ในทุกๆ ปี วัยรุ่นชาวจีนจำนวนหลายร้อยคนจะเดินทางมุ่งหน้าสู่พื้นที่กึ่งแห้งแล้งทางตอนเหนือของประเทศ เพื่อเข้าศึกษาต่อในสถาบันเฉพาะทางอย่าง มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งมองโกเลียใน (Inner Mongolia University of Science and Technology) ด้วยเป้าหมายหลักคือเรียนรู้เรื่อง ‘แรร์เอิร์ธ’ (Rare Earths) หรือกลุ่มธาตุหายากที่ใช้ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดัคเตอร์
เป่าโถว: ระบบนิเวศแรร์เอิร์ธที่สมบูรณ์แบบของจีน
หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี บรรดาบัณฑิตใหม่เหล่านี้สามารถเลือกที่จะเดินทางต่ออีกเพียงไม่กี่กิโลเมตรไปบนถนนแรร์เอิร์ธขนาด 6 ช่องจราจร ในเมืองเป่าโถว (baotou) เพื่อเข้าทำงานในโรงกลั่นของรัฐบาล
ซึ่งเป็นโรงงานแปรรูปแร่ธาตุหายากเหล่านี้ให้กลายเป็นแม่เหล็กไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง สำหรับใช้ในเครื่องยนต์เจ็ท รถยนต์ไฟฟ้า และกังหันลม หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ณ สถาบันวิจัยแรร์เอิร์ธแห่งเป่าโถว (Baotou Rare Earth Research Institute) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเหมืองแรร์เอิร์ธที่ใหญ่ที่สุดในโลกไปเพียง 150 กิโลเมตรเท่านั้น

แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา และผู้นำชาติตะวันตกคนอื่นๆ จะต่างพากันประกาศทุ่มงบประมาณลงทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ เพื่อหวังจะทำลายการผูกขาดของจีนในอุตสาหกรรมการกลั่นแรร์เอิร์ธ อันเป็นอาวุธสำคัญที่รัฐบาลปักกิ่งใช้ต่อรองในสงครามการค้ากับวอชิงตัน
แต่ในความเป็นจริง จีนยังคงมีความได้เปรียบอย่างมหาศาล จากระบบการสร้างบุคลากร ที่ซุ่มพัฒนามานานหลายทศวรรษในพื้นที่เมืองเป่าโถว
อาวุธลับที่จีนใช้ผูกขาดตลาดโลก
จากการรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ พบว่า ปัจจุบันจีนสร้างระบบนิเวศการวิจัยที่ประกอบไปด้วยห้องปฏิบัติการเฉพาะทางด้านแรร์เอิร์ธมากกว่า 40 แห่ง เพื่อผลิตงานวิจัยที่ล้ำสมัย เสริมทัพด้วยมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยเทคนิคอีกอย่างน้อย 11 แห่ง ที่เปิดรับนักศึกษาในหลักสูตรปริญญาด้านแรร์เอิร์ธโดยตรงรวมกันมากกว่า 500 คน ในแต่ละปี
ความเชี่ยวชาญที่สะสมมาอย่างยาวนานนี้ เป็นฐานรากค้ำจุนให้รัฐบาลปักกิ่งยังคงสามารถควบคุมปริมาณการจัดส่งแรร์เอิร์ธแปรรูปของโลกไว้ได้เบ็ดเสร็จ
วิกฤตขาดแคลนบุคลากรเหมืองแร่ในสหรัฐฯ
ในทางกลับกัน แม้สถาบันการศึกษาหลายแห่งในสหรัฐฯ จะเริ่มหันมาเพิ่มเนื้อหาเกี่ยวกับแรร์เอิร์ธลงในหลักสูตรการเรียนการสอนบ้างแล้ว แต่รอยเตอร์ยังไม่พบโรงเรียน หรือมหาลัยอื่นๆที่สอนหลักสูตรนี้นอกเหนือจากประเทศจีนที่เปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรีเฉพาะทางด้านแรร์เอิร์ธโดยตรงเลย
มีเพียงห้องปฏิบัติการแห่งชาติเอมส์ (Ames National Laboratory) ในรัฐไอโอวา ที่ได้รับการยอมรับในฐานะผู้ผลิตงานวิจัยแรร์เอิร์ธชั้นนำ
