ทรัมป์เรียกร้องเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม ประจำปีงบประมาณ 2027 ขึ้นเป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 50% ของปีงบประมาณปัจจุบัน โดยระบุว่า จะมาจากรายได้ภาษีศุลกากร เพื่อสร้าง “กองทัพในฝัน” นับเป็นการเพิ่มงบฯทางการทหารครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐ นับตั้งแต่ปี 1951 ในช่วงสงครามเกาหลี
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เรียกร้องให้สหรัฐเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมสำหรับปี 2027 เป็น 1,500,000,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 47.23 ล้านล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% โดยทรัมป์ระบุว่า งบประมาณดังกล่าวจะมาจากรายได้ที่ได้จากภาษีนำเข้าที่เรียกเก็บในปี 2025 ที่ผ่านมา
ทรัมป์ระบุบนทรูทโซเชียล (Truth Social) วันที่ 7 มกราคม ตามเวลาท้องถิ่นว่า เพื่อผลประโยชน์ของชาติ งบประมาณทางการทหารสำหรับปี 2027 ไม่ควรอยู่ที่ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 31.49 ล้านล้านบาท) แต่ควรอยู่ที่ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 47.23 ล้านล้านบาท) ซึ่งจะช่วยให้สามารถสร้าง “กองทัพในฝัน” ที่สหรัฐสมควรได้รับมานานแล้ว และที่สำคัญกว่านั้นคือ จะทำให้ประเทศปลอดภัยและมั่นคง ไม่ว่าจะมีศัตรูใดก็ตาม
ทรัมป์ระบุว่า รายได้มหาศาลจากภาษีศุลกากร ทำให้สามารถเพิ่มงบประมาณไปอยู่ที่ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้อย่างง่ายดาย ในขณะเดียวกันก็สร้างกองกำลังทหารที่ไม่มีใครเทียบได้ อีกทั้งมีความสามารถในการชำระหนี้ และจ่ายเงินปันผลจำนวนมากให้กับผู้รักชาติที่มีรายได้ปานกลางในประเทศ
หากข้อเรียกร้องดังกล่าวกลายเป็นจริง จะนับเป็นการเพิ่มงบประมาณด้านการทหารครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาของสหรัฐ โดยในปีงบประมาณ 2026 งบฯด้านความมั่นคงแห่งชาติที่ได้รับอนุมัติ อยู่ที่ 9.01 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 28.36 ล้านล้านบาท) อย่างไรก็ดี การเพิ่มงบประมาณด้านการทหารใด ๆ จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา ซึ่งอาจเป็นเรื่องท้าทาย
ความเคลื่อนไหวดังกล่าว ขัดแย้งกับลำดับความสำคัญอื่น ๆ ของรัฐบาลทรัมป์ เนื่องจากก่อนหน้านี้ทำเนียบขาวเคยพยายามลดงบประมาณบางส่วนของกระทรวงกลาโหม อันเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามลดต้นทุนของอีลอน มัสก์ นอกจากนี้ รายได้จากภาษีศุลกากรก็ไม่น่าเพียงพอที่จะชดเชยงบประมาณที่เพิ่มขึ้นได้ ตามข้อมูลจากกระทรวงการคลังสหรัฐ ระบุว่า ในปี 2025 จนถึงวันที่ 30 กันยายน ภาษีศุลกากรสร้างรายได้ประมาณ 1.95 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.13 ล้านล้านบาท)
รอยเตอร์ (Reuters) รายงานว่า การตัดสินใจดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์โพสต์ข้อความบนทรูทโซเชียลแยกกัน โดยมีเนื้อหาโจมตีบริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศว่า ผลิตอาวุธช้าเกินไป ทรัมป์ระบุว่า จะระงับการจ่ายเงินปันผลหรือการซื้อหุ้นคืนของบริษัทผู้รับเหมาด้านกลาโหม จนกว่าจะเร่งการผลิต
ไบรอน คัลแลน นักวิเคราะห์ด้านกลาโหมจาก Capital Alpha Partners กล่าวว่า ครั้งสุดท้ายที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐมีการเพิ่มงบประมาณมากกว่า 50% คือในปี 1951 ในช่วงสงครามเกาหลี และแม้แต่การเพิ่มงบประมาณทางทหารครั้งใหญ่ในสมัยอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ในปี 1981 และ 1982 ก็เพิ่มขึ้นเพียง 25% และ 20% เท่านั้น
บริบทความเคลื่อนไหว เกิดขึ้นหลังสหรัฐดำเนินปฏิบัติการทางทหาร เพื่อโค่นล้มนายนิโคลัส มาดูโร พ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดีเวเนซุเอลา และจับกุมพร้อมภริยากลางกรุงการากัส เมื่อวันที่ 3 มกราคม เพื่อมาขึ้นศาลในนิวยอร์กในหลายคดี รวมถึงคดีก่อการร้ายด้วยยาเสพติด ซึ่งมาดูโรปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และการหารือทางเลือกในการเข้าครอบครองกรีนแลนด์ ซึ่งมีความเป็นไปได้ในการใช้กำลังทหาร นอกจากนี้ยังได้ส่งกำลังทหารไปประจำการในหลายเมืองทั่วสหรัฐ