เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กทม. ลุยผังเมืองใหม่ “รายบล็อก” ทั่วกรุง นำร่อง 8 พื้นที่แก้สาธารณูปโภค-รับมือน้ำท่วม
Real Estate กทม. ลุยผังเมืองใหม่ “รายบล็อก” ทั่วกรุง นำร่อง 8 พื้นที่แก้สาธารณูปโภค-รับมือน้ำท่วม
ศุภาลัย คัมแบกคอนโดฯเชียงใหม่ เปิดตัว “TYME” ห้องใหญ่-ออกแบบต้านแผ่นดินไหว พรีเซล 21-22 พ.ย.นี้
Real Estate ศุภาลัย คัมแบกคอนโดฯเชียงใหม่ เปิดตัว “TYME” ห้องใหญ่-ออกแบบต้านแผ่นดินไหว พรีเซล 21-22 พ.ย.นี้
VING : เปลี่ยนไอเดียจากสนามวิ่ง สู่แบรนด์ไทยที่อยากให้โลกรู้จัก
Business VING : เปลี่ยนไอเดียจากสนามวิ่ง สู่แบรนด์ไทยที่อยากให้โลกรู้จัก
ชาตราเบอร์ 5 หนุน รร.ฝึกอาชีพ กทม. มอบวัตถุดิบปั้นบาริสต้าหน้าใหม่ พร้อมเดินเกมรุกตลาดผู้ประกอบการ
Biz Movement ชาตราเบอร์ 5 หนุน รร.ฝึกอาชีพ กทม. มอบวัตถุดิบปั้นบาริสต้าหน้าใหม่ พร้อมเดินเกมรุกตลาดผู้ประกอบการ
หุ้นไทยปิดพุ่ง 16.36 จุด แรงซื้อบิ๊กแคปหนุน จับตาฟันด์โฟลว์ไหลเข้าจากอินโดฯ
Finance หุ้นไทยปิดพุ่ง 16.36 จุด แรงซื้อบิ๊กแคปหนุน จับตาฟันด์โฟลว์ไหลเข้าจากอินโดฯ
CP ขอสิ้นสุดสัญญา ‘อีอีซี’ รับสภาพไฮสปีด 3 สนามบินส่อล่ม
Economic CP ขอสิ้นสุดสัญญา ‘อีอีซี’ รับสภาพไฮสปีด 3 สนามบินส่อล่ม
SMEs ลำพูนขานรับ กขค. คุมเครดิตเทอม จี้ลด VAT เกษตรเหลือ 3%
เศรษฐกิจภูมิภาค SMEs ลำพูนขานรับ กขค. คุมเครดิตเทอม จี้ลด VAT เกษตรเหลือ 3%
ไทยสมุทรฯ ส่งประกันออมทรัพย์ 10/4 จ่ายเบี้ย 4 ปี รับเงินคืน 20% ทุกปี ชูสิทธิลดหย่อนภาษี
Finance ไทยสมุทรฯ ส่งประกันออมทรัพย์ 10/4 จ่ายเบี้ย 4 ปี รับเงินคืน 20% ทุกปี ชูสิทธิลดหย่อนภาษี
ราคาทองวันนี้ (26 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 250 บาท รูปพรรณบาทละ 65,150 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (26 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 250 บาท รูปพรรณบาทละ 65,150 บาท
‘ชัชชาติ’ โอดงบฯกลางเหลือแค่ 28 ล้าน จ่อขอสภาเพิ่ม 1.1 พันล้านจ่ายเยียวน้ำท่วม
Politics ‘ชัชชาติ’ โอดงบฯกลางเหลือแค่ 28 ล้าน จ่อขอสภาเพิ่ม 1.1 พันล้านจ่ายเยียวน้ำท่วม
ดูทั้งหมด

สรุปรวม 10 ประเด็นทั่วโลกตลอดปี 2025

28 ธ.ค. 2568 | 08:30น.

