‘อัพเกรดเทค’คนไทยรับทุนโลกพลิกสู่ประเทศเศรษฐกิจปลอดภัย
2 ตัวแทนรัฐบาล ระดมสมองเวทีประชาชาติธุรกิจก้าวสู่ปีที่ 50 Thailand Next “ดร.ยศชนัน” รองนายกฯ ผู้นำเศรษฐกิจความรู้ เปิดแผนพลิกเศรษฐกิจชนะด้วยต้นทุนใช้นวัตกรรมต่อยอดการผลิต เพิ่ม GDP เร่งอัพเกรดมนุษย์สายเทค- AI 2 แสนคน สร้างนวัตกรรม เพิ่ม GDP ประเทศ “ดร.สันติธาร” ผช.รมว.คลัง ชี้โจทย์ใหญ่ต้องพัฒนาคน ดันประเทศไทยรับทุนใหม่ฐานเศรษฐกิจมั่นคง-ปลอดภัย เร่งนโยบายเชิงรุกด้วยกลยุทธ์จ่ายเงินแบบพุ่งเป้า-5T ฝ่าธุรกิจถูกบีบ 2 ชั้นเงินเฟ้อของแพง “ศุภชัย” เครือซี.พี. ชี้โอกาสใหญ่ เงินจีน สหรัฐ-ยุโรปกำลังวิ่งเข้าไทย
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ Thailand Next จัดโดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ภายใต้ธีม Thailand Next : THE SUCCESSOR เชื่อมรุ่น สร้างอนาคต โดยรองนายกฯ และ รมว.อว. ฉายภาพอนาคตประเทศไทย ว่า แม้ปัจจุบันโลกเปลี่ยนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง การอัพสกิล รีสกิล ยังไม่เพียงพอ นอกจากจำเป็นจะต้องพัฒนาคนแล้ว ยังต้องสร้าง Ecosystem เพื่อสร้างตลาดแรงงานคุณภาพสูง และความสามารถในการทำ R&D ได้ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในยุค Technology Disruption
รองนายกฯ กล่าวว่า ถ้ามองว่าเป็นวิกฤตแต่อาจเป็นโอกาสในการพัฒนาความสามารถทางเทคโนโลยี การเป็นห่วงโซ่อุปทานของแต่ละอุตสาหกรรม เช่น มีการพูดถึงอุตสาหกรรมอวกาศ ถ้าเรามี Space Port (ฐานปล่อยจรวด) อยู่ในประเทศไทย ที่ศึกษาไว้ อาจมีโซนอีอีซี หรือ จ.ชุมพร สามารถเชื่อมโยงไปถึงอุตสาหกรรมการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมรถยนต์ พลังงาน ในอุตสาหกรรมอวกาศ เป็นจุดหนึ่งที่อาจจะพลิกอุตสาหกรรมไทย
เปลี่ยนผ่านพลังงาน-อุตฯ
“เราควรที่จะลงทุนในเรื่องความรู้พื้นฐานขององค์ความรู้ เทคโนโลยีต่าง ๆ เชิงลึก เหตุที่เศรษฐกิจเวียดนามขึ้นมาเพราะเขาทำอย่างเดียว คือ นำองค์ความรู้ที่ลึก ๆ ในแต่ละเรื่องแล้วไปเชื่อมกับการผลิตต่าง ๆ สามารถทำให้เกิดสตาร์ตอัพ แต่เราไม่จำเป็นต้องกลัว หากเราชกตรง ๆ กับเขาไม่ได้ เราสามารถอยู่ในซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้ไหม และต่อยอดสามารถสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ๆ หรือดึงการลงทุนจากต่างชาติเข้ามา” นายยศชนันกล่าว
นายยศชนันกล่าวว่า อุตสาหกรรม Sensor อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ เช่น เซ็นเซอร์ด้าน Bio นำมาบวกด้วย อุตสาหกรรม Biotech กลายเป็นสิ่งสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงในเชิงสาธารณสุข ในเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ และเรื่อง Wellness ทั้งหมด เมื่อ Biosensor บวกกับ Computing เราสามารถได้เครื่องมือแพทย์ออกมาได้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่มีการผสมผสาน
ร่วมทุน “เทคญี่ปุ่น”
