นักเศรษฐศาสตร์จีนส่งสัญญาณถึงรัฐ ชี้ ถึงเวลายอมให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้นแล้ว
เมี่ยว เหยียนเลี่ยง หัวหน้านักยุทธศาสตร์ของธนาคารเพื่อการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีน ระบุว่า ถึงเวลาเจ้าหน้าที่ต้องอนุมัติการขึ้นค่าเงินหยวน เพื่อกระตุ้นตลาดภายในประเทศและลดข้อพิพาททางการค้า
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า นักเศรษฐศาสตร์จีนระบุ ถึงเวลาแล้วที่ทางการจีนต้องอนุมัติให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้น เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคมีอำนาจซื้อมากขึ้น และลดความตึงเครียดทางการค้าลง
เมี่ยว เหยียนเลี่ยง หัวหน้านักยุทธศาสตร์ของบริษัท ไชน่า อินเตอร์เนชั่นแนล แคปิตอล คอร์ป (China International Capital Corp.) ซึ่งเป็นธนาคารเพื่อการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีน และอดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ในหน่วยงานกำกับดูแลการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจีน ระบุในการให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้อาจเป็นโอกาสที่ดีที่จะอนุญาตให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้น เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอาจกำลังเข้าสู่ช่วงอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาคการผลิตของจีนมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น
ข้อคิดเห็นดังกล่าว ตอกย้ำเสียงเรียกร้องของนักเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ซึ่งกำลังเรียกร้องให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้นอีก เนื่องจากเงินหยวนกำลังมุ่งหน้าสู่ผลการดำเนินงานประจำปีที่ดีที่สุดในรอบ 5 ปี เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ การยอมรับอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่ามากขึ้นจะเป็นการส่งสัญญาณไปยังสหรัฐและนานาประเทศ ช่วยให้จีนลดความเสี่ยงถูกตอบโต้จากทั่วโลก ในกรณีที่ส่งออกสินค้าราคาถูก หลั่งไหลเข้าประเทศต่าง ๆ อย่างมหาศาล
นายเมี่ยวกล่าวเพิ่มเติมว่า จากประสบการณ์ของประเทศต่าง ๆ ทั่วเอเชีย รวมถึงประวัติศาสตร์จีนเอง การที่สกุลเงินแข็งค่าขึ้น อาจนำไปสู่การเติบโตที่สมดุลมากขึ้น ของทั้งอุปสงค์ภายในและภายนอกประเทศ การที่เงินหยวนแข็งค่าในระดับปานกลาง จะช่วยลดราคาสินค้านำเข้า พลังงาน และบริการ ทำให้กำลังซื้อของประชาชนจีนเพิ่มขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ
“สิ่งนี้ไม่เพียงกระตุ้นการนำเข้าเท่านั้น แต่ยังกระตุ้นการบริโภคสินค้าภายในประเทศอีกด้วย” นายเมี่ยวระบุ
ทางการจีนปล่อยให้ค่าเงินลอยตัวแบบมีการจัดการ โดยมีธนาคารกลางคอยแทรกแซงเพื่อให้มีเสถียรภาพ (managed float) อีกทั้งมีเครื่องมือมากมายที่มีอิทธิพลต่ออัตราการแลกเปลี่ยน เจ้าหน้าที่กล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า พวกเขามุ่งทำให้อัตราการแลกเปลี่ยนมีเสถียรภาพโดยพื้นฐาน ด้วยการปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในปีนี้ และบางครั้งก็ใช้การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนรายวัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ดี นักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนตะวันตกหลายคนโต้แย้งว่า ค่าเงินหยวนถูกประเมินไว้ต่ำเกินไปมาก ทำให้จีนได้เปรียบในสนามตลาดการส่งออก ซึ่งสินค้ามีราคาถูก ดึงดูดใจมากกว่าสินค้าของประเทศอื่น ๆ ทำให้จีนเกินดุลการค้าอย่างมาก
การค้าของจีนเกินดุล พุ่งขึ้นเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 31.9 ล้านล้านบาท) ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2025 เนื่องจากเงินหยวนแข็งค่าขึ้นเพียง ประมาณ 3% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ สกุลเงินหลักอื่น ๆ แข็งค่าแรง เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เป็นสาเหตุให้เงินหยวนอ่อนค่าลง เมื่อเทียบกับสกุลเงินคู่ค้า
อีกทั้ง เมื่อพิจารณาถึงภาวะเงินฝืดภายในประเทศและการเติบโตของราคาที่สูงขึ้นในที่อื่น ๆ ของโลกแล้ว นับว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริง ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวชี้วัดความสามารถการแข่งขันสินค้าของจีน อยู่ในระดับที่อ่อนแอที่สุด ตั้งแต่ปี 2012
นายเมี่ยวกล่าวว่า การที่เงินหยวนแข็งค่าขึ้น แม้จะส่งผลให้กำไรของอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออกลดลง และมูลค่าของอุตสหกรรมต่ำลง แต่จะผลักดันเม็ดเงินและแรงงานให้มุ่งเน้นเซกเตอร์ภายในประเทศมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดการเกินดุลและนำไปสู่การลดความเสี่ยงที่จะเกิดข้อพิพาทในประเด็นการค้าโลก
อย่างไรก็ตาม นายเมี่ยวเตือนว่า การปฏิรูปและการปรับอัตราแลกเปลี่ยนใด ๆ ควรเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปและรอบคอบ อีกทั้งต้องปรับควบคู่ไปกับนโยบายอื่น ๆ เช่น นโยบายการเงินและการคลัง หรือการปฎิรูประบบประกันสังคมและภาษี เพื่อให้เกิดสมดุลทางเศรษฐกิจ
นายเมี่ยวระบุ กุญแจสำคัญในการรับมือกับแรงกดดันด้านเงินฝืดจากค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นคือ การใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินและการคลังในเวลาเดียวกัน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในประเทศสูงขึ้น และดึงดูดเงินทุนไหลเข้า
“สำหรับภาวะเงินเฟ้อต่ำของจีน วิธีการแก้ไขที่แท้จริงอยู่ที่ การขยายตัวและการกระตุ้นทางการคลัง เมื่อรวมกับการผ่อนคลายนโยบายการเงินแล้ว จะทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นและสกุลเงินแข็งค่าขึ้น” นายเมี่ยวกล่าว