ปี 2025 เป็นปีที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงมากมายครอบคลุมรอบด้าน ทั้งในด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งมีทั้งสงครามการค้า และความขัดแย้งที่ใช้อาวุธห้ำหั่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในหลากหลายแง่มุม ‘ประชาชาติธุรกิจ’ สรุปรวมข่าวใหญ่ตลอดปี 2025
ภาษีทรัมป์อาละวาดทั่วโลก

เปิดปี 2025 ด้วยการกลับมาในทำเนียบขาวของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังชนะการเลือกตั้งแลนด์สไลด์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 47 ทรัมป์กลับมาพร้อมกับลิสต์รายการเก็บภาษีศุลกากรจำนวนมาก ตามที่ได้หาเสียง
ในวันที่ 2 เมษายน ตามเวลาท้องถิ่น ทรัมป์กำหนดภาษีศุลกากรขั้นต่ำ (Baseline) 10% กับผู้ส่งออกทั้งหมดไปยังสหรัฐ และขู่เก็บภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ทั่วโลก (Reciprocal Tariffs) ประมาณ 60 ประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐมากที่สุด ซึ่งรวมถึงอัตราภาษีที่สูงขึ้นอย่างมากกับคู่ค้ารายใหญ่บางราย เช่น จีน รวมถึงสหภาพยุโรป (อียู) และเวียดนาม ขณะที่ไทยจะโดนเก็บที่อัตรา 37% เพื่อแก้ไขการค้าที่ไม่เป็นธรรม (อ่านต่อ) โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act : IEEPA)
หลังจากขู่และเลื่อนกำหนดเส้นตายมาหลายรอบ ในที่สุดเมื่อ 31 กรกฎาคม ตามเวลาท้องถิ่น ทรัมป์ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร ไทยถูกเรียกเก็บอยู่ที่อัตรา 19% จากเดิม 36% มีผลในอีก 7 วันหลังจากวันลงนามคำสั่ง (อ่านต่อ)
ขณะที่ประเทศสมาชิกอาเซียนประเทศอื่น ๆ เมียนมาและลาวถูกเรียกเก็บภาษีต่างตอบโต้สูงสุดในอาเซียนที่ 40% บรูไน 25% เวียดนาม 20% มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา อยู่ที่ 19% เท่าไทย และสิงคโปร์อยู่ที่อัตราฐาน 10%
นอกจากนี้แล้ว ยังมีภาษีสวมสิทธิ์ หรือภาษีทางผ่าน (Transshipment) ซึ่งหมายถึงภาษีที่สหรัฐเรียกเก็บจากสินค้าที่สหรัฐสงสัยว่ามีการ ‘สวมสิทธิ์’ หรือเปลี่ยนแปลงแหล่งกำเนิดสินค้า จากประเทศหนึ่งมายังประเทศผู้ส่งออก ก่อนส่งไปยังสหรัฐอีกที โดยมีเป้าหมายเพื่อสกัดกั้นสินค้าจีน ซึ่งชาติในอาเซียนส่วนใหญ่ถูกเก็บในอัตรา 40%
ภาษีต่างตอบโต้ของทรัมป์ สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก ทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องส่งผู้แทนการค้าหรือผู้นำไปเจรจาต่อรองลดภาษี แลกกับการลงทุนในสหรัฐ
อย่างไรก็ดี ขณะนี้ ‘ภาษีทรัมป์’ อยู่ในชั้นศาลสูงสุด ภายหลังศาลชั้นต้นตัดสินว่า ทรัมป์ไม่มีอำนาจในการเก็บภาษีดังกล่าว ที่เป็นอำนาจของสภา ตามที่กลุ่มธุรกิจผู้ส่งออกขนาดย่อมและทางการจากรัฐเดโมแครต 13 รัฐยื่นฟ้อง กำหนดตัดสินคดีภายในกลางปี 2026 และหากศาลตัดสินว่า ภาษีดังกล่าวมิชอบด้วยกฎหมาย สหรัฐอาจต้องคืนเงินภาษีทั้งหมดแก่ประเทศคู่ค้า
นอกจากนี้ ยังมีการเรียกเก็บเพิ่ม ภาษีรายเซกเตอร์ อาทิ ภาษีทองแดง เหล็กและอะลูมิเนียม รถยนต์ และอื่น ๆ อีก
สงครามการค้า สหรัฐ-จีนเดือดทั้งปี ลงเอยพักรบชั่วคราว 1 ปี

โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเป็นตัวละครที่โดดเด่นเสมอมา ย้อนกลับไป คืนวันที่ 22 มีนาคม 2018 ในสมัยแรก ทรัมป์ลงนามในคำสั่งประธานาธิบดี เพิ่มภาษีนำเข้าจากประเทศจีนต่อสินค้าจากจีนกว่า 1,300 รายการ อ้างว่าเป็นการลงโทษจีน จากกรณีการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทอเมริกันในสหรัฐ (อ่านต่อ)
ในปี 2025 นี้เอง สงครามการค้าสหรัฐ-จีน ประทุขึ้นอีกครั้ง ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีจีนสูงสุดอยู่ที่ 145% ทางฝั่งจีนขู่กลับจบที่ 125% หลังจากนั้นสองฝ่ายเจรจาเพื่อลดกำแพงภาษี ผ่อนคลายมาตรการควบคุมการส่งออกในสินค้ายุทธศาสตร์ทั้งในนครเจนีวา ลอนดอน สตอล์กโฮม และมาดริด
ในสมัยแรกทรัมป์เน้นไปที่การลดการขาดดุลการค้าและการบังคับให้จีนซื้อสินค้าเกษตร แต่ในสมัยที่ 2 นี้ ทรัมป์เน้นไปที่การ “สกัดกั้นไม่ให้จีนขึ้นเป็นผู้นำโลกด้านเทคโนโลยี” และการนำโรงงานผลิตกลับสู่สหรัฐอย่างเต็มรูปแบบ เฟนทานิล แร่หายาก (แรร์เอิร์ท) และชิปปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการค้าและภาษี
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นที่นครปูซาน เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 30 ตุลาคม เมื่อทรัมป์พบหารือกับสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ที่สนามบินนานาชาติกิมแฮ นครปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ นอกรอบการประชุมเอเปค หลังหารือมาราธอนกว่า 90 นาที ได้ข้อสรุป ลดภาษีเฟนทานิล 10% จาก 20% หรือลดลงครึ่งหนึ่ง ทำให้ขณะนี้ภาษีสินค้าจีนที่รวมอัตราฐานอยู่ที่ 30-34 % รวมถึงยกเลิกอุปสรรคใด ๆ จากจีนในการส่งออกแร่หายาก แลกกับที่สหรัฐจะยกเลิกการเพิ่มข้อจำกัดต่อบริษัทจีน และจีนเริ่มกลับมาซื้อถั่วเหลืองสหรัฐทันที รวมถึงซื้อข้าวฟ่างและสินค้าเกษตรอื่น ๆ ในจำนวนมหาศาล (อ่านต่อ)
วันที่ 1 พฤศจิกายน เว็บไซต์ทำเนียบขาวเผยแพร่ผลการหารือระหว่างทรัมป์และสี โดยในด้านภาษี จีนจะระงับภาษีตอบโต้ทั้งหมดที่ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม และสหรัฐจะระงับภาษีศุลกากรแบบต่างตอบโต้ที่สูงขึ้นสำหรับสินค้านำเข้าจากจีน จนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2026 หรือรวมทั้งสิ้น 1 ปี เป็นอันจบปลายปีอย่างสวยงาม สำหรับสองประเทศมหาอำนาจ
อ่านต่อ : อัพเดต ผลเจรจาการค้าสหรัฐและจีน แยกตามหมวด-จับตา ‘ศาลสูงสุด’ ไต่สวนคดีภาษี
ทรัมป์เดินสาย กระจายความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทานแรร์เอิร์ท

ประธานาธิบดีทรัมป์ ใช้เวลาช่วงปลายเดือนตุลาคมอย่างคุ้มค่า ในการทัวร์ประเทศแถบเอเชีย เพื่อลงนามในข้อตกลงร่วมกับชาติต่าง ๆ เกี่ยวกับแร่หายาก (แรร์เอิร์ท) ซึ่งเป็นวัสดุสำคัญในอุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อาทิ ชิปเอไอ เซมิคอนดักเตอร์ รถอีวี อุปกรณ์ใยแก้วนำแสง และเครื่องบินรบ ถือเป็นความพยายามในการต่อต้านการผูกขาดแร่หายากนี้จากประเทศจีน
สหรัฐและจีนตกอยู่ในความขัดแย้งเกี่ยวกับแรร์เอิร์ท ซึ่งรัฐบาลจีนทำการตอบโต้มาตรการภาษีศุลกากรของทรัมป์ ด้วยการจำกัดการส่งออกแรร์เอิร์ท และเข้มงวดในข้อจำกัดการส่งออกมากขึ้น เป็นเหตุให้สหรัฐต้องสร้างทางเลือกใหม่ในการจัดหาและผลิตแรร์เอิร์ท
