Skip to content

นักวิชาการมอง สหรัฐระงับ ‘วีซ่าอยู่ถาวร’ ชาวไทย ส่งสัญญาณการเมือง ไม่ใช่เรื่องคัดกรองคน

16 ม.ค. 2569 | 15:04น.
นักวิชาการมอง สหรัฐระงับ ‘วีซ่าอยู่ถาวร’ ชาวไทย ส่งสัญญาณการเมือง ไม่ใช่เรื่องคัดกรองคน

นักวิชาการมอง สหรัฐระงับวีซ่าถาวรชาวไทย ส่งสัญญาณการเมือง ไม่ใช่เรื่องคัดกรองคน

ฟอร์จูน (Fortune) นิตยสารธุรกิจระดับโลกสัญชาติสหรัฐ ซึ่งเชี่ยวชาญในหมวดธุรกิจระดับชาติ เผยแพร่รายงานการวิเคราะห์เกี่ยวกับมาตรการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผูู้นำสหรัฐ ซึ่งประกาศระงับวีซ่าผู้อพยพ (วีซ่าถาวร) สำหรับ 75 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย ว่า เป็นการตัดสินใจที่ ‘น่าสงสัย’

มาตรการดังกล่าว จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม โดยถือเป็นครั้งแรกที่สหรัฐจำกัดการออกวีซ่ากับกัมพูชาและไทย อีกทั้ง เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่ทรัมป์ลงนามในข้อตกลงการค้ากับทั้งสองประเทศ ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน 2025 โดยทรัมป์ให้คำมั่นกับผู้นำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งสองว่า พวกเขาสามารถมองสหรัฐเป็น ‘พันธมิตรและมิตรที่แข็งแกร่ง’ ในอีกหลายปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ครอบคลุมเฉพาะวีซ่าผู้อพยพหรือวีซ่าพำนักถาวรเท่านั้น ส่วนวีซ่าประเภทอื่น เช่น วีซ่าท่องเที่ยวและวีซ่าธุรกิจ จะไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ระบุในโพสต์เมื่อวันที่ 14 มกราคมว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ แสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า ผู้อพยพจะต้องพึ่งพาตนเองทางการเงินและไม่เป็นภาระทางการเงินต่อชาวอเมริกัน พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า สหรัฐจะเริ่มต้นการทบทวนนโยบาย กฎระเบียบ และแนวปฏิบัติทั้งหมด เพื่อให้แน่ใจว่า ผู้อพยพจากประเทศที่มีความเสี่ยงสูงเหล่านี้ จะไม่ใช้สวัสดิการในสหรัฐ หรือกลายเป็นภาระต่อรัฐ

โพสต์ดังกล่าวระบุชัดเจนว่า แม้พลเมืองจากประเทศที่ได้รับผลกระทบยังสามารถยื่นคำร้องขอวีซ่าได้ แต่จะยังไม่มีการออกวีซ่าใด ๆ ในช่วงที่มีการระงับนี้

นางโนนา เปปิโต รองศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยการจัดการแห่งสิงคโปร์ ระบุว่า ด้วยลักษณะการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสหรัฐ ที่เน้นผลประโยชน์แลกเปลี่ยน การระงับเช่นนี้อาจถูกมองว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งที่สหรัฐใช้กดดันประเทศต่าง ๆ ให้ทำข้อตกลงที่พวกเขาอาจไม่เต็มใจทำ ทั้งนี้ การมีปฏิสัมพันธ์ของทรัมป์กับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่เรื่องการค้า

แม้ว่า ทรัมป์จะพยายามเจรจาให้เกิดการหยุดยิง ในความขัดแย้งชายแดนระหว่างกัมพูชากับไทย เมื่อปี 2025 แล้วก็ตาม แต่ที่สุดแล้วการหยุดยิงดังกล่าวก็ล้มเหลว ทั้งสองประเทศกลับมาปะทะกันอีกครั้งในช่วงปลายเดือนธันวาคม โดยขณะนี้ทั้งสองประเทศยังอยู่ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงอีกครั้ง มีจีนเป็นผู้ไกล่เกลี่ย ขณะที่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐเสนอเงินช่วยเหลือมูลค่า 45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.4 พันล้านบาท) ให้แก่ทั้งสองประเทศ เพื่อสนับสนุนข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา

