เมื่อเวลา 06.35 น. ของวันที่ 24 กันยายน ตามเขตเวลาตะวันออกของสหรัฐ ตรงกับเวลา 17.35 น. เวลาไทย ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ปรับลดมุมมองเครดิตของไทยเป็น “เชิงลบ” จากมี “เสถียรภาพ” และคงอันดับเครดิตที่ BBB+
มุมมองหรือแนวโน้มเชิงลบ : การเปลี่ยนแปลงแนวโน้มสะท้อนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อแนวโน้มการคลังของประเทศไทย จากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ประกอบกับปัจจัยลบต่อการเติบโตจากอุปสงค์โลกที่ชะลอตัว การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวที่ล่าช้า และการลดภาระหนี้ของครัวเรือน ฐานะทางการคลังของไทยสึกกร่อนจากหนี้สาธารณะรวมของประเทศไทยแตะระดับ 59.4% ของ GDP ในเดือนสิงหาคม 2025 ซึ่งใกล้เคียงกับค่ามัธยฐานของระดับ ‘BBB’ ที่ 59.6% และเพิ่มขึ้นมากถึง 25 pp จากระดับก่อนเกิดโควิด-19
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวนมากที่ยังคงดำเนินอยู่ ความล่าช้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการดำเนินการรัดเข็มขัดทางการคลังตามแผน และความไม่แน่นอนของกลยุทธ์ทางการคลัง ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อแนวโน้มการคลังในระยะกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำและแรงกดดันด้านประชากรที่ทวีความรุนแรงขึ้น
คงอันดับเครดิต : อันดับเครดิตของประเทศไทยที่ ‘BBB+’ ได้รับการสนับสนุนจากฐานะการเงินภายนอกที่แข็งแกร่ง กรอบนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่ดี และความสามารถในการจัดหาเงินทุนที่ค่อนข้างแข็งแกร่งในตราสารหนี้ภาครัฐ โดยมีสัดส่วนการระดมทุนในสกุลเงินท้องถิ่นมากที่สุดและจัดหาเงินทุนด้วยต้นทุนต่ำ เราประเมินค่าดอกเบี้ยไว้ที่ 5.7% ของรายได้ ซึ่งต่ำกว่าค่ามัธยฐานของเศรษฐกิจกลุ่มเดียวกันที่ 9.2% จุดแข็งเหล่านี้ไปถ่วงดุลกับความท้าทายทางการคลังที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว รวมถึงอัตราส่วนหนี้สินครัวเรือนที่ยังคงสูง ตลอดจนคะแนนรายได้ต่อหัวและคะแนนธรรมาภิบาลที่ต่ำกว่าประเทศในกลุ่ม ‘BBB’
แถลงการณ์บนเว็บไซต์ Fitch Ratings ระบุถึงปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อมุมมองเครดิตและอันดับเครดิต ดังนี้
ปัจจัยลบต่อการเติบโต : เราคาดการณ์ว่าการเติบโตของ GDP จะชะลอตัวลงเหลือ 2.2% ในปี 2025 และ 1.9% ในปี 2026 (ค่ามัธยฐาน ‘BBB’ : 2.7%) จาก 2.5% ในปี 2024 เนื่องจากอุปสงค์ทั้งในประเทศและต่างประเทศกำลังอ่อนตัวลง ประกอบกับการเร่งส่งออกสินค้าเพื่อเลี่ยงผลลบจากภาษีศุลกากรของสหรัฐที่ลดลง จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยอยู่ที่ 21.9 ล้านคนในช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคม 2025 ซึ่งต่ำกว่าสถิติทั้งปีของปี 2019 ที่มี 39.9 ล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ลดลงอย่างมาก ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับอัตราการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว อุปสงค์ส่งออกของไทยจะชะลอตัวลงตามการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงและสหรัฐ จัดเก็บภาษีนำเข้า 19% แต่กระแสเงินทุนไหลเข้าโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ยังคงมั่นคงอาจช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
การเลือกตั้งใหม่น่าจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ : นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร จากพรรคเพื่อไทย (PTP) ถูกศาลรัฐธรรมนูญปลดออกจากตำแหน่งเมื่อต้นเดือนกันยายน จากการรั่วไหลของบทสนทนาทางโทรศัพท์กับฮุน เซน อดีตผู้นำกัมพูชา ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงความตึงเครียดบริเวณชายแดนที่ทวีความรุนแรงขึ้นในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ในส่วนรัฐบาลเสียงข้างน้อยชุดใหม่ภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย ได้ตกลงกับพรรคประชาชนฝ่ายค้านที่จะจัดการเลือกตั้งทั่วไปภายในสี่เดือนเพื่อแลกกับการสนับสนุนจากพรรคประชาชน ซึ่งอาจนำไปสู่แรงกดดันด้านการใช้จ่ายในระยะสั้นและเพิ่มความไม่แน่นอนด้านนโยบาย
