- โดย เบิร์นด์ ดีบัสแมน
- บีบีซีนิวส์ วอชิงตัน
ที่มาของภาพ, Getty Images
ในฐานะผู้ต่อต้านรัฐบาลจีนตลอดมา อาเธอร์ ลิว บิดาของ อลิซซา ลิว นักสเกตลีลาทีมชาติสหรัฐ ไม่แปลกใจเท่าไหร่นักเมื่อเขาได้รับสายโทรศัพท์จากเอฟบีไอ
“เขาบอกผมว่ารัฐบาลจีนส่งสายลับมายังย่านเบย์แอเรีย เพื่อรวบรวมข้อมูลหนังสือเดินทางของผมและลูกสาว” เขาเล่าให้บีบีซีฟัง
“ผมคงไม่พูดว่ารู้สึกตกใจ แต่ผมคิดกับตัวเองว่า ‘ว้าว’ พวกนั้นจริงจังกับเรื่องนี้ขนาดนี้เลย”
ในตอนแรก นายลิวยังปะติดปะต่อเรื่องราวต่าง ๆ ไม่ได้ สายโทรศัพท์ “น่าสงสัย” จากชายคนหนึ่งที่อ้างตัวว่ามาจากคณะกรรมการโอลิมปิกและพาราลิมปิกเพื่อ “ตรวจสอบข้อมูล” ก่อนที่ลูกสาวของเขาจะเดินทางไปเข้าร่วมมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวในเดือน ก.พ. 2022 ที่จีนเป็นเจ้าภาพ
“ผมไม่ได้ตระหนักเลยว่านั่นไม่ใช่คนจากคณะกรรมการโอลิมปิก” นายลิวย้อนความทรงจำ “ผมแค่ตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้องและไม่เปิดเผยข้อมูลใด ๆ นั่นไม่ใช่วิธีปกติที่เราส่งมอบหนังสือเดินทาง”
ชายที่อยู่ปลายสายซึ่งอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่จากรัฐบาลสหรัฐ คือ แอนโทนี ซิบูริส อดีตเจ้าพนักงานราชทัณฑ์ในรัฐฟลอริดาและบอดี้การ์ด วัย 49 ปี
ภารกิจของเขาคือการล้วงข้อมูลและทำลายชื่อเสียงของผู้ต่อต้านรัฐบาลจีนในฐานะตัวแทนหน่วยข่าวกรองของจีน มีรายงานว่ารายชื่อของผู้ต่อต้านรัฐบาลจีนมีชาวอเมริกันอยู่ในนั้น 2 คน ได้แก่ นายลิว และนายยาง ซีอง อนุศาสนาจารย์เกษียณอายุแห่งกองทัพสหรัฐ และผู้สมัครชิงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ในปี 1989
เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา นายซิบูริสถูกกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ตั้งข้อหาฐานเป็นสายลับให้กับรัฐบาลจีน แต่เขาไม่ใช่คนเดียวที่อยู่ในปฏิบัติการนี้ ภายในปีนี้ รัฐบาลสหรัฐจับกุมสายลับจากจีนไปแล้วอย่างน้อย 12 คน ในฐานสะกดรอยตาม, ข่มขู่ และล้วงข้อมูล ของประชาชนอเมริกันให้กับรัฐบาลจีน ซึ่งสายลัยจำนวนหนึ่งเป็นชาวอเมริกัน
เมื่อ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา สายลับ 2 คน ที่ปฏิบัติการคล้ายคลึงกับกรณีของนายลิวถูกจับกุมตัว
กรณีของนายลิวเกิดขึ้นท่ามกลางปฏิบัติการสอดแนมล้วงข้อมูลเพื่อรัฐบาลจีน ในประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าเป็นกังวล
การปรากฏตัวต่อหน้าสื่อมวลชนพร้อมกันของสองผู้อำนวยการหน่วยความมั่นคงจากสหรัฐ และสหราชอาณาจักร ณ ศูนย์บัญชาการใหญ่ของหน่วยความมั่นคงสหราชอาณาจักร หรือเอ็มไอไฟว์ (MI5) ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยในแถลงครั้งนั้น ทั้งคู่ต่างเตือนถึงโครงข่ายอาชญากรรมไซเบอร์และการล้วงข้อมูลจากจีน ซึ่งมีโครงข่ายใหญ่กว่าอาชญากรรมไซเบอร์ของประเทศใหญ่อื่น ๆ รวมกันด้วยซ้ำ
หลายฝ่ายเชื่อว่าโปรแกรมการล้วงข้อมูลเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพยายามของหน่วยข่าวกรองจากจีนที่จะล้วงความลับและข้อมูลสำคัญเพื่อความได้เปรียบของรัฐบาลต่อศัตรู ทั้งยังเป็นการกำราบผู้ที่เป็นภัยคุกคามต่อกฎของพรรคคอมมิวนิสต์จีน