ปี 2025 เป็นปีที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงมากมายครอบคลุมรอบด้าน ทั้งในด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งมีทั้งสงครามการค้า และความขัดแย้งที่ใช้อาวุธห้ำหั่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในหลากหลายแง่มุม ‘ประชาชาติธุรกิจ’ สรุปรวมข่าวใหญ่ตลอดปี 2025 

 

ภาษีทรัมป์อาละวาดทั่วโลก

ภาพแฟ้ม REUTERS/Carlos Barria/File Photo

เปิดปี 2025 ด้วยการกลับมาในทำเนียบขาวของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังชนะการเลือกตั้งแลนด์สไลด์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 47 ทรัมป์กลับมาพร้อมกับลิสต์รายการเก็บภาษีศุลกากรจำนวนมาก ตามที่ได้หาเสียง

ในวันที่ 2 เมษายน ตามเวลาท้องถิ่น ทรัมป์กำหนดภาษีศุลกากรขั้นต่ำ (Baseline) 10% กับผู้ส่งออกทั้งหมดไปยังสหรัฐ และขู่เก็บภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ทั่วโลก (Reciprocal Tariffs) ประมาณ 60 ประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐมากที่สุด ซึ่งรวมถึงอัตราภาษีที่สูงขึ้นอย่างมากกับคู่ค้ารายใหญ่บางราย เช่น จีน รวมถึงสหภาพยุโรป (อียู) และเวียดนาม ขณะที่ไทยจะโดนเก็บที่อัตรา 37% เพื่อแก้ไขการค้าที่ไม่เป็นธรรม (อ่านต่อ) โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act : IEEPA)

หลังจากขู่และเลื่อนกำหนดเส้นตายมาหลายรอบ ในที่สุดเมื่อ 31 กรกฎาคม ตามเวลาท้องถิ่น ทรัมป์ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร ไทยถูกเรียกเก็บอยู่ที่อัตรา 19% จากเดิม 36% มีผลในอีก 7 วันหลังจากวันลงนามคำสั่ง (อ่านต่อ)

ขณะที่ประเทศสมาชิกอาเซียนประเทศอื่น ๆ เมียนมาและลาวถูกเรียกเก็บภาษีต่างตอบโต้สูงสุดในอาเซียนที่ 40% บรูไน 25% เวียดนาม 20% มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา อยู่ที่ 19% เท่าไทย และสิงคโปร์อยู่ที่อัตราฐาน 10%

นอกจากนี้แล้ว ยังมีภาษีสวมสิทธิ์ หรือภาษีทางผ่าน (Transshipment) ซึ่งหมายถึงภาษีที่สหรัฐเรียกเก็บจากสินค้าที่สหรัฐสงสัยว่ามีการ ‘สวมสิทธิ์’ หรือเปลี่ยนแปลงแหล่งกำเนิดสินค้า จากประเทศหนึ่งมายังประเทศผู้ส่งออก ก่อนส่งไปยังสหรัฐอีกที โดยมีเป้าหมายเพื่อสกัดกั้นสินค้าจีน ซึ่งชาติในอาเซียนส่วนใหญ่ถูกเก็บในอัตรา 40% 

ภาษีต่างตอบโต้ของทรัมป์ สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก ทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องส่งผู้แทนการค้าหรือผู้นำไปเจรจาต่อรองลดภาษี แลกกับการลงทุนในสหรัฐ 

อย่างไรก็ดี ขณะนี้ ‘ภาษีทรัมป์’ อยู่ในชั้นศาลสูงสุด ภายหลังศาลชั้นต้นตัดสินว่า ทรัมป์ไม่มีอำนาจในการเก็บภาษีดังกล่าว ที่เป็นอำนาจของสภา ตามที่กลุ่มธุรกิจผู้ส่งออกขนาดย่อมและทางการจากรัฐเดโมแครต 13 รัฐยื่นฟ้อง กำหนดตัดสินคดีภายในกลางปี 2026 และหากศาลตัดสินว่า ภาษีดังกล่าวมิชอบด้วยกฎหมาย สหรัฐอาจต้องคืนเงินภาษีทั้งหมดแก่ประเทศคู่ค้า

นอกจากนี้ ยังมีการเรียกเก็บเพิ่ม ภาษีรายเซกเตอร์ อาทิ ภาษีทองแดง เหล็กและอะลูมิเนียม รถยนต์ และอื่น ๆ อีก

 

สงครามการค้า สหรัฐ-จีนเดือดทั้งปี ลงเอยพักรบชั่วคราว 1 ปี

FILE PHOTO: U.S. President Donald Trump and Chinese President Xi Jinping are pictured in South Korea
FILE PHOTO: U.S. President Donald Trump and Chinese President Xi Jinping talk as they leave after a bilateral meeting at Gimhae International Airport, on the sidelines of the Asia-Pacific Economic Cooperation (APEC) summit, in Busan, South Korea, October 30, 2025. REUTERS/Evelyn Hockstein/File Photo/File Photo

โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเป็นตัวละครที่โดดเด่นเสมอมา ย้อนกลับไป คืนวันที่ 22 มีนาคม 2018 ในสมัยแรก ทรัมป์ลงนามในคำสั่งประธานาธิบดี เพิ่มภาษีนำเข้าจากประเทศจีนต่อสินค้าจากจีนกว่า 1,300 รายการ อ้างว่าเป็นการลงโทษจีน จากกรณีการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทอเมริกันในสหรัฐ (อ่านต่อ)

ในปี 2025 นี้เอง สงครามการค้าสหรัฐ-จีน ประทุขึ้นอีกครั้ง ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีจีนสูงสุดอยู่ที่ 145% ทางฝั่งจีนขู่กลับจบที่ 125% หลังจากนั้นสองฝ่ายเจรจาเพื่อลดกำแพงภาษี ผ่อนคลายมาตรการควบคุมการส่งออกในสินค้ายุทธศาสตร์ทั้งในนครเจนีวา ลอนดอน สตอล์กโฮม และมาดริด

ในสมัยแรกทรัมป์เน้นไปที่การลดการขาดดุลการค้าและการบังคับให้จีนซื้อสินค้าเกษตร แต่ในสมัยที่ 2 นี้ ทรัมป์เน้นไปที่การ “สกัดกั้นไม่ให้จีนขึ้นเป็นผู้นำโลกด้านเทคโนโลยี” และการนำโรงงานผลิตกลับสู่สหรัฐอย่างเต็มรูปแบบ เฟนทานิล แร่หายาก (แรร์เอิร์ท) และชิปปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการค้าและภาษี

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นที่นครปูซาน เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 30 ตุลาคม เมื่อทรัมป์พบหารือกับสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ที่สนามบินนานาชาติกิมแฮ นครปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ นอกรอบการประชุมเอเปค หลังหารือมาราธอนกว่า 90 นาที ได้ข้อสรุป ลดภาษีเฟนทานิล 10% จาก 20% หรือลดลงครึ่งหนึ่ง ทำให้ขณะนี้ภาษีสินค้าจีนที่รวมอัตราฐานอยู่ที่ 30-34 % รวมถึงยกเลิกอุปสรรคใด ๆ จากจีนในการส่งออกแร่หายาก แลกกับที่สหรัฐจะยกเลิกการเพิ่มข้อจำกัดต่อบริษัทจีน และจีนเริ่มกลับมาซื้อถั่วเหลืองสหรัฐทันที รวมถึงซื้อข้าวฟ่างและสินค้าเกษตรอื่น ๆ ในจำนวนมหาศาล (อ่านต่อ)

วันที่ 1 พฤศจิกายน เว็บไซต์ทำเนียบขาวเผยแพร่ผลการหารือระหว่างทรัมป์และสี โดยในด้านภาษี จีนจะระงับภาษีตอบโต้ทั้งหมดที่ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม และสหรัฐจะระงับภาษีศุลกากรแบบต่างตอบโต้ที่สูงขึ้นสำหรับสินค้านำเข้าจากจีน จนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2026 หรือรวมทั้งสิ้น 1 ปี เป็นอันจบปลายปีอย่างสวยงาม สำหรับสองประเทศมหาอำนาจ

อ่านต่อ : อัพเดต ผลเจรจาการค้าสหรัฐและจีน แยกตามหมวด-จับตา ‘ศาลสูงสุด’ ไต่สวนคดีภาษี

 

ทรัมป์เดินสาย กระจายความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทานแรร์เอิร์ท

ประธานาธิบดีทรัมป์ ใช้เวลาช่วงปลายเดือนตุลาคมอย่างคุ้มค่า ในการทัวร์ประเทศแถบเอเชีย เพื่อลงนามในข้อตกลงร่วมกับชาติต่าง ๆ เกี่ยวกับแร่หายาก (แรร์เอิร์ท) ซึ่งเป็นวัสดุสำคัญในอุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อาทิ ชิปเอไอ เซมิคอนดักเตอร์ รถอีวี อุปกรณ์ใยแก้วนำแสง และเครื่องบินรบ ถือเป็นความพยายามในการต่อต้านการผูกขาดแร่หายากนี้จากประเทศจีน

สหรัฐและจีนตกอยู่ในความขัดแย้งเกี่ยวกับแรร์เอิร์ท ซึ่งรัฐบาลจีนทำการตอบโต้มาตรการภาษีศุลกากรของทรัมป์ ด้วยการจำกัดการส่งออกแรร์เอิร์ท และเข้มงวดในข้อจำกัดการส่งออกมากขึ้น เป็นเหตุให้สหรัฐต้องสร้างทางเลือกใหม่ในการจัดหาและผลิตแรร์เอิร์ท