แม้ว่าผู้บริหารอุตสาหกรรมและนักวิเคราะห์จะออกมาเตือนว่า การหาเครือข่ายเหมืองแร่และโรงกลั่นขนาดมหึมาเพื่อทดแทน จะไม่ใช่เรื่องง่ายและรวดเร็วก็ตาม แต่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ทรัมป์ก็เดินหน้าเจรจากรอบความร่วมมือและบันทึกความเข้าใจกับประเทศต่าง ๆ ดังนี้
วันที่ 21 ตุลาคม สหรัฐและออสเตรเลีย ลงนามกรอบการทำงานในการร่วมลงทุนในโครงการเหมืองแร่และโรงงานแปรรูปหลายแห่งในออสเตรเลีย ที่ทำเนียบขาว เพื่อเพิ่มการเข้าถึงแร่หายาก ตอบโต้การผูกขาดแรร์เอิร์ทของจีน เป็นการเปิดเกมมองหาพันธมิตรแรร์เอิร์ท
วันที่ 27 ตุลาคม ระหว่างอาเซียนซัมมิต ทรัมป์ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) การกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญระดับโลกและส่งเสริมการลงทุน กับประเทศไทย และประเทศมาเลเซีย อีกทั้งบันทึกข้อตกลงเรื่องภาษีต่างตอบโต้กับประเทศเวียดนาม และประเทศกัมพูชา ซึ่งมีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับแรร์เอิร์ทอยู่
วันที่ 28 ตุลาคม สหรัฐและญี่ปุ่น ลงนามกรอบความร่วมมือจัดหาแร่ธาตุสำคัญและแร่หายาก ระหว่างการเยือนญี่ปุ่นแบบทวิภาคีของทรัมป์
อ่านต่อ : เรารู้อะไรบ้างแล้ว เกี่ยวกับเกมการค้า แรร์เอิร์ท สหรัฐ-จีน
แผ่นดินไหวเขย่าเมียนมา

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ประมาณ 12.50 น. ตามเวลาท้องถิ่นเมียนมา เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.7 แมกนิจูด จุดศูนย์กลางอยู่ใกล้นครมัณฑะเลย์ เมืองใหญ่อันดับสองของประเทศและศูนย์กลางด้านวัฒนธรรม ตามมาด้วยอาฟเตอร์ช็อกหลายระลอก รวมถึงแผ่นดินไหวขนาด 6.7 แมกนิจูด บริเวณใกล้เคียงใน 12 นาทีต่อมา
ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 3,600 รายและบาดเจ็บอีกหลายพันคน ตลอดจนโบราณสถานหลายแห่งพังเสียหาย รวมถึงสะพานอังวะที่สร้างในยุคอาณานิคมอังกฤษ

แรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนรับรู้ได้ถึงประเทศเพื่อนบ้านรวมถึงไทยและเวียดนาม ทำให้อาคารที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (หลังใหม่) บริเวณย่านการค้าตลาดนัดจตุจักร ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างถล่ม ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบรายรวมถึงแรงงานไทย
ดีลล่ม นิสสัน-ฮอนด้า ควบรวมกิจการไม่สำเร็จ

เมื่อปลายปี 2024 เกิดดีลใหญ่ท้ายปีในอุตสาหกรรมรถยนต์ เมื่อฮอนด้า มอเตอร์ (Honda Motor) และนิสสัน มอเตอร์ (Nissan Motor) แถลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 ธันวาคม 2024 เกี่ยวกับข้อตกลงการควบรวมกิจการในรูปแบบบริษัทโฮลดิ้ง เพื่อให้แข่งขันกับเทสลา (Tesla) และผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของจีนได้ดียิ่งขึ้น ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมรถยนต์
หากการเจรจาควบรวมสำเร็จจะเกิดกลุ่มยานยนต์ที่มียอดขายรถสูงสุดเป็นอันดับ 4 ของโลก มูลค่า 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2 ล้านล้านบาท) เป็นรองโตโยต้า โฟล์คสวาเกน และฮุนได
