ที่จะส่งพนักงานไปสหรัฐ

โช ฮยอน รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้ บอกกับบรรดานักการเมืองเกาหลีใต้ว่า ขอบอกให้ชัดเจนตรงนี้เลยว่า ถ้าหากการก่อสร้างโรงงานแห่งนี้ล่าช้าออกไป สหรัฐจะ “สูญเสีย” อย่างมีนัยสำคัญ

การกระทำของสหรัฐครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการ “ตบหน้า” หลังจากที่เกาหลีใต้ได้ให้คำมั่นที่จะลงทุนด้านอุตสาหกรรมในสหรัฐมูลค่า 5 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งในจำนวนนี้ 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์มาจากฮุนได ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาต่อรองภาษีศุลกากร และจะทำลายความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศเป็นวงกว้าง

ชาร์ลส์ คัค ทนายความที่เป็นตัวแทนของชาวเกาหลีใต้ 2 คน จากจำนวนทั้งหมดที่ถูกควบคุมตัวเปิดเผยว่า ลูกความของตนมาสหรัฐภายใต้โครงการยกเว้นวีซ่าเพื่อการท่องเที่ยวและธุรกิจเป็นเวลา 90 วัน ตนเชื่อว่าคนเหล่านี้ไม่ได้ทำอะไรผิดไปจากวัตถุประสงค์ของวีซ่า

ฮุนไดออกแถลงการณ์ว่า ไม่มีลูกจ้างโดยตรงของบริษัทคนใดถูกควบคุมตัว บริษัทพร้อมที่จะทำตามกฎหมายของสหรัฐ ส่วนแอลจีระบุว่า มีลูกจ้างของบริษัท 47 คนถูกควบคุมตัว ส่วนอีก 250 คนเป็นพนักงานของบริษัทหุ้นส่วนด้านอุปกรณ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนเกาหลีใต้ ทั้งนี้ บริษัทได้แนะนำให้ลูกจ้างระงับการเดินทางไปสหรัฐเพื่อธุรกิจทั้งหมด ยกเว้นแต่การไปเพื่อพบปะลูกค้า ส่วนใครที่กำลังเดินทางมาสหรัฐขอให้เดินทางกลับทันที หรือไม่เช่นนั้นก็ให้อยู่แต่ในที่พักเท่านั้น

เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศเกาหลีใต้คนหนึ่งเปิดเผยว่า เท่าที่ทราบโครงการนี้ถูกระงับไว้ชั่วคราว ส่วนจะเริ่มอีกเมื่อใดขึ้นกับบริษัท