แม้ว่าผู้บริหารอุตสาหกรรมและนักวิเคราะห์จะออกมาเตือนว่า การหาเครือข่ายเหมืองแร่และโรงกลั่นขนาดมหึมาเพื่อทดแทน จะไม่ใช่เรื่องง่ายและรวดเร็วก็ตาม แต่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ทรัมป์ก็เดินหน้าเจรจากรอบความร่วมมือและบันทึกความเข้าใจกับประเทศต่าง ๆ ดังนี้

วันที่ 21 ตุลาคม สหรัฐและออสเตรเลีย ลงนามกรอบการทำงานในการร่วมลงทุนในโครงการเหมืองแร่และโรงงานแปรรูปหลายแห่งในออสเตรเลีย ที่ทำเนียบขาว เพื่อเพิ่มการเข้าถึงแร่หายาก ตอบโต้การผูกขาดแรร์เอิร์ทของจีน เป็นการเปิดเกมมองหาพันธมิตรแรร์เอิร์ท

วันที่ 27 ตุลาคม ระหว่างอาเซียนซัมมิต ทรัมป์ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) การกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญระดับโลกและส่งเสริมการลงทุน กับประเทศไทย และประเทศมาเลเซีย อีกทั้งบันทึกข้อตกลงเรื่องภาษีต่างตอบโต้กับประเทศเวียดนาม และประเทศกัมพูชา ซึ่งมีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับแรร์เอิร์ทอยู่

วันที่ 28 ตุลาคม สหรัฐและญี่ปุ่น ลงนามกรอบความร่วมมือจัดหาแร่ธาตุสำคัญและแร่หายาก ระหว่างการเยือนญี่ปุ่นแบบทวิภาคีของทรัมป์

อ่านต่อ : เรารู้อะไรบ้างแล้ว เกี่ยวกับเกมการค้า แรร์เอิร์ท สหรัฐ-จีน

แผ่นดินไหวเขย่าเมียนมา

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ประมาณ 12.50 น. ตามเวลาท้องถิ่นเมียนมา เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.7 แมกนิจูด จุดศูนย์กลางอยู่ใกล้นครมัณฑะเลย์ เมืองใหญ่อันดับสองของประเทศและศูนย์กลางด้านวัฒนธรรม ตามมาด้วยอาฟเตอร์ช็อกหลายระลอก รวมถึงแผ่นดินไหวขนาด 6.7 แมกนิจูด บริเวณใกล้เคียงใน 12 นาทีต่อมา 

ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 3,600 รายและบาดเจ็บอีกหลายพันคน ตลอดจนโบราณสถานหลายแห่งพังเสียหาย รวมถึงสะพานอังวะที่สร้างในยุคอาณานิคมอังกฤษ

แรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนรับรู้ได้ถึงประเทศเพื่อนบ้านรวมถึงไทยและเวียดนาม ทำให้อาคารที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (หลังใหม่) บริเวณย่านการค้าตลาดนัดจตุจักร ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างถล่ม ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบรายรวมถึงแรงงานไทย

 

ดีลล่ม นิสสัน-ฮอนด้า ควบรวมกิจการไม่สำเร็จ

ฮอนด้า นิสสัน ภาพโดย REUTERS/Kim Kyung-Hoon
ฮอนด้า นิสสัน ภาพโดย REUTERS/Kim Kyung-Hoon

เมื่อปลายปี 2024 เกิดดีลใหญ่ท้ายปีในอุตสาหกรรมรถยนต์ เมื่อฮอนด้า มอเตอร์ (Honda Motor) และนิสสัน มอเตอร์ (Nissan Motor) แถลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 ธันวาคม 2024 เกี่ยวกับข้อตกลงการควบรวมกิจการในรูปแบบบริษัทโฮลดิ้ง เพื่อให้แข่งขันกับเทสลา (Tesla) และผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของจีนได้ดียิ่งขึ้น ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมรถยนต์

หากการเจรจาควบรวมสำเร็จจะเกิดกลุ่มยานยนต์ที่มียอดขายรถสูงสุดเป็นอันดับ 4 ของโลก มูลค่า 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2 ล้านล้านบาท) เป็นรองโตโยต้า โฟล์คสวาเกน และฮุนได