นายยศชนันกล่าวว่า อุตสาหกรรม Semiconductor และอุตสาหกรรม AI ไทยมีหน่วยงานต่าง ๆ ที่พยายามทำเรื่อง Semiconductor ด้าน Cloud Computing และ DATA Center ซึ่งมีการร่วมมือกับญี่ปุ่น เพื่อให้ไทยไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่า ทั้งด้านการศึกษา การวิจัย และอุตสาหกรรม โอกาสต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายในประเทศไทย
ปั้นวิศวกร AI 2 แสนคน
เรื่องการพัฒนาคนด้าน Semiconductor แต่ละมหาวิทยาลัยมีหลักสูตรนี้ และมีศูนย์ที่เทรนนิ่งในหลายองค์กร การที่ประเทศไทยจะเติบโตไม่ไกลเกินเอื้อม แม้ตอนนี้อยู่ในราว 2,500 – 3,000 คน เรามีเป้าหมายพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะนี้ถึงระดับหมื่นคนในปี 2573
สำหรับ AI การสร้างบุคลากรด้าน AI เดินหน้าเต็มที่ เพื่อรองรับ AI ขั้นสูงได้ เรามีความจำเป็นต้องรวมAI เข้าไปในทุกรูปแบบ ดังนั้น ทุกหลักสูตรของกระทรวง อว.จะใส่หลักสูตรเข้าไป AI จะสามารถเข้าไปอยู่ได้กับทุกภาคส่วน ทุกกระทรวง ทุกบริษัท เราต้องพัฒนานักวิจัย AI ทักษะสูง เป้าหมายเรามองไว้ที่ 20,000 คน ภายใน 3-4 ปีนี้ รวมถึง AI Engineer เราวางเป้าไว้ 200,000 คน
“เราเตรียมความพร้อมทุกมิติ เพื่อให้คนไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ได้ นอกจากนี้รัฐบาลกำลังทำเรื่องแพลตฟอร์ม AI ด้านการแพทย์ เราจะรวมข้อมูลการแพทย์ทั้งหมดเข้ามาที่แพลตฟอร์มกลาง หากใครสามารถนำไปต่อยอดก็สามารถนำข้อมูลตรงนี้มาสร้างนวัตกรรมได้ โดย อว.ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข และโรงพยาบาลในเครือ อว.เพื่อทำให้ทุกคนมีฐานข้อมูล โดยทุกคนไม่ต้องเริ่มจากศูนย์” นายยศชนันกล่าว
นวัตกรรมต่อยอด เพิ่ม GDP
นายยศชนันกล่าวว่า วันนี้สิ่งที่เราต้องทำคือเปลี่ยนแปลงผ่าน 4 เสาหลัก 1.พัฒนากำลังคน 2.การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม 3.การส่งเสริมภาคอุตสาหกรรม 4.การส่งเสริมภาคอุตสาหกรรม กลไกการลงทุนร่วมกับต่างประเทศ เราไม่สามารถรอได้อีกแล้ว หากเราปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ หมายความว่าเราต้องเริ่มทำใหม่คนเดียวทั้งหมด หากบริษัทใหญ่บริษัทหนึ่งเข้ามาจะเกิดผู้ประกอบการรอบ ๆ สิ่งที่เขานำเข้ามา เพื่อให้คนไทยเราสามารถต่อยอดสิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น
เพราะฉะนั้นใน 4 อย่างนี้มีความจำเป็นต้องทำ และหมุนเวียนขนานกันไป เพื่อ GDP ที่เพิ่มขึ้น เพื่อคุณภาพชีวิตของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ตรงนี้เองเราพยายามที่จะทำให้ทุกคนเห็นภาพว่าปัจจุบันเราไม่ได้ทำงานคนเดียวอยู่แล้ว ประเทศไทยทำงานกับหน่วยงานชั้นนำผ่านหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ
“หากท่านแค่เดินเข้าไปหาหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานมหาวิทยาลัย แล้วจับมือกัน แล้วภาครัฐพาท่านไปในจุดต่าง ๆ ที่ท่านต้องการ จะมีการประชุมกับสภาอุตสาหกรรมว่า แต่ละหน่วยงาน แต่ละ Unit แต่ละองค์กร อยากร่วมมือกับใคร ถ้าร่วมมือกับใครให้รัฐบาลออกหน้าเพื่อดูว่าเทคโนโลยีอะไรที่เป็น Core Technology เช่น การที่ไทยไม่มีรถ EV ของตัวเอง เพราะเราผลิตมอเตอร์ไม่ค่อยดี ถ้ารัฐบาลซื้อ License มอเตอร์มา แล้วแจก License ให้เอกชน ทุกคนก็จะเริ่มทำ EV ได้ เป็นจุดหนึ่งที่เราต้องคุยกับสภาอุตสาหกรรมว่าอะไรคือ Core Technology หากประเทศไทยมีจะสามารถต่อยอดได้ทั้ง Semiconductor, AI หรือ Biotech” รองนายกฯ และ รมว.อว.กล่าว