อย่างไรก็ดี ข้อตกลงดังกล่าวกลับเป็นเพียงแค่ฝัน เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ นิสสันและฮอนด้าโหวตยุติการเจรจาควบรวมกิจการอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ยังคงร่วมมือด้านยานยนต์ไฟฟ้าต่อไป (อ่านต่อ)
ต่อมาในเดือนพฤษภาคม นิสสันประกาศแผนปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ Re:Nissan โดยเตรียมปิดโรงงาน 7 แห่ง จาก 17 แห่ง ภายในปี 2027 รวมไปถึงโรงงานที่ออปปามะ ทางตอนใต้ของโตเกียว ถือเป็นการสิ้นสุดยุคของโรงงานผลิตรถยนต์ที่มีชื่อเสียงและขนาดใหญ่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ซึ่งผลิตรถยนต์ได้เกือบ 18 ล้านคัน เนื่องจากประสบปัญหายอดขายอ่อนแอในสหรัฐและจีน ส่งผลให้ขาดทุนอย่างมหาศาล (อ่านต่อ)
เดือนพฤศจิกายน นิสสันตกลงขายสำนักงานใหญ่ระดับโลกในเมืองโยโกฮามา มูลค่า 9.7 หมื่นล้านเยน (ราว 20,000 ล้านบาท) ให้กับกลุ่มบริษัทที่ได้รับการสนับสนุนจาก Minth Group ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์สัญชาติไต้หวัน (อ่านต่อ)
โป๊ปฟรานซิส กลับสู่อ้อมกอดพระเจ้า – โป๊ปเลโอ 14 ชาวอเมริกันองค์แรก

เป็นข่าวเศร้าในกลุ่มศริสต์ศาสนิกชน เมื่อวันที่ 21 เมษายน สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส (Pope Francis) สิ้นพระชนม์ ขณะมีพระชนม์มายุ 88 พรรษา โดยก่อนหน้านี้ในเดือนกุมภาพันธ์ พระองค์เข้ารักษาพระอาการประชวรหลอดลมอักเสบ และมีพระอาการแย่ลงเรื่อย ๆ จนแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคปอดอักเสบ (อ่านต่อ)
เมื่อโป๊ปกลับสู่อ้อมกอดพระผู้เป็นเจ้า การประชุมเลือกตั้งพระสันตะปาปา (The Conclave) จึงเกิดขึ้น พระคาร์ดินัลจากทั่วโลกเดินทางมายังกรุงโรม เพื่อเข้าร่วมการประชุมลับเลือกสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ ซึ่งจัดขึ้นที่โบสถ์น้อยซิสทีนตามธรรมเนียม โดยเฉลี่ยแล้วมักจะใช้เวลา 2-4 วัน พระคาร์ดินัลที่เข้าร่วมจะถูกห้ามไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอกโดยสิ้นเชิงจนกว่าจะมีโป๊ปองค์ใหม่
กระทั่งวันที่ 9 พฤษภาคม หลังประชุมยาวนาน 2 วัน ควันสีขาวก็ลอยออกมาจากปล่องควันของโบสถ์น้อยซิสทีน “เรามีพระสันตะปาปาแล้ว !” พระคาร์ดินัล โรเบิร์ต พรีโวสต์ วัย 69 ปี กลายเป็นพระสันตะปาปาชาวอเมริกันพระองค์แรกในประวัติศาสตร์ พระองค์เลือกพระนามว่า “สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14” ผู้นำคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิกคนที่ 267 (อ่านต่อ)
พระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ถูกมองว่า เป็นนักบวชสายกลางที่มีแนวคิดใกล้เคียงกับพระสันตะปาปาฟรานซิส ทรงมีพื้นเพจากเมืองชิคาโก ทรงอุทิศชีวิตส่วนใหญ่เป็นมิชชันนารีในเปรูยาวนานกว่า 15 ปี จนได้รับการแต่งตั้งจากพระสันตะปาปาฟรานซิสให้เป็น บิชอปแห่งชิกลาโย ในเปรูเมื่อปี 2014
พระองค์ยึดมั่นในหลักคำสอนดั้งเดิมมากกว่าโป๊ปฟรานซิส เช่น การคัดค้านการบวชสตรีเป็นมัคนายก และการไม่รับรองการสมรสเพศเดียวกันในพิธีกรรมทางศาสนา

อ่านเพิ่มเติม : โป๊ปทรงเผยเหตุผล เลือกพระนาม ‘เลโอ’