อย่างไรก็ดี ข้อตกลงดังกล่าวกลับเป็นเพียงแค่ฝัน เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ นิสสันและฮอนด้าโหวตยุติการเจรจาควบรวมกิจการอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ยังคงร่วมมือด้านยานยนต์ไฟฟ้าต่อไป (อ่านต่อ)

ต่อมาในเดือนพฤษภาคม นิสสันประกาศแผนปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ Re:Nissan โดยเตรียมปิดโรงงาน 7 แห่ง จาก 17 แห่ง ภายในปี 2027 รวมไปถึงโรงงานที่ออปปามะ ทางตอนใต้ของโตเกียว ถือเป็นการสิ้นสุดยุคของโรงงานผลิตรถยนต์ที่มีชื่อเสียงและขนาดใหญ่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ซึ่งผลิตรถยนต์ได้เกือบ 18 ล้านคัน เนื่องจากประสบปัญหายอดขายอ่อนแอในสหรัฐและจีน ส่งผลให้ขาดทุนอย่างมหาศาล (อ่านต่อ)

เดือนพฤศจิกายน นิสสันตกลงขายสำนักงานใหญ่ระดับโลกในเมืองโยโกฮามา มูลค่า 9.7 หมื่นล้านเยน (ราว 20,000 ล้านบาท) ให้กับกลุ่มบริษัทที่ได้รับการสนับสนุนจาก Minth Group ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์สัญชาติไต้หวัน (อ่านต่อ)

 

โป๊ปฟรานซิส กลับสู่อ้อมกอดพระเจ้า – โป๊ปเลโอ 14 ชาวอเมริกันองค์แรก

ภาพวาติกัน มีเดียผ่านทางเอพี

เป็นข่าวเศร้าในกลุ่มศริสต์ศาสนิกชน เมื่อวันที่ 21 เมษายน สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส (Pope Francis) สิ้นพระชนม์ ขณะมีพระชนม์มายุ 88 พรรษา โดยก่อนหน้านี้ในเดือนกุมภาพันธ์ พระองค์เข้ารักษาพระอาการประชวรหลอดลมอักเสบ และมีพระอาการแย่ลงเรื่อย ๆ จนแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคปอดอักเสบ (อ่านต่อ)

เมื่อโป๊ปกลับสู่อ้อมกอดพระผู้เป็นเจ้า การประชุมเลือกตั้งพระสันตะปาปา (The Conclave) จึงเกิดขึ้น พระคาร์ดินัลจากทั่วโลกเดินทางมายังกรุงโรม เพื่อเข้าร่วมการประชุมลับเลือกสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ ซึ่งจัดขึ้นที่โบสถ์น้อยซิสทีนตามธรรมเนียม โดยเฉลี่ยแล้วมักจะใช้เวลา 2-4 วัน พระคาร์ดินัลที่เข้าร่วมจะถูกห้ามไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอกโดยสิ้นเชิงจนกว่าจะมีโป๊ปองค์ใหม่ 

กระทั่งวันที่ 9 พฤษภาคม หลังประชุมยาวนาน 2 วัน ควันสีขาวก็ลอยออกมาจากปล่องควันของโบสถ์น้อยซิสทีน “เรามีพระสันตะปาปาแล้ว !” พระคาร์ดินัล โรเบิร์ต พรีโวสต์ วัย 69 ปี กลายเป็นพระสันตะปาปาชาวอเมริกันพระองค์แรกในประวัติศาสตร์ พระองค์เลือกพระนามว่า “สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14” ผู้นำคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิกคนที่ 267 (อ่านต่อ)

พระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ถูกมองว่า เป็นนักบวชสายกลางที่มีแนวคิดใกล้เคียงกับพระสันตะปาปาฟรานซิส ทรงมีพื้นเพจากเมืองชิคาโก ทรงอุทิศชีวิตส่วนใหญ่เป็นมิชชันนารีในเปรูยาวนานกว่า 15 ปี จนได้รับการแต่งตั้งจากพระสันตะปาปาฟรานซิสให้เป็น บิชอปแห่งชิกลาโย ในเปรูเมื่อปี 2014

พระองค์ยึดมั่นในหลักคำสอนดั้งเดิมมากกว่าโป๊ปฟรานซิส เช่น การคัดค้านการบวชสตรีเป็นมัคนายก และการไม่รับรองการสมรสเพศเดียวกันในพิธีกรรมทางศาสนา

อ่านเพิ่มเติม : โป๊ปทรงเผยเหตุผล เลือกพระนาม ‘เลโอ’

อ่านเพิ่มเติม : เปิดกระบวนการเลือกผู้สืบทอดตำแหน่ง “พระสันตะปาปา” พระองค์ใหม่

 

