เปิดพิกัดจุดตรวจโควิดในสนามบิน "สุวรรณภูมิ-ดอนเมือง-เชียงใหม่" เช็กที่นี่
สมาคมประกันวินาศภัยไทย ประเมินธุรกิจประกันวินาศภัยปี 2565 คาดว่าจะมีเบี้ยรับรวม 2.72-2.74 แสนล้านบาท ขยายตัว 3.5-4.5% รับแรงหนุนงานรับประกันทุกประเภทแนวโน้มโตเพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว แม้เบี้ยประกันภัยโควิด-19 กว่า 6,000 ล้านบาทจะหายไปจากตลาด และคาดปี 2566 โต 4.5-5.5% มีเบี้ยรับระหว่าง 2.82-2.87 แสนล้านบาท
วันที่ 18 กันยายน 2565 นายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจประกันวินาศภัยปี 2565 ทั้งปีนั้น สำนักงานอัตราเบี้ยประกันวินาศภัย (IPRB) สมาคมประกันวินาศภัยไทย ประมาณการว่า จะเติบโตราว 3.5-4.5% มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 272,000-274,600 ล้านบาท
โดยการประกันภัยแทบทุกประเภทมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นจากการที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว สถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 เริ่มคลี่คลาย มูลค่าการส่งออกและนำเข้าสินค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ยอดจำหน่ายรถยนต์ที่เพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่แล้ว การท่องเที่ยวทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลดีต่อการประกันภัย และคาดการณ์ว่าปี 2566 จะมีอัตราการเติบโตราว 4.5-5.5% เบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 282,200-287,900 ล้านบาท อันเป็นผลมาจากการที่ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับ

6 เดือนแรกปี 65 เบี้ยรับตรงประกันภัยรถยนต์ 75,453 ล้านบาท
นายกี่เดช อนันต์ศิริประภา ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวต่อว่า ผลประกอบการของธุรกิจประกันวินาศภัยช่วง 6 เดือนแรกที่ผ่านมา มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงของการประกันภัยรถยนต์ 75,453 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4%
โดยเพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภาพรวมและการคลี่คลายของปัญหาชิ้นส่วนในการผลิตขาดตลาด ส่งผลให้ยอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้จำนวนกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์มีแนวโน้มสูงขึ้น
รวมถึงผลกระทบจากเบี้ยประกันภัยเฉลี่ยต่อกรมธรรม์ของการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะส่งผลให้เบี้ยประกันภัยรับโดยตรงของการประกันภัยรถยนต์ทั้งปี 2565 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วย
ส่วนประกันอัคคีภัย 5,325 ล้านบาท ลดลง 3.4% โดยลดลงตามมูลค่าการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่ลดลงในครึ่งปีแรก
เบี้ยประกันภัยรับโดยตรงประกันภัยทางทะเลและขนส่งมีจำนวน 3,553 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.4% เพิ่มขึ้นจากการที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ความต้องการที่มากขึ้นของผู้บริโภคซึ่งส่งผลดีต่อการประกันภัยขนส่ง มูลค่าการส่งออกและนำเข้าสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น และประกันภัยเบ็ดเตล็ดมีจำนวน 48,411 ล้านบาท ลดลง 0.8% โดยลดลงจากการที่เบี้ยประกันภัยโควิด-19 กว่า 6,000 ล้านบาทหายไปจากตลาด