อ่านเพิ่มเติม : เปิดกระบวนการเลือกผู้สืบทอดตำแหน่ง “พระสันตะปาปา” พระองค์ใหม่
ม็อบ GEN Z ลุกฮือ เนปาลวอดวายในกองเพลิง

เดือนกันยายน เนปาลตกอยู่ในวิกฤตทางการเมือง โดยเมื่อวันที่ 4 กันยายน รัฐบาลประกาศแบนโซเชียลมีเดีย 26 แพลตฟอร์ม โดยอ้างถึงการไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับการลงทะเบียนใหม่ของกระทรวงการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ แต่กลุ่มหนุ่มสาวมองว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความพยายามปิดปากผู้เห็นต่าง ปราบปรามการวิพากษ์วิจารณ์รัฐ และโดดเดี่ยวกลุ่มหนุ่มสาวในประเทศออกจากโลกของการสื่อสาร ท่ามกลางปัญหาความเหลื่อมล้ำและอัตราการว่างงานของหนุ่มสาว ส่งผลให้วันที่ 8 กันยายน เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ทั่วกรุงกาฐมาณฑุและเมืองอื่น ๆ ของเนปาล โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนหนุ่มสาว Gen Z
แม้ทางการเร่งยกเลิกคำสั่งแบนโซเชียลมีเดีย ภายในวันเดียวกันกับที่ความรุนแรงปะทุขึ้น และนายกรัฐมนตรี เค.พี. ชาร์มา โอลิ ประกาศลาออก แต่การประท้วงยังคงลุกลาม เผาบ้านของครอบครัวที่ร่ำรวยและมีอิทธิพลทางการเมืองในกรุงกาฐมาณฑุ รวมไปถึงอาคารรัฐสภาและสถานที่สำคัญอื่น ๆ
ความโกรธแค้นส่วนใหญ่มุ่งเป้าไปที่ ‘เด็กเนโป’ ซึ่งเป็นคุณหนู ลูกหลานที่มีสิทธิพิเศษ และมีเส้นสายของชาวเนปาลผู้มั่งคั่ง โพสต์อวดไลฟ์สไตล์หรูหราบนโซเชียลมีเดีย
อย่างไรก็ดี กลุ่ม Gen Z Nepal, Hami Nepal และ How to Desh Bikas รวมถึงคอนเทนต์ครีเอเตอร์หนุ่มสาวหลายคน ออกแถลงการณ์ว่า การปล้นทำลายทรัพย์สินและความรุนแรงนี้ไม่ได้เป็นฝีมือของตน แต่เกิดจากกองกำลังที่ฉวยโอกาส
กระทั่งวันที่ 12 กันยายน เนปาลได้ผู้นำชั่วคราวคนใหม่ คือ นางสุศิลา คาร์กี อดีตประธานศาลฎีกา สาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีชั่วคราว โดยประกาศว่าจะดำรงตำแหน่งไม่เกิน 6 เดือน ก่อนถ่ายโอนอำนาจให้รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งกำหนดจัดขึ้นวันที่ 5 มีนาคม 2026 (อ่านต่อ)
เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้มีผู้เสียชีวิต 74 ราย และบาดเจ็บมากกว่า 2,113 ราย
มีสถานที่สำคัญถูกเผาวอดมากมาย อาทิ โรงแรมฮิลตัน กาฐมาณฑุ (Hilton Hotel Kathmandu) โรงแรม 5 ดาว แลนด์มาร์กสำคัญของเมืองกาฐมาณฑุ เมืองหลวงประเทศเนปาล เป็นสัญลักษณ์แห่งความมุ่งมั่นและความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อวันที่ 9 กันยายน กลุ่มผู้ประท้วงได้จุดไฟเผาโรงแรมฮิลตัน โดยเชื่อว่าโรงแรมดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ของทุนนิยม ต้นตอความเหลื่อมล้ำและกระบวนการทุจริต ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนอีลิตที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล โดยเชื่อกันว่า นายชัยวีร์ เดอูบา (Jayveer Deuba) เด็กเนโป บุตรชายของอดีตนายกรัฐมนตรีเชอร์ บาฮาดูร์ เดอูบา (Sher Bahadur Deuba) ถือหุ้นในโรงแรมฮิลตัน
อ่านต่อ : รวมธุรกิจวอดวายในกองไฟ “มือเพลิง Gen Z” ลุกฮือเผากรุงกาฐมาณฑุ ?