ม็อบ GEN Z ลุกฮือ เนปาลวอดวายในกองเพลิง

(AP Photo/Niranjan Shrestha)

เดือนกันยายน เนปาลตกอยู่ในวิกฤตทางการเมือง โดยเมื่อวันที่ 4 กันยายน รัฐบาลประกาศแบนโซเชียลมีเดีย 26 แพลตฟอร์ม โดยอ้างถึงการไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับการลงทะเบียนใหม่ของกระทรวงการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ แต่กลุ่มหนุ่มสาวมองว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความพยายามปิดปากผู้เห็นต่าง ปราบปรามการวิพากษ์วิจารณ์รัฐ และโดดเดี่ยวกลุ่มหนุ่มสาวในประเทศออกจากโลกของการสื่อสาร ท่ามกลางปัญหาความเหลื่อมล้ำและอัตราการว่างงานของหนุ่มสาว ส่งผลให้วันที่ 8 กันยายน เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ทั่วกรุงกาฐมาณฑุและเมืองอื่น ๆ ของเนปาล โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนหนุ่มสาว Gen Z 

แม้ทางการเร่งยกเลิกคำสั่งแบนโซเชียลมีเดีย ภายในวันเดียวกันกับที่ความรุนแรงปะทุขึ้น และนายกรัฐมนตรี เค.พี. ชาร์มา โอลิ ประกาศลาออก แต่การประท้วงยังคงลุกลาม เผาบ้านของครอบครัวที่ร่ำรวยและมีอิทธิพลทางการเมืองในกรุงกาฐมาณฑุ รวมไปถึงอาคารรัฐสภาและสถานที่สำคัญอื่น ๆ 

ความโกรธแค้นส่วนใหญ่มุ่งเป้าไปที่ ‘เด็กเนโป’ ซึ่งเป็นคุณหนู ลูกหลานที่มีสิทธิพิเศษ และมีเส้นสายของชาวเนปาลผู้มั่งคั่ง โพสต์อวดไลฟ์สไตล์หรูหราบนโซเชียลมีเดีย  

อย่างไรก็ดี กลุ่ม Gen Z Nepal, Hami Nepal และ How to Desh Bikas รวมถึงคอนเทนต์ครีเอเตอร์หนุ่มสาวหลายคน ออกแถลงการณ์ว่า การปล้นทำลายทรัพย์สินและความรุนแรงนี้ไม่ได้เป็นฝีมือของตน แต่เกิดจากกองกำลังที่ฉวยโอกาส

กระทั่งวันที่ 12 กันยายน เนปาลได้ผู้นำชั่วคราวคนใหม่ คือ นางสุศิลา คาร์กี อดีตประธานศาลฎีกา สาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีชั่วคราว โดยประกาศว่าจะดำรงตำแหน่งไม่เกิน 6 เดือน ก่อนถ่ายโอนอำนาจให้รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งกำหนดจัดขึ้นวันที่ 5 มีนาคม 2026 (อ่านต่อ)

เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้มีผู้เสียชีวิต 74 ราย และบาดเจ็บมากกว่า 2,113 ราย

มีสถานที่สำคัญถูกเผาวอดมากมาย อาทิ โรงแรมฮิลตัน กาฐมาณฑุ (Hilton Hotel Kathmandu) โรงแรม 5 ดาว แลนด์มาร์กสำคัญของเมืองกาฐมาณฑุ เมืองหลวงประเทศเนปาล เป็นสัญลักษณ์แห่งความมุ่งมั่นและความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อวันที่ 9 กันยายน กลุ่มผู้ประท้วงได้จุดไฟเผาโรงแรมฮิลตัน โดยเชื่อว่าโรงแรมดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ของทุนนิยม ต้นตอความเหลื่อมล้ำและกระบวนการทุจริต ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนอีลิตที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล โดยเชื่อกันว่า นายชัยวีร์ เดอูบา (Jayveer Deuba) เด็กเนโป บุตรชายของอดีตนายกรัฐมนตรีเชอร์ บาฮาดูร์ เดอูบา (Sher Bahadur Deuba) ถือหุ้นในโรงแรมฮิลตัน

อ่านต่อ : รวมธุรกิจวอดวายในกองไฟ “มือเพลิง Gen Z” ลุกฮือเผากรุงกาฐมาณฑุ ?

อ่านต่อ : GenZ Protest จาก เทวรัฐสุดท้าย สู่ รัฐล้มเหลว เพราะแบนเทคโนโลยี ?