ประกันภัยการเดินทาง โต 238.6% หลังคลายมาตรการคุมโควิด
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการประกันภัยการเดินทาง ซึ่งอยู่ในกลุ่มของการประกันภัยเบ็ดเตล็ดนั้น มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงเพิ่มสูงขึ้นมากเป็น 1,243 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 238.6% สืบเนื่องมาจากการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ ตลอดจนการเปิดประเทศและการคลายกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เอื้ออำนวยให้เกิดการเดินทางระหว่างประเทศได้มากขึ้น
สำหรับอัตราความเสียหาย (Loss Ratio) ของการประกันวินาศภัยประเภทต่าง ๆ ช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ พบว่า อัตราความเสียหายโดยรวมของการประกันภัยทุกประเภท 121.0% โดยอัตราความเสียหายของการประกันภัยรถยนต์ 55.3% อัตราความเสียหายของการประกันอัคคีภัย 21.9% อัตราความเสียหายของการประกันภัยทางทะเล 36.6%
และอัตราความเสียหายของการประกันภัยเบ็ดเตล็ด 300.9% โดยสาเหตุที่อัตราความเสียหายของการประกันภัยเบ็ดเตล็ดสูงขึ้นมากนั้นเป็นเพราะรวมความเสียหายของการประกันภัย โควิด-19 ในช่วงไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ที่มีการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสูงมาก
ส่วนโครงการประกันภัยพืชผล ปีการผลิต 2564 ที่กำลังจะสรุปปิดโครงการนั้น มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 3,823.7 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.5% ของเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวมทั้งหมดของการประกันภัยทุกประเภท โดยเป็นเบี้ยประกันภัยข้าวนาปี 3,568.4 ล้านบาท และเบี้ยประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 255.3 ล้านบาท
ส่วนอัตราความเสียหายของการประกันภัยข้าวนาปี 47.8% ขณะที่อัตราความเสียหายของการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 22.5% ซึ่งในรอบปีที่ผ่านมาไม่มีความเสียหายขนาดใหญ่หรือความเสียหายในวงกว้างเกิดขึ้นมากนักกับแปลงเพาะปลูกที่เอาประกันภัยในโครงการฯ

ประกันวินาศภัยเดินหน้าพันธกิจ ESG
นายอานนท์ วังวสุ กล่าวเสริมว่า นอกจากนี้การทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ธุรกิจประกันวินาศภัยเป็นเสาหลักของระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างยั่งยืนของสมาคมประกันวินาศภัยไทยที่ได้ดำเนินการต่อเนื่องอย่างยาวนานเป็นเวลา 55 ปีแล้ว สมาคมฯ ยังมีเป้าประสงค์ให้ธุรกิจประกันวินาศภัยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนเคียงคู่สังคมไทย สมาคมฯ จึงได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานตามพันธกิจที่คำนึงถึงความรับผิดชอบ 3 ด้านหลักตามแนวคิด ESG ซึ่งเป็นแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาขององค์กรอย่างยั่งยืน คือ
1.คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Environment) 2.สังคม (Social) และ 3.ธรรมาภิบาล (Governance) ทั้งนี้สมาคมฯ ได้ยึดมั่นดำเนินงานตามหลักธรรมภิบาลรวมทั้งให้การสนับสนุนกิจกรรมและโครงการที่สร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม สังคม เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับธุรกิจประกันวินาศภัยไทยมาโดยตลอด
หนึ่งในโครงการที่สร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม นั่นคือ โครงการบริหารจัดการแหล่งน้ำชุมชนเพื่อการมีน้ำใช้อย่างสมดุลและยั่งยืน หรือ “โครงการธนาคารน้ำใต้ดิน” เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ที่ประสบปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถประกอบอาชีพได้โดยไม่ต้องประสบกับภัยแล้งและน้ำท่วมซ้ำซาก ตามเจตนารมณ์ของสมาคมฯ ในการเปลี่ยนให้พื้นที่ “ทุ่งกุลาร้องไห้ เป็น ทุ่งกุลายิ้มได้”
โดยสมาคมประกันวินาศภัยไทย ในฐานะผู้บริหารโครงการประกันภัยข้าวนาปี มาตั้งแต่ปี 2554 ได้มีการจัดตั้งกองทุนประกันภัยข้าวนาปีขึ้น ตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งเป็นเงินสมทบจาก “บริษัท” ที่เข้าร่วมรับประกันภัย และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “กองทุนประกันภัยพืชผล” เมื่อปี 2561