แต่ขอบเขตการทำงานของที่นั่นก็ยังครอบคลุมไปถึงวิทยาศาสตร์แร่อื่นๆ ด้วย ไม่ได้เจาะลึกแค่แรร์เอิร์ธเพียงอย่างเดียว
ผู้บริหารและศาสตราจารย์ในสหรัฐฯ ต่างยอมรับว่า อุตสาหกรรมเหมืองแร่ไม่ใช่สิ่งดึงดูดใจสำหรับนักศึกษาอเมริกัน
เนื่องจากหลายคนยังมองว่างานประเภทนี้เป็นงานที่ทำแล้วเนื้อตัวสกปรกและล้าสมัย
ข้อมูลจากสมาคมเพื่อการทำเหมืองแร่ โลหะวิทยา และการสำรวจ (SME) ในรัฐโคโลราโด ระบุว่า ในปี 2023 มีการรวบรวมสถิติมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ทั่วประเทศ ว่ามีการมอบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมเหมืองแร่และโลหะวิทยาทั่วไปเพียงประมาณ 200 กว่าใบเท่านั้น
นี่เป็นครั้งแรกที่สำนักข่าวรอยเตอร์ได้ทำการรวบรวมตัวเลขขนาดของระบบการวิจัยและการศึกษาด้านแรร์เอิร์ธของจีน โดยอ้างอิงจากวิทยานิพนธ์ เอกสารประกอบการเรียน รวมถึงการสัมภาษณ์ผู้บริหารและนักวิจัยด้านเหมืองแร่จากชาติตะวันตกจำนวน 11 คนที่มีประสบการณ์ทำงานในจีนมาอย่างยาวนาน ซึ่งผลการตรวจสอบ
เผยให้เห็นโครงสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรม ที่ช่วยหนุนให้บริษัทสัญชาติจีนสามารถผลิตแรร์เอิร์ธได้อย่างรวดเร็วและมีต้นทุนที่ต่ำมาก
คอนสแตนติน คารายันโนปูลอส อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทแรร์เอิร์ธรายใหญ่ นีโอ เพอร์ฟอร์แมนซ์ แมททีเรียลส์ และ โมลีคอร์ป ได้ให้ทัศนะว่า ตอนที่เขาทำงานในจีน เขาสามารถรับเด็กที่เพิ่งจบใหม่จากมหาวิทยาลัยเข้ามาทำงานแล้วให้เริ่มสร้างผลงานได้ทันที แต่ถ้าเป็นที่อื่นในโลก เขาจำเป็นต้องใช้เวลาฝึกอบรมพนักงานใหม่อย่างน้อย 3 ปีกว่าจะใช้งานได้จริง
ในปัจจุบัน รัฐบาลปักกิ่งเริ่มดำเนินมาตรการปกป้องและรักษาความเชี่ยวชาญเหล่านี้ไว้อย่างเข้มงวด
โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการเพิ่มข้อจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตแรร์เอิร์ธ
นอกจากนี้ยังมีการจำกัดการติดต่อสื่อสารระหว่างบุคลากรในอุตสาหกรรมกับชาวต่างชาติ หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศตั้งกำแพงภาษีในวันประกาศอิสรภาพเมื่อเดือนเมษายนปี 2025
อย่างไรก็ดี ทั้งคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติของจีน กระทรวงอุตสาหกรรม และสถาบันวิจัยของจีนหลายแห่ง ต่างปฏิเสธตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็นการยึดพาสปอร์ตหรือแนวทางการสร้างผู้เชี่ยวชาญด้านแรร์เอิร์ธ
ด้านโอลิเวีย ทินาริ โฆษกกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ กล่าวตอบคำถามเกี่ยวกับศึกแย่งชิงความเป็นใหญ่ด้านแรร์เอิร์ธระหว่างวอชิงตันกับปักกิ่งว่า หน่วยงานของเธอกำลัง “ลงทุนในแรงงานอเมริกัน เร่งยกระดับนวัตกรรม และขยายกำลังการผลิตวัสดุวิกฤตภายในประเทศ”
ตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา เงินงบประมาณจากรัฐบาลกลางมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ได้เริ่มไหลเข้าสู่โรงเรียนการเหมืองแร่ โปรแกรมการวิจัย และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในสหรัฐฯ เพื่อพยายามรื้อฟื้นและสร้างความเชี่ยวชาญด้านการทำเหมืองแร่ขึ้นมาใหม่