รูปแบบที่ใช้ก็มีความหลากหลายเช่นกัน ทั้งจากการปลอมตนเป็งแก๊งตุ้มตุ๋นทางคอมพิวเตอร์ไปจนถึงสายลับหน้าประตูบ้าน
อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐ จำนวนหนึ่งชี้ว่า กลุ่มคนที่อาจตกเป็นเป้าหมายของจีนคือผู้ที่มีสายสัมพันธ์กับสิ่งที่รัฐบาลจีนเรียกว่า “พิษ 5 ชนิด” ที่คอยข่มขู่รัฐบาล ได้แก่ กลุ่มแยกดินแดนชาวทิเบต กลุ่มแยกดินแดนชาวอุยกูร์ การเคลื่อนไหวทางจิตวิญญาณฝ่าหลุนกง นักเคลื่อนไหวเรียกร้องอิสรภาพให้กับไต้หวัน และในกรณีเดียวกับนายลิวคือการเป็นสมาชิกกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศจีน
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือปฏิบัติการเหล่านี้มีแต่จะเพิ่มสูงขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์จีน-สหรัฐที่ตกต่ำลง ตอนนี้แม้แต่ชาวอเมริกันก็ไม่ปลอดภัย
ที่มาของภาพ, UK pool via ITN
สำหรับนายลิวที่หนีออกจากจีนแผ่นดินใหญ่มาทางเกาะฮ่องกงหลังจากการปราบปรามการประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ปี 1989 โอกาสที่ตนเองจะถูกส่งสายลับประกบเป็นเรื่องที่เขาคุ้นชินดี
นายลิวเล่าว่าความพยายามจากรัฐบาลจีนที่จะล้วงข้อมูลของเขาครั้งก่อนจบลงหลังจากที่เขาบังเอิญไปเป็นเพื่อนกับผู้ที่กำลังจะกลายเป็นสายลับ เขาได้รับคำแนะนำให้รู้จักกับนักศึกษาคนหนึ่งผ่านเครือข่ายคนจีนผลัดถิ่น โดยเขาได้ช่วยนักศึกษาคนนี้หาบ้านในสหรัฐ
“ปีหรือสองปีต่อมา เขาบอกผมว่าพวกนั้นบอกให้เขามาล้วงข้อมูลผม มันเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เขาได้มาสหรัฐ” นายลิวกล่าว “แต่เขาไม่อยากทำอย่างนั้น”
การสอดแนมคนจีนที่เป็นเป้าหมายของหน่วยข่าวกรองจีนนั้นมีทุกรูปแบบตั้งแต่ความพยายามแฮกอีเมล์และอุปกรณ์ต่าง ๆ ไปจนถึงการส่งเจ้าหน้าที่สายลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มสังคมของเป้าหมายและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับประชาชนที่อาศัยอยู่ต่างประเทศ
โดยมากแล้ว ช่องทางทางอิเล็กทรอนิกส์มักเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการสอดแนมโดยมนุษย์
“คุณสามารถสะกดรอยตามคนคนหนึ่งในโลกออนไลน์ และทำความเข้าใจกลุ่มคนรอบตัวคนนั้น” นายคริสโตเฟอร์ จอห์นสัน อดีตนักวิเคราะห์อาวุโส จากสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐ (ซีไอเอ) กล่าว “แล้วคุณก็อาจจะเข้าหาคนเหล่านั้น สิ่งหนึ่งย่อมนำไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง”
นายจอห์นสันเสริมว่าผู้ต่อต้านอย่างนายลิวเป็นเป้าหมายเพราะรัฐบาลจีนเชื่อว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของ “สงครามการเล่าเรื่องระดับโลก” ระหว่างจีนและโลกตะวันตก
ผู้ที่ออกมาพูดต่อต้านระบอบของจีนในที่สาธารณะอาจทำลายความพยายามในการวางตัวเป็นกลางของรัฐบาลจีนได้
นายจอห์นสันกล่าวว่า จีนหันมามองว่านี่ “เป็นเรื่องสำคัญอีกครั้งในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา”
” ‘พลังของวาทกรรม’ คือคำพูดทื่อ ๆ จากฝั่งมาร์กซิสต์ที่พวกนั้นใช้ มันคือแนวคิดว่าพวกเขาควรเล่าเรื่องของจีนด้วยตนเอง ผ่านโฆษณาชวนเชื่อของตัวเอง”
