Skip to content

วิเคราะห์ ‘สหรัฐ-เวเนซุเอลา’ ปฏิบัติการพิชิตน้ำมันหลังบ้าน

07 ม.ค. 2569 | 08:30น.
วิเคราะห์ ‘สหรัฐ-เวเนซุเอลา’ ปฏิบัติการพิชิตน้ำมันหลังบ้าน

เปิดปี 2026 อย่างสั่นสะท้านไปทั้งโลก ด้วยปฏิบัติการโจมตีสายฟ้าแลบ สหรัฐบุกกรุงการากัสของเวเนซุเอลา จับกุมประธานาธิบดี “นิโคลัส มาดูโร” ภายใน 2 ชั่วโมง 20 นาทีเศษ หลังจากฟูมฟักแผนนานหลายเดือน ใช้ทั้งโดรน สายลับ ตามด้วยปฏิบัติการทหารหน่วยพิเศษ โดยรวมสะท้อนสถานการณ์ด้านการเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศผ่านเลนส์ภูมิรัฐศาสตร์ที่น่าจับตาแห่งปีเลยทีเดียว

แผนการในเวเนซุเอลาของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ที่จะส่งยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของสหรัฐ เพื่อฟื้นฟูการผลิตน้ำมันที่หยุดชะงักและสร้างเสถียรภาพให้กับประเทศ พร้อมทั้งตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านพลังงานของอเมริกา มีความคล้ายคลึงกับความทะเยอทะยานในช่วงการบุกอิรัก ในปี 2003

ในครั้งนั้น ความมั่งคั่งที่คาดหวังกลับไม่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ ต้องเผชิญกับความวุ่นวายทางการเมือง ภัยคุกคามด้านความมั่นคง และโครงสร้างพื้นฐานที่ย่ำแย่

เปิดบทเรียนสหรัฐบุกหลายประเทศ

นักวิเคราะห์เตือนว่าการดำเนินงานในเวเนซุเอลาอาจไม่ง่ายไปกว่าอิรัก ซึ่งเควิน บุ๊ก ผู้จัดการทั่วไปจากบริษัทวิจัย ClearView Energy Partners ระบุว่า

“บทเรียนที่ชัดเจนจากอิรัก คือ ต้องมีเสถียรภาพและสามารถประเมินความเสี่ยงได้ ก่อนที่จะเริ่มการผลิต”

หากไม่มีสิ่งนี้ บริษัทต่าง ๆ อาจไม่กระตือรือร้นที่จะทุ่มเงินลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ ตามที่ทรัมป์คาดหวัง

ในอดีต ความพยายามของสหรัฐในการปกครองประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะโดยทางลับ หรือโดยเปิดเผย มักไม่ประสบความสำเร็จ

ใน “ละตินอเมริกา การแทรกแซงของสหรัฐ มักจบลงด้วยผลลัพธ์ที่ไม่ดี เช่น กัวเตมาลา ในปี ค.ศ. 1954 หรือปี พ.ศ. 2497 การรัฐประหารที่สหรัฐสนับสนุน นำไปสู่ความขัดแย้งภายในประเทศนานหลายทศวรรษ”

อิรักและลิเบีย การปรากฏตัวของอเมริกาก็มาพร้อมกับความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น

ลูคา เทรนตา ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของสหรัฐ จากมหาวิทยาลัยสวอนซี ในเวลส์ กล่าว

อย่างไรก็ดี ต่อมา นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐและรักษาการที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ ชี้แจงเมื่อวันที่ 4 มกราคมว่า สหรัฐอเมริกาจะไม่เข้าไปปกครองและบริหารเวเนซุเอลา นอกเหนือไปจากการเข้าควบคุมการค้าและการขนส่งน้ำมัน

บริษัทน้ำมันทั่วโลกจับตา

สำหรับสถานะของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ในปัจจุบัน เชฟรอน (Chevron) เป็นบริษัทสหรัฐเพียงแห่งเดียวที่ยังดำเนินงานอยู่ในเวเนซุเอลาภายใต้ข้อจำกัด แต่ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อแผนการใหม่

เอ็กซอนโมบิล (ExxonMobil) และโคโนโคฟิลลิปส์ (ConocoPhillips) เคยถอนตัวออกจากประเทศและถูกยึดทรัพย์สินไปเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน ทั้งสองบริษัทยังคงสงวนท่าทีและมองว่าเร็วเกินไปที่จะคาดการณ์เรื่องการลงทุนในอนาคต

