นักวิชาการไทย-เทศวิเคราะห์ สู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา ทดสอบ ‘ภาษีทรัมป์’
รายงานบทความวิเคราะห์บางส่วน โดยเดฟจโยต โฆศาล (Devjyot Ghoshal) ลงในรอยเตอร์ (Reuters) มองว่า การปะทะกันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทดสอบกลยุทธ์ด้านภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ
ในเดือนกรกฎาคม การโทรศัพท์จากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐและการขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีอย่างหนัก ทำให้การสู้รบที่ดุเดือดเวลา 5 วันระหว่างไทยและกัมพูชายุติลง
สัปดาห์นี้ การปะทะกันตามแนวชายแดนปะทุขึ้นอีกครั้ง ทำให้ข้อตกลงหยุดยิงที่ทรัมป์เป็นผู้ประสานงานต้องสิ้นสุดลง ประเทศไทยได้กำหนดขอบเขตที่ชัดเจนแล้วว่า ห้ามใช้มาตรการภาษีเพื่อบีบให้เกิดสันติภาพกับกัมพูชา
“การต่อต้านของกรุงเทพฯเป็นบททดสอบสำหรับกลยุทธ์ด้านภาษีของทรัมป์ แต่ภาษีนั้นเป็นเครื่องมือที่หยาบกระด้าง ทื่อ ๆ มาโดยตลอด” ชอง จา เอียน ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) กล่าว
“(บททดสอบ) ว่าจะสามารถนำไปสู่การหยุดยิงที่ยั่งยืนเหนือความบาดหมางที่ยาวนานและฝังรากลึกได้หรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่น่าสงสัย” อาจารย์รัฐศาสตร์กล่าว
เมื่อพิจารณาภาษีศุลกากรในฐานะที่เป็นเครื่องมือต่อรองในความขัดแย้งระดับภูมิภาค
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศ เน้นย้ำว่าการแก้ไขความขัดแย้งชายแดนควรแยกออกจากการเจรจาการค้าที่กำลังดำเนินอยู่
เมื่อเดือนตุลาคม ในงานอาเซียนซัมมิต กรุงกัวลาลัมเปอร์ สหรัฐอเมริกาและไทยได้ประกาศกรอบการค้าแบบต่างตอบแทนที่คงอัตราภาษี 19% สำหรับสินค้าไทยไว้ พร้อมทั้งระบุสาขาที่อาจลดภาษีได้
“เรารู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมอยู่แล้วที่เราต้องเสียภาษีฝ่ายเดียวถึง 19% และบางทีสหรัฐอาจต้องการเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นอีกหากพวกเขา (สหรัฐ) ยังไม่พอใจ” สีหศักดิ์กล่าวในการสัมภาษณ์รอยเตอร์เมื่อวันอังคารที่ 9 ธันวาคม
ในการปราศรัยเกี่ยวกับผลงานทางเศรษฐกิจของรัฐบาลที่รัฐเพนซิลเวเนียเมื่อวัน 9 ธันวาคม เวลาท้องถิ่น ทรัมป์กล่าวว่า มีแผนจะโทรศัพท์หาผู้นำกัมพูชาและไทยเพื่อยุติการสู้รบ ในวันที่ 10 ธันวาคม เวลาท้องถิ่น โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม
ขณะที่เมื่อวิเคราะห์อีกด้านนั้นคือการเมืองภายใน เรื่องความเสี่ยงและผลตอบแทนก่อนการเลือกตั้ง
ไทยและกัมพูชามีข้อพิพาทเรื่องพรมแดนทางบกที่มีความยาว 817 กิโลเมตร มานานกว่าร้อยปี ความพยายามในการแก้ไขปัญหาการอ้างสิทธิพื้นที่ทับซ้อนมีความคืบหน้าน้อยมาก นำไปสู่การปะทะทางทหารเป็นระยะ
ความขัดแย้งในปัจจุบันเกิดขึ้นในขณะที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเข้ารับตำแหน่งในเดือนกันยายน (หลังจากแพทองธาร ชินวัตร นายกฯคนก่อนหน้าถูกขับออกจากตำแหน่งเนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขาดจริยธรรมในการรับมือปัญหาพรมแดน) กำลังเตรียมยุบสภาในเดือนมกราคมและจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนดในเดือนมีนาคมปีหน้า
นายอนุทินเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการตอบสนองที่ล่าช้าของรัฐบาลต่อเหตุการณ์น้ำท่วมร้ายแรงทางภาคใต้เมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความทะเยอทะยานของพรรคภูมิใจไทย
“มันทำให้พรรคภูมิใจไทยต้องพยายามพิสูจน์ความสามารถในการเป็นผู้นำในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เป็นรัฐบาล และก็ชัดเจนว่า เพื่อพยายามชนะคะแนนเสียงในการเลือกตั้งที่จะมาถึง” ลอร่า ชวาร์ตซ์ นักวิเคราะห์อาวุโสจากบริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยง Verisk Maplecroft กล่าว
ในขณะที่ภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นยังคงเป็นความเสี่ยง นายอนุทินและพรรคอาจพยายามใช้ประโยชน์จากกระแสชาตินิยมโดยการใช้ท่าทีที่แข็งกร้าวมากขึ้นในด้านการค้าและแยกประเด็นนี้ออกจากข้อพิพาทชายแดน
วรนัยน์ วาณิชกะ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า นายอนุทินเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากกลุ่มชาตินิยมบางกลุ่มเมื่อลงนามในข้อตกลงหยุดยิงที่ไกล่เกลี่ยโดยทรัมป์และมาเลเซีย
“ดังนั้นเขาจึงจะพยายามไม่ให้ทรัมป์เข้ามาเกี่ยวข้องในตอนนี้” นักวิชาการธรรมศาสตร์กล่าว
ผลสำรวจทั่วประเทศในเดือนสิงหาคม 2025 แสดงให้เห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ไว้วางใจกองทัพมากกว่าผู้นำทางการเมือง โดยเห็นว่า กองทัพเป็นฝ่ายที่แสดงท่าทีแข็งกร้าวที่สุดในการตอบโต้กัมพูชา
“ประเทศไทยอาจเผชิญกับผลกระทบด้านภาษีในทันที แต่กำลังเดิมพันกับความเหนือกว่าทางทหารและขอบเขตจำกัดของความขัดแย้งตามธรรมชาติ” อาจารย์ชองกล่าว
“ประเทศไทยอาจเชื่อว่าตนจะได้รับชัยชนะ และรัฐบาลทรัมป์จะยอมรับผลลัพธ์นั้นได้” ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ระบุ
ตามข้อมูลจากสถาบันวิจัยยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ (International Institute for Strategic Studies) ที่รายงานโดยบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ระบุว่า ประเทศไทยมีแสนยานุภาพทางทหารมากกว่ามาก โดยมีกำลังพลประจำการในกองทัพถึง 360,000 นาย เทียบกับประมาณ 124,000 นายของกัมพูชา
ประเทศไทยใช้จ่ายด้านกองทัพมากกว่ากัมพูชาถึงสี่ถึงห้าเท่า และมีกองทัพที่มีศักยภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียนงใต้ อาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากมาจากสหรัฐอเมริกาและยุโรป ในขณะที่กัมพูชาได้รับอาวุธเกือบทั้งหมดจากจีน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีเก่า
ประเทศไทยจะได้เปรียบในสงครามภาคพื้นดิน โดยมีจำนวนรถถังมากกว่าถึงสองเท่า และจำนวนทหารมากกว่าถึงห้าเท่า
ส่วนว่า สงครามจะจบอย่างไร อาจารย์วรนัยน์จากธรรมศาสตร์ กล่าวผ่านเพซบุ๊กว่า หากเป็นกรณีที่มหาอำนาจกดดันให้จบ ก็อาจไม่ถูกใจฝ่ายขวาคลั่งชาติ เมื่อพิจารณาว่ากัมพูชาเป็นประเทศขนาดเล็กและยากจน และไทยเป็นประเทศขนาดกลาง ประชาชนมีรายได้ปานกลางไปจนถึงยากจน
“สองประเทศอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของโลก หากโลกกดดันให้จบก็ต้องจบ มิฉะนั้นก็อดตาย นี่คือโลกของความเป็นจริง” อาจารย์ธรรมศาสตร์กล่าว