อ่านต่อ : GenZ Protest จาก เทวรัฐสุดท้าย สู่ รัฐล้มเหลว เพราะแบนเทคโนโลยี ?
นายกหญิงคนแรกของญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ‘ซานาเอะ ทาคาอิจิ’ ได้รับการโหวตเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party : LDP) และสามารถรวมเสียงกับพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคอิชิน หรือนวัตกรรมญี่ปุ่น (Japan Innovation) ได้ เมื่อหัวหน้าพรรคอิชิน ประกาศในวันที่ 20 ตุลาคมว่า ตกลงที่จะจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรค LDP ทำให้วันที่ 21 ตุลาคม ซานาเอะ ทาคาอิจิ กลายเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น หลังได้เสียงโหวตจาก สส. เกินกึ่งหนึ่ง
ทาคาอิจิมีชื่อเสียงจากการเป็นนักการเมืองหัวอนุรักษนิยมสุดโต่ง ซึ่งคัดค้านกฎหมายอนุญาตให้สตรีที่แต่งงานแล้วยังสามารถใช้ชื่อสกุลเดิมได้ โดยยืนยันว่า กฎหมายดังกล่าวเป็นการบ่อนทำลายประเพณีครอบครัวแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น อีกทั้งยังต่อต้านการแต่งงานของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ และยังเป็นลูกศิษย์คนสำคัญของ ชินโซะ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับ
อ่านเพิ่มเติม : หญิงแกร่ง ขวาจัด ชาตินิยม : ทำความรู้จัก ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกฯหญิงคนแรกญี่ปุ่น
อย่างไรก็ดี ชาตินิยมกลับนำพาไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหม่ เมื่อทาคาอิจิกล่าวในรัฐสภาว่า หากจีนโจมตีไต้หวัน ถือเป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น อาจก่อให้เกิดการตอบโต้ทางทหาร ส่งผลให้วันที่ 19 พฤศจิกายน รัฐบาลจีนประกาศระงับการนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นทั้งหมด (อ่านต่อ)
นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นภาคที่สำคัญต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นอย่างมาก และชาวจีนก็เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวรายใหญ่ เมื่อรัฐบาลจีนขอให้สายการบินต่าง ๆ ลดจำนวนเที่ยวบินไปญี่ปุ่นต่อเนื่อง จนถึงเดือนมีนาคม 2026 ส่งผลให้ผลกระทบสะสมอาจสูงถึง 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.9 แสนล้านบาท) (อ่านต่อ)
อ่านเพิ่มเติม : จับตา ‘ซานาเอะโนมิกส์’ สับสน-ย้อนแย้งจนไร้พลัง
เฟดลดดอกเบี้ย 3 ครั้งติดในพายุการเมือง

วันที่ 17 กันยายน 2025 เวลา 14.00 น. ตามเวลา EDT สหรัฐอเมริกา ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) เผยผลการประชุมตัดสินใจนโยบายการเงินว่า ที่ประชุมมีมติ 11 ต่อ 1 ให้ลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ตามคาดทำให้อัตราอยู่ที่ 4% ถึง 4.25% โดยให้น้ำหนักกับการเติบโตของงานที่อ่อนแอลง นับเป็นการลดครั้งแรกในปี 2025 (อ่านต่อ)
ต่อมา ในวันที่ 29 ตุลาคม 2025 มติ 10 ต่อ 2 ให้ลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ตามที่ตลาดคาดการณ์ ทำให้อัตราอยู่ที่กรอบ 3.75-4% โดยให้น้ำหนักกับฝั่งแรงงาน เพื่อชะลอการอ่อนแรงของตลาดแรงงาน ถือเป็นการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างระมัดระวัง (อ่านต่อ)
และล่าสุด เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2025 ที่ประชุม FOMC มีมติ 9 ต่อ 3 ลดดอกเบี้ย 0.25% ตามที่ตลาดคาดการณ์ ทำให้อยู่ในกรอบ 3.50-3.75% ถือเป็นการลดติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3 ของปีนี้ (อ่านต่อ)
รายงานการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือดอตพลอต (Dot Plot) แสดงให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่ยังคงมองว่า จะมีการลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวในปี 2026 ในอัตรา 0.25% ตามคาดการณ์ในเดือนกันยายน