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้การรัดเข็มขัดทางการคลังล่าช้า : เราคาดว่าหน่วยงานต่าง ๆ จะใช้พื้นที่ส่วนใหญ่ที่มีอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์นโยบายการคลัง ส่งผลให้เกิดการขาดดุลงบประมาณ 4.6% ของ GDP ในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนกันยายน 2025 (ปีงบประมาณ 2025) และ 4.3% ในปีงบประมาณ 2026 รัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคการเมืองชุดก่อนได้แจกจ่ายเงินสดให้กับประชาชนบางส่วนตามที่ได้ให้สัญญาไว้ในการเลือกตั้งปี 2023 และได้วางแผนโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่บางโครงการ รวมถึงสนามบินแห่งใหม่ใกล้กรุงเทพฯ ซึ่งเชื่อมต่อด้วยรถไฟความเร็วสูง ในส่วนงบประมาณปีงบประมาณ 2026 เพิ่งได้รับการอนุมัติจากวุฒิสภา ทำให้การใช้จ่ายที่น้อยกว่างบประมาณเดิมหลังจากการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในปีงบประมาณ 2024 ไม่น่าจะเกิดขึ้นซ้ำอีก
แนวโน้มหนี้สาธารณะที่ไม่แน่นอน : การเปลี่ยนแปลงผู้นำและการเลือกตั้งบ่งชี้ถึงความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการคลังหลังจากปีงบประมาณ 2026 การปรับปรุงกรอบการคลังระยะกลางในเดือนธันวาคมจะช่วยให้กลยุทธ์การคลังของรัฐบาลมีความชัดเจนมากขึ้นหลังจากปีงบประมาณ 2026 แต่ยังคงมีความคลุมเครืออยู่จนกว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้ง ในขณะนี้ เราคาดว่าหนี้สาธารณะจะทรงตัวที่ระดับต่ำกว่า 65% ของ GDP เล็กน้อยตั้งแต่ปี 2027 โดยสมมุติว่าการขาดดุลงบประมาณจะลดลงเร็วขึ้นหลังปีงบประมาณ 2026 แต่ยังคงมีความเสี่ยงด้านลบอยู่มากจากการคาดการณ์ของเรา
หนี้ครัวเรือนสูงลดลง : หนี้ครัวเรือนลดลงเหลือ 87.4% ของ GDP ในไตรมาสที่ 1 ปี 2025 จากระดับสูงสุดที่ 95.5% ในไตรมาสที่ 1 ปี 2021 หลังจากที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงการระบาด ประมาณ 30% ของหนี้นี้ประกอบด้วยสินเชื่อผู้บริโภค รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีผลตอบแทนสูง ซึ่งอาจมีความเสี่ยงหากภาวะการจ้างงานอ่อนแอลง ธนาคารพาณิชย์ยังคงรักษาระดับบัฟเฟอร์ที่ดีในแง่ของการกันสำรองและเงินกองทุน ซึ่งน่าจะช่วยลดความเสี่ยงได้หากคุณภาพสินทรัพย์ลดลง
ฟิทช์ฯคาดการณ์ว่าอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพในภาคครัวเรือนจะแตะระดับ 3.6% ภายในสิ้นปีนี้ อย่างไรก็ตาม การลดภาระหนี้อย่างต่อเนื่องยังแสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดในระดับมหภาคจากหนี้ครัวเรือนที่สูง อันเนื่องมาจากความสามารถในการบริโภคที่ลดลง
การผ่อนคลายนโยบายการเงินยังคงดำเนินต่อไป : แรงกดดันด้านอาหารและพลังงานที่ลดภาวะเงินเฟ้อผลักดันให้ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) ลดลงเหลือ -0.8% ในเดือนสิงหาคมเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงเป็นบวกที่ 0.8% ซึ่งเปิดโอกาสให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติมเมื่อมีผู้ว่าการแบงก์ชาติคนใหม่เข้ารับตำแหน่งในเดือนตุลาคม อัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลงทั้งหมด 100bp ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยลดลงครั้งล่าสุดในเดือนสิงหาคมเหลือ 1.5% เราคาดว่าจะลดลงอีก 25bp ในปีนี้และอีกครั้งในปี 2026 เราคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจาก 0.2% โดยเฉลี่ยในปี 2025 เป็น 1.6% ในปี 2027 ซึ่งอยู่ในช่วงเป้าหมายของทางการไทยที่ 1.0%-3.0%
บัฟเฟอร์ภายนอกที่แข็งแกร่ง : ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลเฉลี่ย 2.8% ของ GDP ในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา ส่งผลให้รัฐบาลมีสินทรัพย์ภายนอกสุทธิที่แข็งแกร่งที่ 47% ของ GDP (ค่ามัธยฐานของหมวด ‘BBB’ : -2%) และสถานะการลงทุนระหว่างประเทศสุทธิที่ 12.5% ของ GDP เราคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลจะลดลงเล็กน้อยเหลือ 2.3% ของ GDP ในปี 2026 จาก 2.8% ในปี 2025 เนื่องจากการนำเข้าที่ลดลงจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอจะชดเชยการส่งออกที่ลดลงอย่างมากได้บางส่วน ค่าบริการดอกเบี้ยต่างประเทศที่ 0.7% ของรายรับภายนอกปัจจุบันนั้นต่ำกว่าค่ามัธยฐานของหมวด ‘BBB’ ที่ 5.7% มาก