ตามรายงานจากวอชิงตัน โพสต์ระบุว่า ศักยภาพมหาศาลท่ามกลางอุปสรรคหนักหนา เวเนซุเอลามีปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก ที่ประมาณ 3 แสนล้านบาร์เรล แต่การจะกลับไปสู่จุดสูงสุดของการผลิตต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 1 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 3 ล้านล้านบาท) และใช้เวลาเป็นทศวรรษ โดยมีอุปสรรคสำคัญดังนี้

1.คุณภาพน้ำมัน น้ำมันของเวเนซุเอลาเป็นชนิดหนัก (Heavy Crude) ซึ่งกลั่นยากและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ หรือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมาสูง

2.โครงสร้างพื้นฐาน ระบบไฟฟ้าของประเทศใกล้ล่มสลาย ซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการผลิตน้ำมันที่ต้องใช้พลังงานมหาศาล

3.อิทธิพลต่างชาติ ปัจจุบันบริษัทจากรัสเซียและจีนเข้ามามีบทบาทแทนที่บริษัทสหรัฐที่ออกไปจากประเทศ

และ 4.ความไม่แน่นอนของตลาด ในยุคที่ราคาน้ำมันค่อนข้างต่ำและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดกำลังดำเนินอยู่ บริษัทต่าง ๆ จึงระมัดระวังในการลงทุนระยะยาว

วาทะของทรัมป์อ้างว่า ระบอบสังคมนิยมขโมยอุตสาหกรรมน้ำมันที่สหรัฐสร้างขึ้น และยืนยันว่าบริษัทน้ำมันจะกลับเข้าไปเพื่อเอาน้ำมันกลับคืนมา สหรัฐจะได้รับเงินชดเชยสำหรับทุกสิ่งที่ลงทุนลงแรงไป

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเวเนซุเอลาผลิตน้ำมันได้เพียง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของผลผลิตโลก ส่วนใหญ่ถูกซื้อโดยจีน

แม้โอกาสในการทำกำไรจะมหาศาล แต่ผู้เชี่ยวชาญอย่าง ฟรานซิสโก โมนัลดี ผู้อำนวยการโครงการพลังงานละตินอเมริกัน จากมหาวิทยาลัย Rice ย้ำว่า สิ่งแรกที่คุณต้องการคือเสถียรภาพและความชัดเจนทางการเมือง หากปราศจากสัญญาที่เชื่อถือได้และโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้งานได้จริง

ดังนั้น วาทะ “Make Venezuela Great Again” ของทรัมป์ โดยการฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลาให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง อาจเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาอีกหลายปี

“บริษัทน้ำมันรายใหญ่ทุกแห่งในโลกและบริษัทขนาดเล็กบางแห่งจะจับตามองเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะมีเพียงไม่กี่แห่งบนโลก ที่จะสามารถเพิ่มการผลิตได้มากขนาดนี้” โมนัลดีกล่าว

วิเคราะห์ทรัมป์ตามรอยปูติน

จูเลียน บอร์เกอร์ ผู้สื่อข่าวต่างประเทศอาวุโสของเดอะ การ์เดียน เผยแพร่บทความ The “Putinization” of US foreign policy has arrived in Venezuela หรือ “การทำให้นโยบายต่างประเทศสหรัฐกลายเป็นแบบวลาดิมีร์ ปูติน (ประธานาธิบดีรัสเซีย) มาเยือนเวเนซุเอลาแล้ว” ระบุว่าความกลัวสงครามต่างแดนของทรัมป์ดูเหมือนกำลังจางหาย เขาชัดเจนว่าตื่นเต้นกับดราม่าของปฏิบัติการมาดูโร

มาดูโรเป็นเผด็จการที่บริหารรัฐแบบอำนาจนิยมมาตั้งแต่ปี 2013 โดยอาศัยการเลือกตั้งที่ถูกมองอย่างกว้างขวางว่าโกง แต่ข้อกล่าวหาเฉพาะเรื่องยาเสพติดที่สหรัฐยกขึ้นมาอ้างนั้น ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มองว่าอ่อนมาก และไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักพอ ทั้งภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศหรือกฎหมายสหรัฐเอง ที่จะใช้เป็นฐานความชอบธรรมในการโจมตีเวเนซุเอลา และลักพาตัวมาดูโร