 

นายกหญิงคนแรกของญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ‘ซานาเอะ ทาคาอิจิ’ ได้รับการโหวตเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party : LDP) และสามารถรวมเสียงกับพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคอิชิน หรือนวัตกรรมญี่ปุ่น (Japan Innovation) ได้ เมื่อหัวหน้าพรรคอิชิน ประกาศในวันที่ 20 ตุลาคมว่า ตกลงที่จะจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรค LDP ทำให้วันที่ 21 ตุลาคม ซานาเอะ ทาคาอิจิ กลายเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น หลังได้เสียงโหวตจาก สส. เกินกึ่งหนึ่ง

ทาคาอิจิมีชื่อเสียงจากการเป็นนักการเมืองหัวอนุรักษนิยมสุดโต่ง ซึ่งคัดค้านกฎหมายอนุญาตให้สตรีที่แต่งงานแล้วยังสามารถใช้ชื่อสกุลเดิมได้ โดยยืนยันว่า กฎหมายดังกล่าวเป็นการบ่อนทำลายประเพณีครอบครัวแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น อีกทั้งยังต่อต้านการแต่งงานของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ และยังเป็นลูกศิษย์คนสำคัญของ ชินโซะ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับ

อ่านเพิ่มเติม : หญิงแกร่ง ขวาจัด ชาตินิยม : ทำความรู้จัก ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกฯหญิงคนแรกญี่ปุ่น

อย่างไรก็ดี ชาตินิยมกลับนำพาไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหม่ เมื่อทาคาอิจิกล่าวในรัฐสภาว่า หากจีนโจมตีไต้หวัน ถือเป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น อาจก่อให้เกิดการตอบโต้ทางทหาร ส่งผลให้วันที่ 19 พฤศจิกายน รัฐบาลจีนประกาศระงับการนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นทั้งหมด (อ่านต่อ)

นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นภาคที่สำคัญต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นอย่างมาก และชาวจีนก็เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวรายใหญ่ เมื่อรัฐบาลจีนขอให้สายการบินต่าง ๆ ลดจำนวนเที่ยวบินไปญี่ปุ่นต่อเนื่อง จนถึงเดือนมีนาคม 2026 ส่งผลให้ผลกระทบสะสมอาจสูงถึง 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.9 แสนล้านบาท) (อ่านต่อ)

อ่านเพิ่มเติม : จับตา ‘ซานาเอะโนมิกส์’ สับสน-ย้อนแย้งจนไร้พลัง

 

เฟดลดดอกเบี้ย 3 ครั้งติดในพายุการเมือง

อาคารธนาคารกลางสหรัฐ
อาคารธนาคารกลางสหรัฐ (ภาพโดย Joshua Roberts/REUTERS)

วันที่ 17 กันยายน 2025 เวลา 14.00 น. ตามเวลา EDT สหรัฐอเมริกา ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) เผยผลการประชุมตัดสินใจนโยบายการเงินว่า ที่ประชุมมีมติ 11 ต่อ 1 ให้ลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ตามคาดทำให้อัตราอยู่ที่ 4% ถึง 4.25% โดยให้น้ำหนักกับการเติบโตของงานที่อ่อนแอลง นับเป็นการลดครั้งแรกในปี 2025 (อ่านต่อ)

ต่อมา ในวันที่ 29 ตุลาคม 2025 มติ 10 ต่อ 2 ให้ลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ตามที่ตลาดคาดการณ์ ทำให้อัตราอยู่ที่กรอบ 3.75-4% โดยให้น้ำหนักกับฝั่งแรงงาน เพื่อชะลอการอ่อนแรงของตลาดแรงงาน ถือเป็นการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างระมัดระวัง (อ่านต่อ)

และล่าสุด เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2025 ที่ประชุม FOMC มีมติ 9 ต่อ 3 ลดดอกเบี้ย 0.25% ตามที่ตลาดคาดการณ์ ทำให้อยู่ในกรอบ 3.50-3.75%  ถือเป็นการลดติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3 ของปีนี้ (อ่านต่อ)

รายงานการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือดอตพลอต (Dot Plot) แสดงให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่ยังคงมองว่า จะมีการลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวในปี 2026 ในอัตรา 0.25% ตามคาดการณ์ในเดือนกันยายน