บีบีซีไม่สามารถติดต่อรัฐบาลจีนเพื่อขอความเห็นได้ ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ณ ตอนที่นายซิบูริสถูกจับกุมตัว นายเจา ลีเจียน โฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีน กล่าวหาสหรัฐว่า “ใส่ร้ายและกล่าวหา” จีน “อย่างไม่สมควร”
ในทางตรงกันข้าม เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐ ทั้งในอดีตและปัจจุบันต่างก็ออกมาย้ำเตือนถึงปฏิบัติการสอดแนมของจีนอย่างต่อเนื่อง
ในสุนทรพจน์เมื่อต้นปีที่ผ่านมา นายคริสโตเฟอร์ เรย์ ผู้อำนวยการเอฟบีไอ กล่าวว่า ปฏิบัติการสายลับของจีนในสหรัฐ “โจ่งแจ้งขึ้นมาก” กว่าในอดีตที่ผ่านมา
นายจอห์นสันยังเสริมว่าสถานการณ์ยิ่งจริงขึ้นไปอีกภายใต้รัฐบาลที่นายโจ ไบเดน เป็นผู้นำ มีความพยายามจัดภาพให้สหรัฐ และจีนเป็นปฏิปักษ์เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ระหว่างเผด็จการและประชาธิปไตย
คำฟ้องที่นายจอห์นสันและเจ้าหน้าที่อีกสองคนกล่าวกับบีบีซีเสมือนไม่สามารถหยุดรัฐบาลจีนได้
ตามข้อมูลจากเอฟบีไอ ทุก 12 ชั่วโมง เอฟบีไอเปิดคดีกิจกรรมต่อต้านการสืบราชการลับที่เกี่ยวข้องกับจีน จนถึง ก.พ.ที่ผ่านมา มีคดีอยู่ระหว่างการสืบแล้ว มากกว่า 2,000 คดี
แม้จะมีความพยายามนี้ แต่นายจอห์นสันเรียกความพยายามของสหรัฐฯ ในการต่อต้านการสืบราชการลับจากจีนว่า “น่าหดหู่”
“พวกเขามุ่งมั่นทุ่มเทในการทำมัน [สอดแนม] มากกว่าเราที่พยายามยับยั้ง” เขากล่าว
เอฟบีไอประเมินว่ามีผู้ต่อต้าน “หลายร้อยคน” ในสหรัฐฯ ที่ตกเป็นเป้าหมายของรัฐบาลจีน ในส่วนหนึ่งของแคมเปญที่ต้องการตามตัวบุคคลและลงโทษทางการเมืองที่รุนแรงขึ้น
“เป้าหมายส่วนใหญ่คือผู้ที่ถือกรีนการ์ดหรือเป็นผู้ที่แปลงสัญชาติแล้ว กลุ่มคนที่มีสิทธิและได้รับการปกป้องจากกฎหมายสหรัฐ” ผอ.เรย์กล่าวเอาไว้
ที่มาของภาพ, Getty Images
สำหรับนายลิว เขาไม่เชื่อว่าความพยายามในการสอดแนมเขาจะหายไป
ทว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดสร้างความซับซ้อนขึ้นมา ช่วงเวลาที่เอฟบีไอโทรศัพท์มาหาเขา แทบจะชัดเจนแล้วว่าลูกสาวของเขาจะเดินทางไปยังกรุงปักกิ่ง ก่อนหน้านี้เธอโพสต์ข้อมูลการกระทำของรัฐบาลจีนต่อชนกลุ่มน้อยอุยกูร์ในโซเชียลมีเดียของตนเอง
นายลิวกล่าวว่า เขา “กังวลอย่างมาก” สำหรับความปลอดภัยของเธอ แต่เลือกที่จะไม่บอกเธอในตอนนั้น
“ผมไม่อยากให้เธอไปจีนพร้อมกับภาระหนักอึ้งบนบ่า” นายลิวกล่าว “ผมอยากให้เธอไปและซึมซับประสบการณ์โอลิมปิก”
ผ่านมาหนึ่งปี เขากล่าวว่าเขาจะไม่ตกใจเลยหากเอฟบีไอติดต่อมาอีก แต่เขาก็หวังว่า “จะไม่เจอสิ่งนี้อีก”
“ผมเรียนรู้ที่จะมีชีวิตแบบคนปกติ พวกเขา[รัฐบาลจีน]สามารถทำอะไรที่พวกเขาต้องการก็ได้ ผมหยุดสิ่งนั้นไม่ได้ [แต่]ผมไม่สนใจ” เขากล่าว
“ผมจะเดินหน้าพูดต่อต้านการกระทำใด ๆ ก็ตามที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อไป ไม่มีอะไรมาหยุดผมได้”
…………..
ข่าว BBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ประชาชาติธุรกิจ เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว