ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า หลังเงินเฟ้อเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว
ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า หลังเงินเฟ้อเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว บ่งชี้ความสำเร็จของเฟดในการสกัดเงินเฟ้อ ขณะที่ปัจจัยในประเทศ สภาอุตฯเผยดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนส.ค.เพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 13 กันยายน 2565 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (13/9) ที่ระดับ 36.32/34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (12/9) ที่ระดับ 36.36/38 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก เปิดเผยผลสำรวจพบว่า ตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อของผู้บริโภคสหรัฐสำหรับระยะเวลา 1 ปี และ 3 ปีข้างหน้าได้ลดลงอย่างมากในเดือน ส.ค. ตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อดังกล่าวบ่งชี้ความสำเร็จของเฟดในการสกัดการพุ่งขึ้นของคาดการณ์เงินเฟ้อ
ทั้งนี้ ผู้บริโภคคาดการณ์ว่าในช่วง 1 ปีข้างหน้า อัตราเงินเฟ้อจะแตะระดับ 5.75% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2564 จากระดับ 6.2% ที่มีการสำรวจในเดือน ก.ค. การร่วงลงของคาดการณ์เงินเฟ้อในช่วง 1 ปีข้างหน้าได้รับแรงหนุนจากการที่ผู้บริโภคลดคาดการณ์ราคาน้ำมันและอาหาร
ส่วนตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อระยะ 3 ปีข้างหน้าปรับตัวลงสู่ระดับ 2.8% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2563 จากเดิมคาดการณ์ที่ระดับ 3.2% ในเดือน ก.ค. ทั้งนี้ตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อเป็นข้อมูลที่นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ยอมรับว่ามีผลต่อการตัดสินใจในการประชุมนโยบายการเงิของเฟด
สำหรับปัจจัยในประเทศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือน ส.ค. 65 อยู่ที่ระดับ 90.5 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 89.0 ในเดือน ก.ค. โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปัจจัยในประเทศเป็นสำคัญ
ได้แก่ กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากสถานการณ์โควิด-19 ปรับตัวดีขึ้น และภาครัฐผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การบริโภคในประเทศมีทิศทางที่ดีขึ้น สะท้อนจากความต้องการสินค้าภาคอุตสาหกรรมยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 36.26-36.32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 36.33/34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (13/9) ที่ระดับ 1.0129.31 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (12/9) ที่ระดับ 1.0162/64 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนี (Destatis) เปิดเผยว่า อัตราเงินเฟ้อของเยอรมนีเร่งตัวขึ้นอีกครั้งในเดือน ส.ค. หลังจากที่ชะลอตัวลงในเดือน มิ.ย. และ ก.ค. โดยสอดคล้องกับที่คาดการณ์ไว้ และเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า แรงกดดันด้านราคายังคงมีอยู่ เนื่องจากวิกฤตด้านอุปทานพลังงานยังดำเนินต่อไป
ข้อมูลระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ดีดตัวขึ้น 7.9% ในเดือน ส.ค. เทียบกับเดือนเดียวกันของเมื่อปีก่อน และเพิ่มขึ้นจาก 7.5% ในเดือน ก.ค. แต่สอดคล้องกับผลสำรวจความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ โดยหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล ซึ่งคาดว่า อัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 7.9%
นายเกออร์ก เชียล ประธานของ Destatis ระบุในรายงานว่า “สาเหตุสำคัญที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นยังคงหนีไม่พ้นราคาผลิตภัณฑ์พลังงานและอาหารที่พุ่งสูงขึ้น” ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0118-1.0160 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0156/58 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (13/9) ที่ระดับ 142.64/66 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (12/9) ที่ระดับ 142.59/61 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ จากความแตกต่างในการดำเนินนโยบายระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐ ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 142.04-142.85 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 142.25/26 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐ (CPI) (13/9), ดัชนีราคาผู้ผลิตของสหรัฐ (PPI) (13/9), สต็อกน้ำมันรายสัปดาห์จากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (13/9), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์สหรัฐ (15/9), ตัวเลขค้าปลีกของสหรัฐ (15/9) และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกันยายน โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (16/9)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -7.75/-7.35 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -10/8.4 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