นอกจากนี้สภาคองเกรสยังกำลังพิจารณาร่างกฎหมายที่จะช่วยสนับสนุนทุนจัดตั้งความร่วมมือระหว่างประเทศกับกลุ่มพันธมิตรในการพัฒนาการศึกษาด้านการทำเหมืองแร่อีกด้วย
ความซับซ้อนของหลักสูตร
ความยากลำบากในหลักสูตรการเรียนการสอนเรื่องแรร์เอิร์ธ เกิดจากกระบวนการแยกและแปรรูปแร่ธาตุเหล่านี้ มีความซับซ้อนสูงและค่าใช้จ่ายแพง โรงกลั่นจำเป็นต้องรับมือกับธาตุหายากถึง 17 ชนิดที่มีคุณสมบัติทางเคมีคล้ายคลึงกันเกือบทั้งหมด ส่งผลยากต่อการแยกพวกมันออกจากกัน
ยกตัวอย่างเช่น การสกัดธาตุนีโอดิเมียมและพราซีโอดิเมียมเพื่อนำไปใช้ในยานยนต์ไฟฟ้า จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนการกำจัดธาตุแลนทานัมและซีเรียมที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในเปลือกโลกออกไปก่อน
ซึ่งกระบวนการแยกนี้ต้องอาศัยสูตรผสมเคมีที่ซับซ้อน ทั้งกรด ด่าง และสารเคมีอื่นๆ อีกหลายชนิด
ทั้งนี้ ชาติตะวันตกเคยเป็นผู้ครองตลาดอุตสาหกรรมการกลั่นแรร์เอิร์ธมาจนถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 20 อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง โดยจะเหลือสารเคมีที่เป็นผลพลอยได้ซึ่งสามารถปนเปื้อนในดินและแหล่งน้ำได้หากจัดเก็บไม่ถูกต้อง
นอกจากนี้ การสัมผัสแรร์เอิร์ธบางชนิดในปริมาณที่มากเกินไปอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจและระบบประสาทของผู้ปฏิบัติงาน
นักวิจัยชาวจีนเองก็เคยทำบันทึกรายงานเกี่ยวกับการปนเปื้อนของน้ำบาดาลรอบๆ พื้นที่จัดเก็บสารเคมีขนาดใหญ่ในเมืองเป่าโถว ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับแม่น้ำสายสำคัญสายหนึ่งของจีน และรัฐบาลจีนก็ออกมายอมรับเช่นกันว่า
อุตสาหกรรมการกลั่นแร่ได้สร้าง “ความเสียหายอย่างรุนแรง” ต่อสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมแรร์เอิร์ธของจีนในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 ได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลจากมาตรการจูงใจทางภาษี รวมถึงปริมาณแรงงานราคาถูกที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือ
ในปัจจุบัน รัฐบาลและองค์กรในเครือยังคงให้เงินทุนสนับสนุนสถาบันวิจัยต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธนาคารของรัฐก็เสนอเงื่อนไขทางการเงินเป็นพิเศษให้กับบริษัทที่ทำเหมืองแร่ธาตุที่วิกฤต
เอ็ด ริชาร์ดสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ โทมัส แอนด์ สกินเนอร์ (Thomas & Skinner) บริษัทผู้ผลิตแม่เหล็กในสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่า
ภายในช่วงทศวรรษ 1990 อุตสาหกรรมการแปรรูปแรร์เอิร์ธในชาติตะวันตกถูก “กวาดล้างจนหมดสิ้น” ส่งผลให้สถาบันการศึกษาต่างๆ เลิกผลิตและเลิกจัดการเรียนการสอนแก่นักศึกษาเหมืองแร่สำหรับงานด้านนี้ไปโดยปริยาย
ในทางตรงกันข้าม ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างนักวิจัย มหาวิทยาลัย และภาคอุตสาหกรรมในจีนกลับดำเนินไปอย่างแข็งแกร่ง