จับมือนักวิจัยสร้างเศรษฐกิจ
นายยศชนันกล่าวว่า นักวิจัยไทยเก่ง และอยู่ในหลากหลายประเทศ ต้องทำงานร่วมกัน และทำอย่างไรที่ประเทศไทยจะต่อยอดความสำเร็จจากนักวิจัย โดยที่เขาอยู่ที่ไหนก็ได้ และเขาสามารถที่จะประสบความสำเร็จจากสิ่งที่ประเทศไทยพยายามจะส่งมอบให้เขา และเป็นการเจรจาที่ Win-Win ตรงนี้ก็มีการพูดคุยกับนักวิจัย ที่ประสบความสำเร็จอยู่ในที่ต่าง ๆ ของโลก
“เราควรจะเปลี่ยนแปลงเป็นเศรษฐกิจฐานความสามารถ ใช้ Brain Power อย่างจริงจัง ร่วมกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม”
สันติธารย้ำต้องลงทุน “คน”
ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อเดียวกันว่า สิ่งที่คนไทยจะต้องคิดกัน ไม่ใช่แค่ว่าจะส่งผ่านธุรกิจ ส่งผ่านองค์กรไปสู่คนรุ่นใหม่อย่างไร แต่คำถามที่ใหญ่มากก็คือ เราจะส่งผ่านประเทศไทย เศรษฐกิจไทยแบบไหนให้กับคนรุ่นต่อไป
โดยสิ่งที่กระทรวงการคลังคิดกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ ขอเปรียบเศรษฐกิจไทยเป็นเหมือน “เรือลำหนึ่ง” มีประวัติศาสตร์น่าภูมิใจ อยู่มานาน มีความสวยงาม มีคนดีนั่ง แต่ต้องยอมรับว่าเรือลำนี้กำลังเจอความท้าทายอย่างมากใน 3 มิติ คือ 1.เรือลำนี้เครื่องยนต์เริ่มเก่า ทำให้วิ่งได้ไม่ค่อยเร็ว 2.เรือลำนี้มีจุดเปราะบาง มีรอยร้าว เมื่อเจอกระแทกจะรั่วได้ และ 3.เรือนี้กำลังเข้าสู่น่านน้ำใหม่ ซึ่งมีคลื่นลมแรงมาก
โลกต้องการ “คนสายเทค”
ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยตั้งแต่หลังวิกฤตต้มยำกุ้งเป็นต้นมาเติบโตลดลง หากจะเติบโตให้ได้มากกว่า 3% หรือ 4% กว่า จะต้องเติบโตด้วยการที่คนเก่งขึ้น มีผลิตภาพมากขึ้น หรือเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่เราลงทุนจะต้องมากขึ้น
“ฉะนั้นโจทย์ใหญ่ของประเทศไทย คือจำเป็นต้องลงทุน พัฒนาผลิตภาพให้กับคน เข้าไปทำอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่โลกต้องการ หากเราเข้าไปอยู่ตรงนี้ได้จะเหมือนเราไปยืนอยู่บนบันไดเลื่อน เลื่อนขึ้นไป โตขึ้นไปได้ เช่น AI Economy, Green Economy,Longevity Economy ซึ่ง 3 อุตสาหกรรมนี้เป็นสิ่งที่โลกต้องการ แต่ไม่ได้แปลว่าเราทิ้งอุตสาหกรรมที่มีอยู่ แต่ต้องหาจุดต่อยอดให้ได้”
ขณะที่ความท้าทายก็คือ เรือที่มีรอยร้าว ถูกกระแทกทีไรรั่วทุกที ซึ่งปัจจุบันรอยร้าวที่ชัดเจนที่สุดคือ “ความมั่นคงทางพลังงาน” จากการที่ประเทศไทยนำเข้าพลังงานสูงที่สุดในเอเชีย และใช้พลังงานสูงมากเป็นอันดับสองในภูมิภาค รองจากมาเลเซีย ในการจะสร้าง 1 หน่วยของ GDP แปลว่าประสิทธิภาพด้านพลังงานของเราต่ำมาก
“ตรงนี้เป็นจุดที่ทำให้ความมั่นคงทางพลังงานผูกโยงกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน และเป็นจุดอ่อนที่ถ้าพูดตรง ๆ ในยามโลกปกติอาจจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่นัก แต่ข่าวร้ายคือเราไม่ได้อยู่ในโลกแบบนั้น เรากำลังเข้าน่านน้ำใหม่ที่คลื่นลมรุนแรง มีแรงกระแทกหลายอันมาก”
ธุรกิจถูกบีบ 2 ชั้น
ปัจจุบันไทยกำลังเจอคลื่นยักษ์ 3 ระลอก โดยระลอกแรกคือ พลังงานแพงขึ้น จากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งผลกระทบคือ ต้องเติมน้ำมันแพงขึ้น แต่กำลังเปลี่ยนเข้าสู่ระลอกที่ 2 คือ ปัญหาเงินเฟ้อ ที่สินค้าและบริการทุกอย่างแพงขึ้น ทำให้เงินในกระเป๋าลดลง โดยเราเพิ่งเริ่มตรงนี้ เพราะตัวเลขเงินเฟ้อไทยขณะนี้อยู่ที่ 2.9% ซึ่งก็สูงแล้วเมื่อเทียบกับก่อนนี้ แต่เพิ่งเริ่ม สุดท้ายจะเห็นเงินเฟ้อขึ้นไปถึง 4-5% ได้ และระลอกที่ 3 กำลังซื้อที่อ่อนแรง เพราะเงินในกระเป๋าน้อยลง
“ผลกระทบจะมากขึ้น ทั้งธุรกิจและคน กำลังถูก Double Squeeze คือ ถูกบีบจากข้างล่าง เพราะว่าของแพงขึ้น ต้นทุนแพงขึ้น ค่าครองชีพแพงขึ้น และถูกบีบจากข้างบน เพราะยอดขายตกลง มาร์จิ้นถูกบีบ นี่คือสิ่งที่กำลังรอเราอยู่ในปีนี้ และ 3 ระลอกนี้กระทบประเทศไทยในจุดที่เรามีความเปราะบางอยู่แล้ว ไม่ได้มีกันชนเยอะ เพราะหนี้ครัวเรือนก็สูงถึง 87% ของ GDP ธุรกิจเอสเอ็มอีก็ลำบากเรื่องสภาพคล่องอยู่”
ดันไทยรับทุน Security First
ดร.สันติธารกล่าวว่า มองไปข้างหน้าจะพบว่าเรากำลังเข้าสู่โลกใหม่ ที่จะไม่กลับไปเหมือนเดิม คือ เราเปลี่ยนจากโลกที่ Efficiency First หรือโลกที่เราค้าขายกับคนที่ถูกที่สุด ขายของให้กับคนที่ยอมซื้อ มีกฎกติกาพหุพาคีที่ไม่ตั้งกำแพงภาษีใส่กัน ไปสู่โลกใหม่ที่เรียกว่า Security First ที่เน้นเรื่องความมั่นคง ซึ่งแน่นแฟ้นกับเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ดีในวิกฤตมีโอกาสอยู่เสมอ เพราะโลกที่ Security First ทุกคนจะมองหาความปลอดภัย ซึ่งความปลอดภัยจะมีพรีเมี่ยม จะมีความน่าดึงดูด ซึ่งประเทศไทยและอาเซียนเป็นพื้นที่ที่ถือว่ามีความปลอดภัย เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่สามารถกระจายความเสี่ยงมาได้
“เมื่อก่อนเขาอาจจะไม่ได้มองเมืองไทย เพราะเมืองไทยอาจจะไม่ได้ถูกที่สุด ไม่ได้ดีที่สุด แต่วันนี้เมื่อรวมความถูก รวมซัพพลายเชน รวมความปลอดภัย เมืองไทยก็กลายเป็นประเทศที่น่าลงทุน ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ทฤษฎี แต่เห็นตัวเลขเริ่มเกิดขึ้นแล้ว และจะเพิ่มขึ้น ๆ สะท้อนจากตัวเลขบีโอไอที่ปีที่แล้วเข้ามาเกือบ 2 ล้านล้านบาท มาไตรมาสแรกปีนี้ 1 ล้านล้านบาทเข้าไปแล้ว และไม่ใช่จำนวนเงินอย่างเดียว แต่กำลังเข้ามาในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต”
ดร.สันติธารกล่าวว่า โจทย์ของประเทศไทยตอนนี้จะทำนโยบายตั้งรับอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องทำนโยบายเชิงรุกไปพร้อม ๆ กัน โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง และทีมงานได้วางกลยุทธ์ “5 T” ไว้ คือ Target พุ่งเป้า ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง, Transition เปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด, Transform พลิกโฉมสู่อุตสาหกรรมใหม่, Transparant ทุกโครงการต้องตรวจสอบได้และโปร่งใส และ Together ขับเคลื่อนร่วมกัน