ในถ้อยแถลงหลาย ๆ ครั้ง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งสื่อตะวันตกระบุว่า ทรัมป์เอ่ยคำว่า น้ำมันราว ๆ 70 ครั้ง ทรัมป์แสดงให้ชัดว่าอยากได้น้ำมันของเวเนซุเอลา มากกว่าจะมาจากความตั้งใจจะนำมาดูโรขึ้นศาล หรือมอบประชาธิปไตยให้ประชาชนเวเนซุเอลา

นักวิจารณ์ชาวรัสเซียเห็นว่าละตินอเมริกาอยู่ในเขตอิทธิพลของอเมริกา เช่นเดียวกับที่ยูเครนเคยอยู่ภายใต้เงามืดของรัสเซีย ซึ่งวลาดิมีร์ ปูติน คิดเช่นเดียวกันในกรณีชาติยุโรปตะวันออก ส่วนสี จิ้นผิง จะสรุปบทเรียนของตนเอง

ยิ่งตอกย้ำเมื่อทำเนียบขาวเผยลงรายละเอียดเป็นลายลักษณ์อักษร เกี่ยวกับการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนของนายรูบิโอ เผยแพร่เมื่อ 4 มกราคมย้ำว่า ประธานาธิบดีทรัมป์มีจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่ยอมให้ซีกโลกตะวันตก ซึ่งคือพื้นที่ที่สหรัฐอาศัยอยู่ (หลังบ้าน) กลายเป็นแหล่งหลบซ่อนของขบวนการค้ายา กลุ่มที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ หรือระบอบการเมืองที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐ

รัฐมนตรีต่างประเทศยืนยันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่สงครามกับเวเนซุเอลา แต่เป็นการต่อสู้กับองค์กรค้ายาเสพติดโดยตรง และไม่มีการตั้งกองกำลังสหรัฐในเวเนซุเอลา

เป้าหมายหลักของสหรัฐ คือการคุ้มครองผลประโยชน์แห่งชาติ ซึ่งในมุมของรัฐบาลทรัมป์นั้นสอดคล้องกับผลประโยชน์ของประชาชนเวเนซุเอลาด้วย และการไม่ฉวยใช้อุตสาหกรรมน้ำมันเป็นเครื่องมือสร้างรายได้ให้ศัตรูของสหรัฐ

กังวล “กรีนแลนด์” เป้าต่อไป

สหรัฐย้ำว่าปฏิบัติการนี้ไม่ใช่การรุกราน และไม่ใช่ปฏิบัติการทางทหารระยะยาว จึงไม่จำเป็นต้องขออนุมัติจากรัฐสภา

สิ่งที่สหรัฐจะพิจารณาไม่ใช่คำพูดหรือแถลงการณ์ แต่เป็นการกระทำจริง เช่น การลักลอบขนยาเสพติดหยุดลงหรือไม่ มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างหรือไม่ อิหร่านและฮิซบอลเลาะห์ถูกขับออกไปจริงหรือไม่ ซึ่งจนกว่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ สหรัฐจะยังคงใช้มาตรการกดดันต่อไป ทั้งการคว่ำบาตรด้านน้ำมัน การสกัดกั้นเรือขนยา และการบังคับใช้คำสั่งศาล

นอกจากนี้ สหรัฐยังจับตาอย่างใกล้ชิดทั้งสถานการณ์ในคิวบา โคลอมเบีย

เหตุการณ์โจมตีกรุงการากัสยังทำให้ “เมตเต เฟรเดอริกเซน” นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก ระบุว่า การที่สหรัฐจ้องเข้ายึดครองกรีนแลนด์ จะหมายถึงจุดจบขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) และความมั่นคงที่ได้รับจากการเป็นพันธมิตรกันมาตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองด้วย

ที่ผ่านมาทรัมป์แสดงออกอย่างไม่ปิดบัง สหรัฐจำเป็นต้องได้กรีนแลนด์เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ เนื่องจากทั้งจีนและรัสเซียต่างสร้างเขตอิทธิพลบนเกาะแล้ว โดยเมื่อธันวาคมปีที่แล้ว ผู้นำสหรัฐแต่งตั้งทูตพิเศษดูแลกิจการกรีนแลนด์รับผิดชอบภารกิจนำเอาเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภายใต้การปกครองของเดนมาร์กแห่งนี้มาเป็นของสหรัฐ

หากเจรจาภาษาทูตไม่เป็นผล ทรัมป์ก็ไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลัง

งานนี้โลกปั่นป่วนตั้งแต่ต้นปีเลยทีเดียว