เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เบทาโกร รุกอาหารสัตว์พรีเมี่ยม ลุยตลาดเอเชีย ดันยอดขายแตะ 5,600 ล้าน ใน 3 ปี
Economic เบทาโกร รุกอาหารสัตว์พรีเมี่ยม ลุยตลาดเอเชีย ดันยอดขายแตะ 5,600 ล้าน ใน 3 ปี
เปิดเส้นทาง ‘อยากเป็นแอร์และสจ๊วต’ ต้องทำไง พร้อมรายได้-เช็คลิสต์ที่ต้องรู้
HR เปิดเส้นทาง ‘อยากเป็นแอร์และสจ๊วต’ ต้องทำไง พร้อมรายได้-เช็คลิสต์ที่ต้องรู้
CRG รุกเบเกอรี่ 4 หมื่นล้าน ผุด HARUKI ยึดนอร์ทวิลล์
Business CRG รุกเบเกอรี่ 4 หมื่นล้าน ผุด HARUKI ยึดนอร์ทวิลล์
ราคาทองวันนี้ (2 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,200 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,050 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (2 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,200 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,050 บาท
‘อีลอน มัสก์’ ชี้ มือถือจะ ไม่มีแอปพลิเคชัน ภายใน 5-6 ปี
Tech ‘อีลอน มัสก์’ ชี้ มือถือจะ ไม่มีแอปพลิเคชัน ภายใน 5-6 ปี
New Normal ราคา ‘ฮาร์ดแวร์’ ไอที
Tech New Normal ราคา ‘ฮาร์ดแวร์’ ไอที
สภาฯ มิติเอกฉันท์ เห็นชอบ ‘ร่าง พ.ร.บ.โอนงบ’  วงเงิน 10,328 ล้าน
Politics สภาฯ มิติเอกฉันท์ เห็นชอบ ‘ร่าง พ.ร.บ.โอนงบ’ วงเงิน 10,328 ล้าน
ออมสินชี้สินเชื่อซื้อรถ EV ฮอต สำรวจความต้องการ ‘ลีสซิ่ง’ ทะลุ 5 พันล้าน
Finance ออมสินชี้สินเชื่อซื้อรถ EV ฮอต สำรวจความต้องการ ‘ลีสซิ่ง’ ทะลุ 5 พันล้าน
กรุงไทย เอ็กซ์สปริง ชี้หุ้นธีม AI ยังขับเคลื่อนตลาดทุกภูมิภาคในไตรมาส 3 ท่ามกลางความท้าทาย
Politics กรุงไทย เอ็กซ์สปริง ชี้หุ้นธีม AI ยังขับเคลื่อนตลาดทุกภูมิภาคในไตรมาส 3 ท่ามกลางความท้าทาย
‘ประธานเฟด’ ชี้ความเสี่ยงเงินเฟ้อลด ย้ำรักษาเสถียรภาพ สู่เป้าหมาย 2%
World ‘ประธานเฟด’ ชี้ความเสี่ยงเงินเฟ้อลด ย้ำรักษาเสถียรภาพ สู่เป้าหมาย 2%
ดูทั้งหมด

ดร.นิเวศน์: สอนลงทุนหุ้น Deep Value ราคาต่ำกว่าพื้นฐาน

21 ส.ค. 2565 | 13:07น.

ดร.นิเวศน์ กูรูนักลงทุนวีไอ สอนลงทุนในหุ้น Deep Value “ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน” ซื้อแล้วถือไปหลายปีโอกาสขาดทุนน้อยมาก กินปันผลไม่ต่ำกว่า 4-5% ต่อปี มั่นคง-ผลประกอบการสม่ำเสมอช่วง 4-5 ปี ค่า PE ไม่ควรเกิน 10-15 เท่า