สำหรับประเทศลาวนั้น อยู่ภายใต้มาตรการห้ามเดินทางเข้าสหรัฐอย่างเต็มรูปแบบอยู่แล้ว ส่วนกัมพูชา เคยตกเป็นเป้าของรัฐบาลทรัมป์มาก่อน โดยปรากฏอยู่ในบันทึกภายในของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งรั่วไหลออกมาเมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 ระบุถึงความห่วงกังวลเกี่ยวกับนโยบายการย้ายถิ่นของกัมพูชา แม้ว่าในเวลาต่อมา จะไม่ได้ถูกรวมไว้ในกลุ่มประเทศที่ห้ามเดินทางเข้าสหรัฐก็ตาม

เปปิโตเตือนว่า ก่อนหน้านี้ ประเทศไทยยังไม่เคยตกเป็นเป้าหมายการตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐมาก่อน ดังนั้นคำสั่งระงับการทำวีซ่าถาวรอาจเสี่ยงที่จะผลักให้รัฐบาลไทยและคนไทยหันไปเข้าใกล้จีนมากขึ้น และหากสหรัฐถูกมองว่าเป็นพันธมิตรที่ไม่น่าเชื่อถือ ประเทศไทยซึ่งเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญาที่สำคัญ อาจหันไปมองหาความร่วมมือด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจกับประเทศอื่นแทน

ตัน ซุก เรย์ อาจารย์อาวุโสจากมหาวิทยาลัยเจมส์คุก (JCU) สิงคโปร์ ระบุว่า การที่ไทยถูกเพิ่มเข้าไปในกลุ่มประเทศที่จะถูกระงับการทำวีซ่าถาวรนี้ ถือเป็นเรื่องน่าสงสัย ขณะที่ฟิลิปปินส์และเวียดนาม ซึ่งเป็นแหล่งผู้ขอวีซ่าผู้อพยพเข้าสหรัฐรายใหญ่ กลับไม่ปรากฏอยู่ในกลุ่มรายชื่อประเทศที่ถูกระงับวีซ่าถาวร

“นโยบายนี้ ดูเหมือนจะมุ่งเน้นการส่งสัญญาณทางการเมือง มากกว่าการจัดการปริมาณผู้อพยพ” ตัน ซุก เรย์ กล่าว

เจค็อบ วูด รองศาสตาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ จาก JCU ชี้ว่า ข้อกล่าวหาของสหรัฐที่ระบุว่า ธุรกิจไทยออกใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าเท็จ เพื่อสนับสนุนการล้างภาษีของจีน เป็นหนึ่งในต้นตอของความตึงเครียดที่เกิดขึ้นระหว่างรัฐบาลสหรัฐกับรัฐบาลไทย

นับตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ทรัมป์เปิดฉากปราบปรามผู้อพยพอย่างกว้างขวาง โดยเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐ อ้างถึงความก้าวหน้าครั้งประวัติศาสตร์ในการปกป้องแผ่นดิน โดยระบุว่า ผู้อพยพผิดกฎหมาย มากกว่า 2.5 ล้านคนออกจากสหรัฐไปแล้ว

ทั้งนี้ สหรัฐยังเข้มงวดเกี่ยวกับช่องทางการย้ายถิ่นฐานอย่างถูกกฎหมายเข้าสู่ประเทศมากขึ้น โดยทรัมป์สั่งระงับโครงการรับผู้ลี้ภัยของสหรัฐ ซึ่งเคยเปิดเป็นที่พักพิงที่ปลอดภัยใหักับบุคคลในต่างประเทศที่อยู่ในกลุ่มความห่วงใยด้านมนุษยธรรมเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบคัดกรองนักศึกษานานาชาติที่ต้องการไปศึกษาในสหรัฐ อ้างอิงข้อมูลจากสถาบันการศึกษานานาชาติ ระบุว่า จำนวนนักศึกษาต่างชาติใหม่ที่เริ่มเข้าเรียนในวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยของสหรัฐ ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ปี 2025 ลดลงไปถึง 17%

ขณะเดียวกัน สหรัฐยังปรับขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าทำงานประเภท H-1B ซึ่งมักใช้โดยแรงงานทักษะสูงในสาขาต่าง ๆ เช่น เทคโนโลยี เป็น 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.1 ล้านบาท)

ที่มา : มติชน