นักวิเคราะห์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมองว่า ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เป็นพันธมิตรที่มีศักยภาพของสหรัฐในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เพื่อคานอำนาจกับจีน หลังสหรัฐและกัมพูชาเดินหน้าปรับปรุงความสัมพันธ์
นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานว่า นักวิเคราะห์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมองว่า กัมพูชาอาจเป็นพันธมิตรที่มีศักยภาพในยุทธศาสตร์ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Strategy) หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ พยายามปรับปรุงความสัมพันธ์กับกัมพูชา
ย้อนกลับไป ในเดือนเมษายน 2025 หลังทรัมป์ประกาศมาตรการภาษีต่างตอบโต้เป็นครั้งแรก กัมพูชาถูกเรียกเก็บภาษีสูงเป็นอันดับที่ 2 ของรายการเรียกเก็บภาษีแต่ละประเทศ ที่ 49% เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาว กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า กัมพูชาเป็นศูนย์กลางการขนถ่ายสินค้าที่สำคัญที่สุดของจีน ในการเลี่ยงภาษีต่างตอบโต้ของสหรัฐ และรัฐบาลมุ่งมั่นที่จะปิดช่องโหว่นี้ แม้ว่านั่นจะหมายถึงการสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจกัมพูชาก็ตาม เนื่องจากสหรัฐเป็นตลาดใหญ่ที่สุดที่กัมพูชาส่งออกสินค้า อาทิ เสื้อผ้า รองเท้า และเครื่องจักรอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ดี ท่าทีล่าสุดของสหรัฐกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา ในระหว่างนอกรอบการประชุมอาเซียนซัมมิต ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ทรัมป์ และฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ลงนามในข้อตกลงการค้า ซึ่งลดอัตราภาษีต่างตอบโต้เหลือ 19% นับเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการลดภาษีมากที่สุด เมื่อเทียบกับภาษีเดิมที่ประกาศเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
ต่อมา วันที่ 6 พฤศจิกายน มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ประกาศยกเลิกการห้ามส่งอาวุธไปยังกัมพูชา คำสั่งซื้ออาวุธจากกัมพูชาจะได้รับการอนุมัติเป็นรายกรณี โดยระบุเหตุผลว่า กัมพูชามุ่งมั่นแสวงหาสันติภาพและความมั่นคงของประเทศ รวมไปถึงการให้ความร่วมมือกับสหรัฐอีกครั้ง ในการป้องกันประเทศและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยจะกลับมาดำเนินการซ้อมรบครั้งใหญ่ ที่รู้จักในชื่อ ‘อังกอร์ เซนทิเนล’ (Angkor Sentinel) ร่วมกันอีกครั้ง หลังจากหยุดความร่วมมือนี้ไปกว่า 8 ปี
การตัดสินใจดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากที่ไทยและกัมพูชา ลงนามในข้อตกลงปฏิญญาสู่สันติภาพ โดยมีทรัมป์ และอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นสักขีพยานในการลงนาม เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ ในปี 2021 สมัยของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน สหรัฐแบนการส่งออกอาวุธไปยังกัมพูชา โดยอ้างถึงปัญหาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน การทุจริต และความสัมพันธ์ทางทหารที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างกัมพูชาและจีน
มองศักยภาพกัมพูชา
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวกับนิกเคอิ เอเชีย เมื่อถูกถามว่ามีการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่อกัมพูชาหรือไม่ว่า สหรัฐกำลังพยายามทำงานร่วมกับฮุน มาเนต และคณะรัฐมนตรี เพื่อผลักดันวิสัยทัศน์ร่วมกันเกี่ยวกับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่เสรี มั่งคั่ง มั่นคง และยืดหยุ่น
ขณะที่ มิรา แรปป์-ฮูเปอร์ ผู้อำนวยการอาวุโส ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและโอเชียเนีย ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในสมัยของไบเดน กล่าวกับนิกเคอิ เอเชีย ถึงช่วงเวลาปี 2024 ซึ่งลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น เยือนกัมพูชาเพื่อพยายามฟื้นความร่วมมือระหว่างประเทศว่า ขณะนั้นกัมพูชามีผู้นำที่พร้อมจะรับความเสี่ยงมากขึ้นอีกเล็กน้อย และมีแนวโน้มที่จะขยายความร่วมมือได้มากกว่าในสมัยบิดาของเขา (ฮุน เซน) โดยมาเนตเรียนจบจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกเวสต์พอยต์ และมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ในสหรัฐ
อีกทั้ง พอล แชมเบอร์ส นักวิจัยจากสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak ในสิงคโปร์ กล่าวว่า กัมพูชามีส่วนร่วมเชิงบวกต่อรัฐบาลของทรัมป์ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งกัมพูชาลงนามในสัญญา 15 เดือน มูลค่า 38,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน (ราว 1.2 ล้านบาท) กับ National Consulting Services บริษัทที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ ซึ่งบริหารโดย ดอน เบนตัน ผู้เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ Selective Service System หน่วยงานของรัฐบาลกลางในสมัยแรกของทรัมป์ เพื่อลอบบี้ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสหรัฐ โดยไม่ทำลายมิตรภาพกับจีน
นอกจากนี้ในเดือนกรกฎาคม ฮุน มาเนตยังเสนอชื่อทรัมป์ เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ การเดินเกมในครั้งนี้ เป็นโอกาสดีที่กัมพูชาจะสามารถกระจายความเสี่ยงในความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ
“อย่างน้อยที่สุด สหรัฐก็ต้องการถ่วงดุลอำนาจของจีนในกัมพูชา และอย่างมากที่สุด ทรัมป์ก็ต้องการได้เปรียบเหนือจีนในกัมพูชา” แชมเบอร์สกล่าว