วันที่ 21 สิงหาคม 2565 ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investor) สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า คนที่ลงทุนแบบ VI มายาวนานและลงทุนแบบ Focus หรือเน้นถือหุ้นหลัก ๆ ไม่เกิน 10 ตัวหรือไม่ก็ไม่เกิน 20 ตัวในกรณีที่พอร์ตใหญ่มาก ในที่สุดแล้วก็มักจะมีสไตล์เฉพาะที่จะถือหุ้นบางแบบมากเป็นพิเศษ เช่น หุ้นซุปเปอร์สต็อก หุ้นแนวเติบโตเร็ว หุ้นตัวเล็ก หรือหุ้นปันผล เป็นต้น

ส่วนตัวผมเองนั้น มาถึงวันนี้ ผมคิดว่าตนเองเน้นอยู่ 2 แบบ นั่นก็คือ หุ้นซุปเปอร์สต็อกและหุ้น “Deep Value” หรือหุ้นที่ “ถูกมาก”

โดยที่หุ้นซุปเปอร์สต็อกนั้น เป็นหุ้นกลุ่มแรก ๆ ที่ผมถือย้อนหลังไปเกือบ 20 ปีแล้วในช่วงที่เศรษฐกิจไทยโตเร็วมากและมีธุรกิจ “สมัยใหม่” จำนวนมากเกิดขึ้นมาแทนธุรกิจแบบดั้งเดิม และบริษัทหลาย ๆ แห่งเติบโตขึ้นมากกลายเป็น “ซุปเปอร์สต็อก”

อย่างไรก็ตาม ย้อนหลังไปประมาณน่าจะเกือบ 10 ปีแล้ว ประเทศไทยเริ่มโตช้าลงมาก หุ้นซุปเปอร์สต็อกใหม่ ๆ แทบไม่มี การลงทุนของผมก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นการซื้อหุ้นที่เรียกว่า “Deep Value Stock” หรือ “D-VI”

หุ้นที่จะเรียกว่าเป็น Deep Value นั้น จะต้องเป็นหุ้นที่ “ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานของบริษัทมาก ซึ่งจะทำให้หุ้นมี Margin Of Safety หรือส่วนเผื่อความปลอดภัยสูงมาก ซื้อแล้วโอกาสขาดทุนถ้าถือไปหลายปีจะมีน้อยมาก” ซึ่งนี่ถ้าฟังดูผิวเผินก็อาจจะรู้สึกว่ามันก็เหมือนหุ้น VI ทั่วไปใครจะไม่อยากซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานมาก ๆ ?

ประเด็นก็คือ จริง ๆ แล้ว VI ส่วนใหญ่นั้นน่าจะไม่ได้ชอบ D-VI แม้ว่าราคาหุ้นจะต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานมากกว่าหุ้น VI แบบอื่น รวมถึงแบบซุปเปอร์สต็อก เหตุผลก็คือ D-VI มักจะเป็นหุ้นที่โตช้าหรือไม่โตเลย ซื้อไปแล้วถ้าไม่มีคนสนใจมาเล่นหรือมาซื้อต่อ ราคาหุ้นก็ไม่ไปไหน บางทีกลับลดลง ที่จะได้จริง ๆ ก็อาจจะแค่ปันผลเป็นหลัก ซึ่งอาจจะไม่คุ้ม นอกจากนั้น โอกาสที่จะได้ “แจ็คพ็อต” คืออยู่ ๆ หุ้นก็มีคนมาเล่นหรือมาปั่นแบบหุ้นเก็งกำไรก็แทบไม่มี พูดง่าย ๆ มันเป็นหุ้นที่ “น่าเบื่อมาก”

ประเด็นสำคัญมากอีกข้อหนึ่งก็คือ การกำหนดว่าหุ้นตัวไหนเป็น Deep Value นั้น ขึ้นอยู่กับ “การประเมินมูลค่าที่แท้จริง” ซึ่งเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ยากมาก และนักวิเคราะห์แต่ละคนก็อาจจะประเมินได้แตกต่างกันมาก

บางครั้ง “สุดกู่” โดยเฉพาะหุ้นที่โตเร็วมากนั้น มูลค่าที่ประเมินได้สำหรับนักวิเคราะห์หรือ VI แต่ละคนอาจจะต่างกันได้เป็นหลายเท่า ดังนั้น การบอกว่าหุ้นตัวไหนเป็น Deep Value จึงอาจจะมีความแตกต่างกันมาก นอกจากนั้น ราคาจะต้องต่ำกว่ามูลค่ากี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะเรียกว่า D-VI?