วิชาการ-อุตสาหกรรม
ทีมนักวิทยาศาสตร์ในกรุงปักกิ่งได้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งบริษัทกานซู่ แรร์เอิร์ธ นิว แมททีเรียลส์ (Gansu Rare Earth New Materials) ของรัฐบาลจีน ได้นำเทคโนโลยีใหม่ๆนี้ ไปใช้ในโรงกลั่นเมื่อปี 2023 ส่งผลให้โรงงานแห่งนี้ มีกำลังการผลิตแรร์เอิร์ธแปรรูปขั้นสูงได้สูงถึง 50,000 ตันต่อปี
ตัวเลขนี้ถือว่ามหาศาลมาก เพราะคิดเป็นถึง 5 เท่าของปริมาณที่บริษัท ลินาส แรร์เอิร์ธส์ (Lynas Rare Earths) ของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นบริษัทแรร์เอิร์ธรายใหญ่ที่สุดนอกประเทศจีนที่ผลิตได้ตลอดทั้งปี
ตัวเลขงบประมาณปี 2025 นี้ ยิ่งตอกย้ำภาพความเบ็ดเสร็จของจีนในปัจจุบัน ที่ผูกขาดตลาดด้วยการเป็นผู้ผลิตแรร์เอิร์ธแปรรูปและแม่เหล็กแรร์เอิร์ธมากกว่า 90% ของโลก
แม้แต่โฆษกของบริษัท ลินาส ซึ่งในอดีตเคยพึ่งพาที่ปรึกษาชาวจีน ยังยอมรับว่าจีนมีเครื่องมือและศักยภาพด้านงานวิจัยที่ยอดเยี่ยมมาก แต่อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทระบุว่าตอนนี้ลินาสได้พัฒนาความเชี่ยวชาญทางเทคนิคขึ้นมาเป็นของตัวเองแล้ว
อาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์ ของรัฐบาลปักกิ่ง
เมื่อรอยเตอร์เจาะลึกไปดูหลักสูตรการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยบางแห่งในจีน ก็พบว่า เนื้อหาทั้งหมดถูกออกแบบมาเพื่อป้อนและตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ
สิ่งที่น่าสนใจคือ นักศึกษาจีนไม่ได้เรียนแค่เรื่องเทคนิค แต่ยังถูกปลูกฝังเรื่องความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ของแรร์เอิร์ธด้วย โดยสไลด์การสอนของมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเจียงซี (JXUST) ระบุว่า ‘การผลิตอาวุธขั้นสูงของสหรัฐฯ พึ่งพาแรร์เอิร์ธจากจีนมากเกินไป’ พร้อมยกตัวอย่างว่า แม้แต่ระบบเรดาร์เอจิส (Aegis) ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ก็ยังต้องใช้แม่เหล็กที่ผลิตจากแรร์เอิร์ธของจีน
นอกจากนี้ นักศึกษาที่เรียนวิชาเอกวิศวกรรมแรร์เอิร์ธที่มหาวิทยาลัยในมองโกเลียใน จะต้องผ่านชั่วโมงการเรียนการสอนมากกว่า 100 ชั่วโมงในสาขาวิชาเคมีแรร์เอิร์ธและวิทยาศาสตร์วัสดุ หนึ่งในวิชาพื้นฐานจะจัดทำร่วมกับห้องปฏิบัติการและบริษัทแรร์เอิร์ธโดยตรง ซึ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาเลือกเข้าไปนั่งฟังการบรรยายในโรงงานของบริษัทเอกชนได้
สำหรับหลักสูตรปริญญาด้านแรร์เอิร์ธที่จัดตั้งขึ้นใหม่นี้ ทางมหาวิทยาลัยเปิดเผยกับสื่อรัฐบาลจีนว่า มีนักศึกษาเข้าเรียนในรุ่นแรกจำนวน 70 คน นักศึกษาเหล่านี้จะได้เรียนรู้ห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนการแปรรูปแร่ โลหะวิทยา ไปจนถึงการผลิตแม่เหล็ก และที่สำคัญคือ ก่อนจะสำเร็จการศึกษา นักศึกษาทุกคนจะต้องทำโปรเจกต์วิจัยร่วมกับบริษัทในอุตสาหกรรมจริงด้วย