ขณะที่ เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ซึ่งกำลังจะหมดวาระลงในเดือนพฤษภาคม 2026 ย้ำการตัดสินใจในปีหน้าว่า อาจจะชะลอการลดเพิ่มสำหรับเจ้าหน้าที่ที่มองหาสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับทิศทางของตลาดแรงงานและอัตราเงินเฟ้อที่ ‘ยังคงอยู่ในระดับสูงพอสมควร’

ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์ว่าถูกกระแสการเมืองกดดันการทำงาน โดยประธานาธิบดีทรัมป์แสดงออกอย่างไม่ปิดบังว่าต้องการให้เฟดลดดอกเบี้ย และได้แต่งตั้งนายสตีเฟน มิแรน ประธานที่ปรึกษาสภาเศรษฐกิจทำเนียบขาวนั่งใน FOMC ซึ่งต้องการให้ลดดอกเบี้ย 0.50% ในสองครั้งหลังของปีนี้ 

อ่านเพิ่มเติม : ทรัมป์ส่งจดหมาย เขียนลายมือ กดดันเฟดลดดอกเบี้ย ยกเทียบไทย

 

ความขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา

(AP Photo/Mark Schiefelbein, File)

ช่วงครึ่งหลังของปี 2025 สื่อต่างประเทศล้วนให้ความสนใจกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา อย่างกว้างขวาง โดยเริ่มจากเหตุการณ์ปะทะกัน เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม บริเวณพื้นที่ช่องบก ซึ่งยังไม่มีการแบ่งเขตแดนไทย-กัมพูชาอย่างเป็นทางการ และสองฝ่ายอ้างสิทธิทับซ้อนมาโดยตลอด ส่งผลให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 ราย 

เหตุการณ์ตึงเครียด เมื่อมีการเผยแพร่คลิปเสียงสนทนาระหว่าง แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทยในขณะนั้น กับสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ทำให้แพทองธารถูกศาลรัฐธรรมนูญปลดจากตำแหน่งในวันที่ 29 สิงหาคม (อ่านต่อ) 

การปะทะกันตามแนวชายแดนเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และยกระดับความรุนแรงอย่างไม่จบสิ้นตลอดเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ประธานาธิบดีทรัมป์ ผู้เปิดเผยอย่างชัดเจนถึงความต้องการรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เข้ามาเป็นผู้ประสานงานโดยใช้มาตรการภาษีต่างตอบโต้กดดันไทยและกัมพูชาให้หยุดความขัดแย้งลง จนตกลงหยุดยิง เมื่อปลายกรกฎาคม

นำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงเพิ่มเติมในปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย กับฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยมีทรัมป์ และอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน ลงนามในฐานะสักขีพยาน ในงานอาเซียนซัมมิต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม (อ่านต่อ)

ต่อมา ไทยระงับปฏิญญาเมื่อ 11 พฤศจิกายน จากเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดอีกครั้ง กระทั่งความขัดแย้งปะทุอีกครั้งเมื่อ 7 ธันวาคม ต่างฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน 

แม้ทรัมป์จะยกภาษีขึ้นมาขู่อีกครั้งแต่ก็ยังไม่สามารถระงับความขัดแย้งดังกล่าวได้ ล่าสุดวันที่ 22 ธันวาคม ผลการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ไทยและกัมพูชาไร้ข้อตกลงยุติสู้รบ ในการหารือนาน 2 ชั่วโมง

สองประเทศตกลงประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee : GBC) ในวันที่ 24-27 ธันวาคม เพื่อหารือถึงความเป็นไปได้ในการกลับมาหยุดยิงอีกครั้ง จนสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิง โดยมีผลตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่ 27 ธันวาคม 2025 และจะมีการติดตามและเฝ้าสังเกตการณ์การหยุดยิงเป็นระยะเวลา 72 ชั่วโมง ยังคงเป็นประเด็นร้อนระอุที่ยังคงต้องติดตามต่อไป

นอกจากบทบาทของสหรัฐในความขัดแย้ง ยังมีจีนที่มีบทบาทในการไกล่เกลี่ย หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศจีน โทรศัพท์คุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยและกัมพูชาระบุว่า การปะทะระลอกล่าสุดเกินกว่าครั้งที่ผ่านมาอย่างมาก โดยเรียกร้องให้สองฝ่ายหยุดยิงโดยเร็วที่สุด ตลอดจนหวังว่าทั้งสองประเทศจะใช้มาตรการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรับประกันความปลอดภัยของโครงการและบุคลากรของจีน พร้อมกันนี้ได้ส่งทูตพิเศษเยือนสองประเทศ