เพื่อที่จะแก้หรือบรรเทาปัญหาของการประเมินมูลค่าพื้นฐานที่แท้จริงของกิจการให้แม่นยำนั้น “เบนเกรแฮม” เสนอว่าเราควรใช้มูลค่าของทรัพย์สินที่มีการเปลี่ยนแปลงน้อยแทนที่จะใช้กำไรหรือกระแสเงินสดของบริษัท เพราะทรัพย์สินนั้นอาจจะมีราคาตลาดหรือมีพันธทางกฎหมายรับรองที่แน่นอนกว่าเรื่องของกำไรของกิจการที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยสารพัดที่ไม่แน่นอนและคาดการณ์ยาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องสูงหรือเป็นทรัพย์สินหมุนเวียนก็จะมีความแน่นอนในเรื่องของมูลค่ามากกว่าทรัพย์สินถาวร เช่น พวกโรงงานหรือเครื่องจักรมาก

การตีมูลค่าของหุ้นหรือบริษัทที่ “ปลอดภัย” สำหรับเบนเกรแฮมก็คือ การนับเฉพาะทรัพย์สินหมุนเวียนที่มีตัวตนของบริษัทและตัดสินทรัพย์ถาวรทั้งหมดทิ้ง คือให้มูลค่าเป็นศูนย์ เขามีความคิดว่าถ้าธุรกิจไม่ดีผลิตสินค้าแล้วขาดทุนและต้องเลิกบริษัท โรงงานและเครื่องจักรก็มักจะไม่มีค่าอะไร ยกให้ใครฟรีก็ยังไม่มีคนเอา ในส่วนของหนี้สินนั้น มูลค่าหรือต้นทุนที่แท้จริงนั้นถูกต้องอยู่แล้ว บริษัทเป็นหนี้เท่าไรก็ต้องจ่ายเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นหนี้สินหมุนเวียนหรือหนี้ระยะยาวก็ตาม

ดังนั้น ในการคำนวณมูลค่าทั้งหมดของบริษัท ก็ต้องเอาทรัพย์สินที่มีมูลค่าคือเฉพาะทรัพย์สินหมุนเวียน เช่น เงินสดและลูกหนี้การค้า ตั้ง ลบด้วยหนี้สิน “ทั้งหมด” เขาเรียกตัวเลขนี้ว่า “Net-Net” ซึ่งเป็นตัวที่บอกว่านี่คือ “มูลค่าพื้นฐาน” ที่จะไม่มีทางต่ำกว่านี้ และถ้าราคาหุ้นต่ำกว่านี้มาก เช่น แค่ 60-70% เราก็มี Margin Of Safety สูง

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง หุ้นที่เข้าข่ายถูกแบบ Net-Net นั้นมีน้อยมาก และมักจะเป็นหุ้นตัวเล็กที่มีสภาพคล่องต่ำ ยกเว้นก็เฉพาะในช่วงวิกฤตรุนแรง เช่น ในยุคของเบนเกรแฮมที่หาหุ้นแบบนั้นได้เต็มไปหมด ในตลาดหุ้นไทยนั้นไม่ต้องพูดถึง ผมเองไม่ได้มองหาหุ้น Net-Net แต่เราอาจจะมีหุ้นที่ใช้หลักการที่กล่าวถึงมาประยุกต์ใช้ได้

