จุดเปลี่ยนสำคัญ-สู่ความยั่งยืน ‘อีซูซุ’ เคียงข้าง (คน) ไทย
อุตสาหกรรมยานยนต์ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ในการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลา 69 ปีในการดำเนินธุรกิจของอีซูซุ ถือว่าเป็นค่ายรถยนต์ที่มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ฐานะผู้นำรถเพื่อการพาณิชย์ที่แข็งแกร่งและสร้างชื่อไปทั่วโลก
มีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดเทคโนโลยี โนว์ฮาว การจ้างงาน ฯลฯ สร้างห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ที่แข็งแกร่งในระดับโลก เป็นกระดูกแกนหลัก ที่ผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยเจริญเติบโต
ในโอกาสที่หนังสือพิมพ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ครบรอบ 50 ปีในปีนี้ คอลัมน์พิเศษ “50 Impact” พบกับสัมภาษณ์พิเศษ “ฮิโรยาสุ ซาโต้” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด แม่ทัพใหญ่ที่มีประสบการณ์และคร่ำหวอดอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์มากว่า 3 วาระ
บวกกับความสามารถจากการทำงานในหลากหลายประเทศ “ซาโต้” พร้อมที่จะขับเคลื่อนภารกิจที่ท้าทาย ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง การแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมยานยนต์
โจทย์ใหญ่ในการขับเคลื่อนให้ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ และกลุ่มตรีเพชร เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ในทศวรรษที่ 7 และสืบต่อไป
เริ่มต้นจากเอกภาพและความเชื่อใจ
พลิกหน้าประวัติศาสตร์ ของแบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่น อีซูซุ (ISUZU) ตัดสินใจเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยนั้น ปีนี้ถือเป็นขวบปีที่ 69 และในปี 2570 อีซูซุจะดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเข้าขวบปีที่ 70 พอดี
ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นที่ “อีซูซุ” เข้ามาลงหลักปักฐานยังประเทศไทยให้มั่นคงและแข็งแกร่งยิ่งยิ่ง ๆ ขึ้น โดยปี 2517 ได้ร่วมทุนระหว่างบริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น คือ บริษัท อีซูซุมอเตอร์ (Isuzu Motors Ltd.) ผู้นำรถเพื่อการพาณิชย์ของญี่ปุ่นระดับโลก และบริษัท มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น (Mitsubishi Corporation) บริษัทการค้าสารพัดชั้นนำที่มีเครือข่ายทั่วโลก (General Trading Company)
ตั้งบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เพื่อบริหารธุรกิจการจัดจำหน่ายและบริการหลังการขายทั่วประเทศ
เอกภาพและความเชื่อใจฝ่าวิกฤต
“ซาโต้” ฉายภาพตลอดระยะเวลา 69 ปีของอีซูซุในประเทศไทยว่า เป็นธรรมดาของวัฏจักรธุรกิจที่มีช่วงเวลาที่ “รุ่งเรือง” และ “ตกต่ำ” สลับกันไป หลากหลายวิกฤตที่อีซูซุต้องเผชิญไม่ถือว่าง่าย วิกฤตการเงินเอเชีย หรือ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ในปี พ.ศ. 2540 ที่ถือว่าหนักหนาสาหัสที่สุด เนื่องจากวิกฤตการเงินที่ใหญ่ที่สุดที่เริ่มต้นขึ้นที่ประเทศไทย
ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 เมื่อรัฐบาลไทยประกาศลอยค่าตัวเงินบาท เกิดภาวะฟองสบู่แตก สถาบันการเงินปิดตัว ธุรกิจมากมายหลายสาขาล้มละลาย
อีซูซุก็เช่นกันต้องเผชิญประสบความยากลำบาก
โดยต้องแบกสต๊อกรถจำนวนมหาศาล ควบคู่ไปกับการช่วยเหลือผู้จำหน่ายให้ข้ามผ่านวิกฤตการณ์ดังกล่าวไปให้ได้
อย่างไรก็ตามด้วย “ความเป็นเอกภาพและความเชื่อใจซึ่งกันและกัน” ระหว่าง บริษัท มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น, บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด และ ผู้จำหน่ายอีซูซุทั่วประเทศ ผนึกกำลังดำเนินกลยุทธ์ต่าง ๆ ทั้งด้านการขาย และการบริการหลังการขายที่มีประสิทธิภาพสูง ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดรถยนต์ไทยในขณะนั้น
ส่งผลให้กลุ่มอีซูซุในประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตต้มยำกุ้งมาได้ และเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่องมา
ย้ายฐานผลิตเทิร์นพอยต์สำคัญ
หลังผ่านวิกฤตอีซูซุก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ หลังจากบริษัทแม่ตัดสินใจย้ายฐานการผลิตรถปิกอัพจากประเทศญี่ปุ่นมายังประเทศไทย พร้อมเปิดตัวรถปิกอัพรุ่นใหม่ “อีซูซุ ดีแมคซ์” (Isuzu D-Max) เป็นครั้งแรกในโลกที่เมืองไทย เมื่อ พ.ศ. 2545