ทางด้าน เดวิด พาร์กเกอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านแรร์เอิร์ธจากมหาวิทยาลัยเดอรัม (Durham University) ในสหราชอาณาจักร ได้ช่วยรอยเตอร์วิเคราะห์หลักสูตรนี้พร้อมให้ความเห็นว่า เป็นหลักสูตรที่มีความเฉพาะทางสูงมาก และสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่โดดเด่นของจีนในด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมแรร์เอิร์ธอย่างชัดเจน ซึ่งการศึกษาในลักษณะนี้เป็นการการันตีว่า จีนจะมีคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความเข้าใจป้อนเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง และทำให้บัณฑิตเหล่านี้หางานรองรับได้อย่างง่ายดาย
ขณะที่ ลูอิส คาร์ลอส นักฟิสิกส์ชาวโปรตุเกสผู้เคยเดินทางไปเยือนสถาบันวิจัยในจีนมานานเกือบ 20 ปี อธิบายเสริมว่า นักศึกษาปริญญาโท-เอกสายแรร์เอิร์ธของจีน มักจะทำวิจัยในหัวข้อที่แคบและเจาะลึกเฉพาะทางมากกว่าประเทศอื่นๆ “แต่ถ้าเรามองว่ามนุษย์คือฟันเฟืองชิ้นเล็กๆ ของเครื่องจักรขนาดใหญ่ รูปแบบการสร้างคนแบบนี้จะส่งผลดีต่อตัวเครื่องจักรเป็นอย่างมาก”
ทางด้านมหาวิทยาลัยของจีนเองก็ยอมรับอย่างเปิดเผยว่า พวกเขากำลังปั้นบุคลากรเหล่านี้เพื่อใช้เป็นอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์ โดย หลี่ เฉาจง คณบดีหลักสูตรแรร์เอิร์ธของ JXUST ได้เปิดเผยกับสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี (CCTV) ของรัฐบาลจีนเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า แรร์เอิร์ธคือ “ชิปต่อรองหลัก” ในเวทีการเมืองโลก และหลักสูตรใหม่นี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อแง่วิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่มีเป้าหมายเพื่อ “การันตีว่าจีนจะรักษาตำแหน่งผู้นำโลกในการพัฒนาทรัพยากรแรร์เอิร์ธต่อไป”
ยุทธศาสตร์ใหม่ของสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ซีกโลกตะวันตกก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เช่น บริษัท เวเลอร์ เมทัลส์ (Valor Metals) ที่กำลังนำเทคโนโลยีการสกัดแยกแร่จากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เออร์แบนา-แชมเปญจน์ มาใช้งาน โดยทางบริษัทอ้างว่าทำงานได้เร็วกว่าและถูกกว่ากระบวนการของจีนถึง 10 เท่า ทว่าเทคโนโลยีนี้ยังไม่ได้ผ่านการทดสอบในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
นอกจากนี้ วิทยาลัยการเหมืองแร่โคโลราโด (Colorado School of Mines) สถาบันชั้นนำของโลก ก็กำลังจับมือกับกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ เพื่อตั้งศูนย์วิจัยแร่ธาตุวิกฤตแห่งใหม่เพิ่มอีก 2 แห่ง โดยคาดว่าศูนย์แรกจะเปิดให้บริการได้ในปี 2027 ซึ่งช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลักสูตรปริญญาตรีด้านการทำเหมืองแร่ของที่นี่เริ่มกลับมาได้รับความสนใจและมียอดนักศึกษาลงทะเบียนเรียนเพิ่มขึ้น
ณาล ซินฮา ซีอีโอของเวเลอร์ ทิ้งท้ายว่า “อุตสาหกรรมแร่ธาตุของสหรัฐฯ ต้องส่งสัญญาณให้ชัดว่าเราต้องการคนเก่ง และต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าอาชีพสายนี้มีอนาคตที่สดใสรออยู่”