หุ้นที่ผมคิดว่าเป็นหุ้น Deep Value กลุ่มหนึ่งนั้น คือหุ้นที่มีทรัพย์สินที่มีราคาตลาดที่ค่อนข้างแน่นอนคำนวณได้และขายได้จริง ลบด้วยหนี้สินทั้งหมดที่ใช้ในการได้มาของทรัพย์สินนั้น นั่นก็คือทรัพย์สินสุทธิแบบ Net-Net ที่ใช้ในการประเมินมูลค่าหุ้นส่วนหนึ่งของบริษัท หากมีทรัพย์สินดังกล่าวมากกว่า 1 ชิ้น เราก็นำมารวมเข้าเป็นมูลค่าทั้งหมดของบริษัท นี่เป็นวิธีที่เราจะได้มูลค่าพื้นฐานที่แท้จริงใกล้เคียงความเป็นจริงและเป็นแนวที่อนุรักษ์นิยมมาก นั่นก็คือ ถ้าผิดก็จะเป็นการผิดที่ตีมูลค่าพื้นฐานต่ำเกินไป

ทรัพย์สินที่มีราคาตลาดและสามารถขายได้ในราคาใกล้เคียงกับราคาที่ผมพูดถึงก็คือหุ้นจดทะเบียนที่อาจจะเป็นบริษัทลูกหรือบริษัทร่วมหรือแม้แต่หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่บริษัทถือเพื่อการลงทุน โดยที่ราคาของหุ้นแต่ละตัวนั้นไม่ได้เป็นราคาที่ผิดปกติ เช่น เป็นราคาที่อาจจะมีการเก็งกำไรสูงมาก หรือเป็นราคาที่น่าจะมีการปั่นหรือคอร์เนอร์หุ้นไว้ ซึ่งก็มักจะเห็นได้จากค่า PE หรือค่าอัตราส่วนอย่างอื่นที่สูงลิ่วแทบเป็นไปไม่ได้

หุ้น “Deep Value” ที่เป็นการถือหุ้นบริษัทอื่นโดยที่ไม่ได้เป็นการที่เพิ่งจะซื้อมานั้น หลาย ๆ บริษัทก็ต้องถือว่าเป็น “Holding Company” ที่มักจะเป็นบริษัทเก่าแก่ที่ “อิ่มตัว” มานานและขยายตัวโดยการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่มักจะมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิมอยู่บ้าง

อย่างไรก็ตาม การเติบโตโดยรวมของบริษัทก็ช้าลงมาก แทบจะหยุดโดยเฉพาะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และนั่นทำให้นักลงทุนแทบจะเลิกสนใจ ส่งผลให้ราคาหุ้นไม่ไปไหนและทำให้หุ้นมีราคาต่ำกว่าพื้นฐานมาก กลายเป็นหุ้น “Deep Value”

สิ่งที่ผมมองหาในหุ้น Deep Value แบบนี้ก็คือ ผมอยากได้ปันผลที่ค่อนข้างดีคือไม่ต่ำกว่า 4-5% ต่อปีและมั่นคง ผลประกอบการโดยรวมมีความสม่ำเสมอของกำไรมองย้อนหลังไปอย่างน้อย 4-5 ปีที่ผ่านมา โดยที่ค่า PE ปกติไม่ควรจะเกิน 10-15 เท่า ทั้งหมดนั้นเป็นไปได้เพราะว่าทรัพย์สินคือหุ้นที่ถือนั้นเป็นทรัพย์สินที่สร้างรายได้ มีกำไรที่มั่นคงและจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ

และสุดท้ายก็คือ ผมหวังลึก ๆ ว่าวันหนึ่งอาจจะมีคนสนใจที่จะเทกโอเวอร์หรือซื้อหุ้นทั้งหมดและจ่ายราคาที่สูงกว่าราคาตลาดอย่างน้อย 30% ซึ่งนั่นก็คือ “โบนัส” ที่เราอาจจะได้จากการลงทุนในหุ้นนั้น เพราะบ่อยครั้งมาก หุ้น Deep Value มักจะ “ไม่มีเจ้าของ” เพราะถ้าหุ้น “มีเจ้าของ” เขาก็มักจะไม่ปล่อยให้หุ้นตกต่ำจนเป็น Deep Value