ขณะที่ เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ซึ่งกำลังจะหมดวาระลงในเดือนพฤษภาคม 2026 ย้ำการตัดสินใจในปีหน้าว่า อาจจะชะลอการลดเพิ่มสำหรับเจ้าหน้าที่ที่มองหาสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับทิศทางของตลาดแรงงานและอัตราเงินเฟ้อที่ ‘ยังคงอยู่ในระดับสูงพอสมควร’
ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์ว่าถูกกระแสการเมืองกดดันการทำงาน โดยประธานาธิบดีทรัมป์แสดงออกอย่างไม่ปิดบังว่าต้องการให้เฟดลดดอกเบี้ย และได้แต่งตั้งนายสตีเฟน มิแรน ประธานที่ปรึกษาสภาเศรษฐกิจทำเนียบขาวนั่งใน FOMC ซึ่งต้องการให้ลดดอกเบี้ย 0.50% ในสองครั้งหลังของปีนี้
อ่านเพิ่มเติม : ทรัมป์ส่งจดหมาย เขียนลายมือ กดดันเฟดลดดอกเบี้ย ยกเทียบไทย
ความขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา

ช่วงครึ่งหลังของปี 2025 สื่อต่างประเทศล้วนให้ความสนใจกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา อย่างกว้างขวาง โดยเริ่มจากเหตุการณ์ปะทะกัน เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม บริเวณพื้นที่ช่องบก ซึ่งยังไม่มีการแบ่งเขตแดนไทย-กัมพูชาอย่างเป็นทางการ และสองฝ่ายอ้างสิทธิทับซ้อนมาโดยตลอด ส่งผลให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 ราย
เหตุการณ์ตึงเครียด เมื่อมีการเผยแพร่คลิปเสียงสนทนาระหว่าง แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทยในขณะนั้น กับสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ทำให้แพทองธารถูกศาลรัฐธรรมนูญปลดจากตำแหน่งในวันที่ 29 สิงหาคม (อ่านต่อ)
การปะทะกันตามแนวชายแดนเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และยกระดับความรุนแรงอย่างไม่จบสิ้นตลอดเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ประธานาธิบดีทรัมป์ ผู้เปิดเผยอย่างชัดเจนถึงความต้องการรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เข้ามาเป็นผู้ประสานงานโดยใช้มาตรการภาษีต่างตอบโต้กดดันไทยและกัมพูชาให้หยุดความขัดแย้งลง จนตกลงหยุดยิง เมื่อปลายกรกฎาคม
นำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงเพิ่มเติมในปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย กับฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยมีทรัมป์ และอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน ลงนามในฐานะสักขีพยาน ในงานอาเซียนซัมมิต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม (อ่านต่อ)
ต่อมา ไทยระงับปฏิญญาเมื่อ 11 พฤศจิกายน จากเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดอีกครั้ง กระทั่งความขัดแย้งปะทุอีกครั้งเมื่อ 7 ธันวาคม ต่างฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน
แม้ทรัมป์จะยกภาษีขึ้นมาขู่อีกครั้งแต่ก็ยังไม่สามารถระงับความขัดแย้งดังกล่าวได้ ล่าสุดวันที่ 22 ธันวาคม ผลการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ไทยและกัมพูชาไร้ข้อตกลงยุติสู้รบ ในการหารือนาน 2 ชั่วโมง
สองประเทศตกลงประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee : GBC) ในวันที่ 24-27 ธันวาคม เพื่อหารือถึงความเป็นไปได้ในการกลับมาหยุดยิงอีกครั้ง จนสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิง โดยมีผลตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่ 27 ธันวาคม 2025 และจะมีการติดตามและเฝ้าสังเกตการณ์การหยุดยิงเป็นระยะเวลา 72 ชั่วโมง ยังคงเป็นประเด็นร้อนระอุที่ยังคงต้องติดตามต่อไป
นอกจากบทบาทของสหรัฐในความขัดแย้ง ยังมีจีนที่มีบทบาทในการไกล่เกลี่ย หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศจีน โทรศัพท์คุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยและกัมพูชาระบุว่า การปะทะระลอกล่าสุดเกินกว่าครั้งที่ผ่านมาอย่างมาก โดยเรียกร้องให้สองฝ่ายหยุดยิงโดยเร็วที่สุด ตลอดจนหวังว่าทั้งสองประเทศจะใช้มาตรการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรับประกันความปลอดภัยของโครงการและบุคลากรของจีน พร้อมกันนี้ได้ส่งทูตพิเศษเยือนสองประเทศ