คลังมั่นใจเศรษฐกิจไทยปี’65 โตสูงสุด 3.5% ห่วงเงินเฟ้อ-ของแพง
รมว.คลังมั่นใจเศรษฐกิจไทยปี’65 ขยายตัว 3-3.5% “ท่องเที่ยว-ส่งออก” ปัจจัยหลักสนับสนุน ห่วงเงินเฟ้อ-ของแพง พร้อมเตรียมแผนรองรับหากราคาน้ำมันดิบโลกยังสูง
วันที่ 17 กันยายน 2565 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยปี 2565 ดีขึ้นแน่นอน เมื่อเทียบกับ 2 ปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าปีนี้จะขยายตัวได้ 3-3.5% เพราะขณะนี้ทิศทางของเศรษฐกิจไทยค่อนข้างชัดเจน โดยมีบางส่วนปรับตัวดีขึ้น แต่บางส่วนลดลง เพราะมีเรื่องโซ่อุปทาน อย่างไรก็ดี นอกจากที่ผ่านมาได้เข้าไปช่วยเหลือประชาชนแล้ว รัฐบาลยังเข้าไปดูแลธุรกิจ เนื่องจากเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะก่อนโควิด ประเทศไทยเคยมีนักท่องเที่ยวกว่า 40 ล้านคน โควิดมาก็หายหมด รัฐบาลก็เข้าไปช่วยเรื่องรักษาการจ้างงาน
ทั้งนี้ ปัจจัยที่มาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ก็คือการท่องเที่ยว โดยหลังจากสถานการณ์โควิดเริ่มดีขึ้น รัฐบาลมีการผ่อนคลายล็อกดาวน์ ก็ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมีการเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวต่างชาติการเดินทางเข้ามา 5 ล้านคนแล้ว และที่เหลืออีก 4 เดือน หากนักท่องเที่ยวเข้ามาเดือนละ 1 ล้านคน ในปี 2565 นี้ ก็จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามา 8-10 ล้านคน
“หากปีนี้ได้นักท่องเที่ยวเข้ามา 8-10 ล้านคน ตามประมาณการของกระทรวงท่องเที่ยว ก็จะเป็น 1 ใน 4 ของจำนวนนักท่องเที่ยว 40 ล้านคน ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี มีคนกบับไปทำงานโรงแรม ซึ่งรายได้จะดีขึ้น จะส่งผลดีต่อไปถึงการชำระหนี้ด้วย”
นอกจากนี้ ยังมีการส่งออก ซึ่งขณะนี้ค่าเงินบาทอ่อนอยู่ จะสนับสนุนในส่วนนี้ได้ โดยได้หารือสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือ ตั้งเป้าหมายการส่งออกสินค้าให้ได้ 10% และยังมีการค้าชายแดน เพราะทุกครั้งที่มีวิกฤตเศรษฐกิจชายแดนจะไม่ค่อยมีปัญหา เพราะเพื่อนบ้านเรายังอาศัยสินค้าในประเทศไทยอยู่ ก็ได้มีการปลดล็อกช่วงโควิด เศรษฐกิจในต่างจังหวัดก็ดีขึ้นด้วย
“เชื่อว่าเศรษฐกิจปีนี้โต 3-3.5% ไม่มีปัญหา และคาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องไปถึงปี 2566 ส่วนปีหน้านั้นก็คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ประมาณ 3-4% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ประเมินในการทำงบประมาณ”
อย่างไรก็ดี สิ่งที่จะเป็นปัญหาในปี 2565 นี้ คือเรื่องเงินเฟ้อ ที่สินค้ายังมีราคาสูงอยู่ แต่กระทรวงการคลังก็มีมาตรการมาเสริมกระทรวงพลังงานในการดูแลเรื่องพลังงาน ผ่านการลดภาษีสรรพสามิตดีเซล ถือเป็นครั้งที่ 4 แล้ว โดยช่วยเหลือผ่านการประเมินสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก นอกจากนี้ ยังช่วยเหลือในเรื่องลดภาษีสำหรับน้ำมันผลิตไฟฟ้าด้วย ทั้งนี้ จะต้องมีการติดตามต่อไปว่าระยะต่อไปสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบจะดีขึ้นหรือไม่ เพื่อดูแลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสถานภาพที่ติดลบน้อยลง ซึ่งปัจจุบันติดลบอยู่กว่า 1.2 แสนล้านบาท
“ถามว่าทำไมภาษีสรรพษามิตไม่ลดลงไป 0% เหมือนในอดีต ก็เพราะน้ำมันดิบตอนนั้นราคาแพงมากกว่าในขณะนี้ และสิ่งที่ต้องดูกันต่อไปคือว่าราคาน้ำมันจะอยู่ยาวหรือไม่ ซึ่งคลังก็มีการเตรียมตัวไว้หากสงครามยูเครนและรัสเซียมีผลทำให้ราคาน้ำมันไม่ลดลงเลย อย่างไรก็ดี ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาน้ำมันดิบก็ปรับลงลดมาแล้ว”