ถือเป็นการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยม ส่งผลให้เกิดความสำเร็จหลากหลายรูปแบบของธุรกิจอีซูซุในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน “อีซูซุ ดีแมคซ์” ได้รับความนิยมอย่างสูงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ มีส่วนทำรายได้ให้แก่ประเทศไทยจำนวนมหาศาลตลอดระยะเวลา 24 ปีที่ผ่านมา
อีซูซุเคียงข้างคุณเคียงคู่ไทย
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมยานยนต์ อีซูซุยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ในฐานะผู้นำรถเพื่อการพาณิชย์ด้วยการผลิตรถอีซูซุที่มีคุณภาพสูง บริการที่ยอดเยี่ยมทั้งด้านการขายและบริการหลังการขาย ควบคู่กับการสนับสนุนลูกค้าให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มรายได้ เพิ่มผลกำไร ลูกค้าเกิดความพอใจ ส่งผลให้เกิดการซื้อซ้ำและบอกต่อ
ผ่านแนวคิดใหม่ล่าสุดคือ “Isuzu Trusted Buddy” หรืออีซูซุเคียงข้างคุณ เคียงคู่ไทย เน้นการสร้างความแตกต่างของแบรนด์ให้เห็นอย่างชัดเจน ตอกย้ำความเป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าชาวไทย และเป็นแบรนด์ที่สร้างคุณค่าให้กับสังคมไทย
ปิกอัพไทยมาตรฐานญี่ปุ่น
รถปิกอัพอีซูซุที่ใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทยมากกว่า 90% นับเป็นรถที่สามารถกล่าวได้อย่างเต็มภาคภูมิว่า เป็นรถที่ผลิตในเมืองไทย (Thai-Made Vehicle) อย่างแท้จริง และตอกย้ำความเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงตามมาตรฐานญี่ปุ่น
โดยพัฒนาให้สอดคล้องกับการใช้งานจริงของคนไทย ทั้งด้านความประหยัดน้ำมัน ความทนทาน และความคุ้มค่าสูงสุด ควบคู่กับการยกระดับความสัมพันธ์กับลูกค้าให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ผ่านเครือข่ายการจำหน่ายและบริการที่ครอบคลุมและมีศักยภาพระดับแนวหน้าของประเทศ
สำหรับยอดขายรถยนต์โดยรวมปีนี้ อีซูซุยังเชื่อว่าตลาดน่าจะมีความต้องการที่ระดับ 640,000 คัน ในจำนวนนี้แบ่งเป็นรถปิกอัพ 151,000 คัน ส่วนอีซูซุตั้งเป้าว่าจะมียอดขายรถยนต์รวม 77,500 คัน ในจำนวนนี้เป็นรถปิกอัพ 54,000 คัน ที่เหลือเป็นรถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่
ขณะที่สถานการณ์ภาวะความไม่สงบในตะวันออกกลาง ตรงนี้หากจะมองในแง่ที่ดีอีซูซุเราเองก็มีรถยนต์ดีแมคซ์ อีวี มาเป็นทางเลือกให้ลูกค้า บนภาวะที่น้ำมันมีความไม่แน่นอนเช่นนี้
อีซูซุก็ยังคงจุดแข็ง คือรถที่ประหยัดน้ำมันเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า
ต่อยอดพลังงานสะอาด
ล่าสุดอีซูซุได้ขอส่งเสริมการลงทุนเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ จำนวน 2 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 15,000 ล้านบาท เพื่อเสริมศักยภาพฐานการผลิตในประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานหลักของอีซูซุที่ผลิตและส่งออกไปทั่วโลก ด้วยการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในสายการผลิต และยกระดับเทคโนโลยีการผลิตรถกระบะเพื่อรองรับมาตรฐาน Euro 6 รวมทั้งเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดในโรงงาน
ก่อนหน้านี้ยังได้พัฒนารถ “ปิกอัพไฟฟ้า ดีแมคซ์ อีวี” เพื่อรองรับความต้องการของตลาดในประเทศไทยและตลาดส่งออกด้วย
ชู “โซลูชั่น” ตอบโจทย์ทุกความต้องการ
นอกจากนี้อีซูซุยังยืนหยัดสนับสนุนนโยบายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของรัฐบาลไทย ด้วยแนวคิด “โซลูชั่นอันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Multi-Pathways to Carbon Neutrality) ที่อีซูซุได้ประกาศอย่างเป็นทางการไปเมื่อต้นปี 2567
“ซาโต้” ยังย้ำความมุ่งมั่นว่า “อีซูซุ” ทุ่มเทกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะกับการใช้งานในรูปแบบที่แตกต่างกัน ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ซับซ้อน และแหล่งพลังงานนานาชนิดในประเทศไทย เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการขนส่ง และเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ใช้รถ
ภายใต้ความไว้วางใจที่จะเคียงข้างลูกค้า และอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปอย่างมั่นคง