“ผมอยากจะเน้น Transition กับ Transformation เพราะนี่คือจังหวะสำคัญในการที่จะทำเรื่องเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริง เพราะเป็นโจทย์ใหญ่ ต้องทำ เพราะเป็นเรื่องความมั่นคง ความมั่นคงทางพลังงานคือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนผ่านตรงนี้ต้องทำโดยเร่งด่วน เรียกว่า Jump Start ต้องผลักทุกชิ้นให้เกิดขึ้นพร้อมกัน”
โดยต้องผลักดันด้านซัพพลายของพลังงานสะอาด เช่น สมาร์ทกริด เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อได้ และด้านดีมานต์ ที่ต้องเปลี่ยนผ่านภาคขนส่งไปสู่กรีนโลจิสติกส์ ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) มากขึ้น หรือใช้พลังงานให้น้อยลง ซึ่งต้องสร้างไปพร้อมกันทั้งสองด้าน และ ยังมีเรื่องคนและเทคโนโลยี ที่ต้องมีการอัพสกิล รีสกิลให้ตอบโจทย์ตรงนี้ด้วย
ดร.สันติธารกล่าวว่า ทั้งหมดนี้แม้จะเป็นยุคที่มีความท้าทายมาก แต่ก็เป็นยุคที่มีโอกาสมากเช่นกัน ดังนั้นจึงอยากให้ช่วยกันคิดว่าวันนี้เราอยากส่งผ่านเรือแบบไหนให้กับคนรุ่นต่อไป ซึ่งมีทางเลือกอยู่ คือ จะใช้ฝีมือขับเรือที่เครื่องยนต์ยังเก่าฝ่าคลื่นลมไปให้รอด แล้วส่งให้คนรุ่นต่อไปไปตายเอาดาบหน้า หรือจะใช้วิกฤตนี้ให้เป็นโอกาส ใช้คลื่นลมภายนอกมาเป็นพลังภายใน ดำเนินการเปลี่ยน อัพเกรดเครื่องยนต์ใหม่ เป็นเศรษฐกิจใหม่ อุดรอยรั่ว ให้ความมั่นคงทางพลังงาน ไม่เป็นจุดอ่อนอีกต่อไป รวมถึงอัพเกรดที่นั่งให้มีที่นั่งสำหรับคนทุกคน ไม่ว่าจะคนรุ่นใหม่ หรือคนรุ่นเก่า สามารถนั่งไปด้วยกันได้
“เราจะเลือกทางไหน ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะเลือกทางที่สอง และผมเชื่อว่าเราจะเลือกทางที่สองได้ไม่ง่าย แต่สามารถทำได้ หากเราทำด้วยกัน ทั้งภาครัฐ เอกชน วิชาการ คนรุ่นใหม่ และรุ่นผู้ใหญ่ เพราะวันนี้ถึงเวลาที่เราจะต้องสร้างเรือที่สามารถส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป ให้เขาสามารถ ไม่ใช่แค่รอด แต่สามารถขับเรือลำนั้นออกไปสู่โลกได้อย่างภาคภูมิใจ”
CP ชี้โอกาสที่ยิ่งใหญ่ของไทย
นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบไปทั้งโลก ซึ่งประเทศไทยถือว่าได้รับผลกระทบหนัก เพราะราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น 2 เท่า ขณะที่ปริมาณการใช้น้ำมันคิดเป็น 10% ของ GDP
หากเทียบเคียงกับประเทศเวียดนามจะเห็นว่าทั้งไทยและเวียดนามมียุทธศาสตร์เหมือนกัน คือการรักษาความเป็นกลาง เพราะต้องการเป็นศูนย์กลางภูมิภาคของอาเซียน ซึ่งต้องวัดแล้วว่าใครจะทำได้ไวกว่ากัน
ล่าสุดเวียดนามมีแผนที่จะผลิตไฟฟ้าจากลมมรสุม ตั้งเป้าว่าสามารถผลิตได้สูงถึง 600 จิกะวัตต์ ขณะที่ประเทศไทยใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศประมาณ 30-35 จิกะวัตต์เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าเวียดนามมีเป้าหมายที่จะเป็นผู้ส่งออกและให้บริการด้านพลังงานกับไทย ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอาเซียน อาจรวมไปถึงประเทศจีนด้วย
“การลงทุนจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจีน สหรัฐ หรือยุโรป กำลังวิ่งมาที่ไทย ถ้าไทยมีแผนที่ชัดเจนเรื่องพลังงานสะอาด วิกฤตครั้งนี้จะกลายเป็นโอกาสที่ใหญ่มาก ๆ ของประเทศไทย”