เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
2 ปี มงคล ประธานวุฒิสภา ฝ่าคดีฮั้ว สว. ‘ไม่มีอะไรง่าย แต่ผ่านได้ทุกที’
Politics 2 ปี มงคล ประธานวุฒิสภา ฝ่าคดีฮั้ว สว. ‘ไม่มีอะไรง่าย แต่ผ่านได้ทุกที’
‘ชัชชาติ’ วิ่งจากทองหล่อ ลุยตรวจถนนทรุดวงเวียนใหญ่ สั่งรื้อสะพานลอยลดแรงกดทับ อัดซีเมนต์อุ้มชั้นดิน สกัดเสี่ยง
News ‘ชัชชาติ’ วิ่งจากทองหล่อ ลุยตรวจถนนทรุดวงเวียนใหญ่ สั่งรื้อสะพานลอยลดแรงกดทับ อัดซีเมนต์อุ้มชั้นดิน สกัดเสี่ยง
เทียบฟอร์ม Thaimart เปิดเกมชิงเค้กอีคอมเมิร์ซ
Tech เทียบฟอร์ม Thaimart เปิดเกมชิงเค้กอีคอมเมิร์ซ
ราคาทองวันนี้ (11 ก.ค. 69) ดีดขึ้น 200 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,800 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (11 ก.ค. 69) ดีดขึ้น 200 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,800 บาท
ก.ล.ต.เช็กยิบ ‘สุภาพร’ ยื่นทิพย์…ขบวนการสร้างราคา ?
Finance ก.ล.ต.เช็กยิบ ‘สุภาพร’ ยื่นทิพย์…ขบวนการสร้างราคา ?
อัดโปรแรงระบายคอนโดฯ ล้น 2 แสนยูนิต
Real Estate อัดโปรแรงระบายคอนโดฯ ล้น 2 แสนยูนิต
จับตาใช้เงินกู้ 4 แสนล้าน
Columns จับตาใช้เงินกู้ 4 แสนล้าน
‘ษัษฐรัมย์’ ปลุกคนทำงาน ลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ย้ำ “ไม่เอาของชำร่วย เราจะเอาสวัสดิการ”
Politics ‘ษัษฐรัมย์’ ปลุกคนทำงาน ลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ย้ำ “ไม่เอาของชำร่วย เราจะเอาสวัสดิการ”
รัฐมนตรีโลกลืม ข้าราชการโควตากลาง
สามัญสำนึก รัฐมนตรีโลกลืม ข้าราชการโควตากลาง
‘โรงกลั่น’ รับบทหนักน้ำมันแพง ถูกหั่นกำไร-DSI ไล่บี้คดีกักตุน
World ‘โรงกลั่น’ รับบทหนักน้ำมันแพง ถูกหั่นกำไร-DSI ไล่บี้คดีกักตุน
ดูทั้งหมด

ย้อนดูเศรษฐกิจในอดีต สู่บทเรียนโลกปัจจุบัน

20 ต.ค. 2565 | 21:51น.

ย้อนดูเศรษฐกิจโลกในอดีต เพื่อเข้าใจสถานการณ์โลกในปัจจุบัน ในเสวนา “ปรับ” เมื่อโลก “เปลี่ยน” บทเรียนจากเศรษฐกิจโลกหมื่นปี สำนักพิมพ์มติชน งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 27

วันที่ 20 ตุลาคม 2565 ภายในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 27 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สำนักพิมพ์มติชนเปิดเวทีเสวนาในหัวข้อ “ปรับ” เมื่อโลก “เปลี่ยน” บทเรียนจากเศรษฐกิจโลกหมื่นปี ชวนบรรดานักอ่านท่องโลกประวัติศาสตร์และสัมผัสความน่าสนุกของเรื่องราวเศรษฐกิจโลกหมื่นปีไปกับหนังสือ “More เปิดประวัติศาสตร์เศรษฐกิจหมื่นปี” ที่เขียนโดย Philip Coggan แปลโดยพลอยแสง เอกญาติ และบรรยายโดยอาจารย์ธนสักก์ เจนมานะ นักเศรษฐศาสตร์และอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อาจารย์ธนสักก์กล่าวว่า ระบบเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดนั้นอยู่รอบตัวทุกคนเสมอ เมื่อไรที่มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กันในเชิงแลกเปลี่ยน ล้วนเป็นระบบเศรษฐกิจทั้งสิ้น กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เป็นระบบที่สังคมสร้างขึ้นเพื่อจัดสรรทรัพยากรเพื่อการผลิต กระจายสินค้า และบริการต่าง ๆ

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อ 10,000 ปีที่แล้ว ระบบเศรษฐกิจของมนุษยชาติในสมัยนั้นคือการล่าสัตว์และเก็บผลไม้ตามป่าไปเรื่อย ๆ หากเป็นไปได้ก็จะมีการเเลกเปลี่ยนกันระหว่างชนเผ่า ถัดมาก็จะเป็นระบบเศรษฐกิจที่เป็นเกษตรกรรม เมื่อมนุษย์ตั้งถิ่นฐานเลี้ยงสัตว์และเพาะปลูกได้ ดังนั้น ระบบเศรษฐกิจจึงเป็นปรากฏการทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงเสมอ โดยขึ้นอยู่กับสังคมในแต่ละสมัยว่ามีลักษณะอย่างไร

ระบบเศรษฐกิจจึงมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับโครงสร้างทางสังคมและการเมือง อ.ธนสักก์กล่าว

วิวัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมมนุษย์

วิวัฒนาการทางเศรษฐกิจนั้น ส่งผลกระทบกับวิวัฒนาการของสังคมมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยสะท้อนให้เห็นว่าสังคมมนุษย์ในแต่ละยุคมีกิจกรรมและทรัพยากรอะไรเกิดขึ้นบ้าง เศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นจากยุคก่อนจึงเป็นเพราะปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ การปฏิวัติอุตสาหกรรม การพัฒนาของรัฐ หรือ ระบบกฎหมายที่เท่าเทียมขึ้น เป็นต้น

หากถามว่าทำไมการปฏิวัติอุตสาหกรรมจึงเกิดขึ้นในยุโรปก่อนเอเชีย เราจะเห็นว่าในยุโรปมีวัฒนธรรมการค้นพบและพึ่งพาวิทยาศาสตร์มากกว่าในเอเชีย และมีสถาบันทางสังคมต่าง ๆ ในสังคมที่ซับซ้อนกว่าเอเชีย

นอกจากนี้ ก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม ในอังกฤษนั้น มีอัตราค่าแรงที่สูงที่สุดในโลก เนื่องจากรัฐบาลอังกฤษประสบความสำเร็จอย่างมากจากการค้าต่างประเทศ ทำให้ต้องการแรงงานสูง และค่าแรงจึงสูงตามไปด้วยเมื่อเทียบกับทั่วโลกในยุคนั้น

ทั้งหมดนี้จึงทำให้ผู้ประกอบการในอังกฤษมีแรงจูงใจในการสร้างนวัตกรรมหรือวิธีการผลิตแบบใหม่เพื่อมาทดแทนค่าแรงที่สูง สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเป็นไปพร้อม ๆ กับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ

ในทางกลับกัน การเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจในยุโรปที่เสรีมากขึ้น ก็นำไปสู่วิวัฒนาการทางสังคมในเชิงลบ นั่นคือความเหลื่อมล้ำที่สูงขึ้นมากในสังคมยุโรป จนนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งในสังคม และความขัดแย้งระหว่างประเทศในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20

จากนั้นช่วงเปลี่ยนผ่านในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงเกิดนโยบายต่าง ๆ ที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นในสังคม เช่น นโยบายประกันสังคม โครงสร้างภาษีก้าวหน้า และอีกหลาย ๆ อย่างที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้

ในเชิงสังคมแล้วยุโรปค้นพบว่า ระบบที่เสรีโดยไม่คำนึงถึงความยุติธรรมนั้นเป็นระบบที่ไม่ยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจึงแทบจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเลยทีเดียว

ปฏิวัติอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน

การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างลึกซึ้งที่ส่งผลต่อประวัติศาสตร์เศรษฐกิจมาจนปัจจุบัน คือการปฏิวัติอุตสาหกรรม หากพิจารณารายได้ต่อหัวก่อนหน้านั้นมานับหมื่นปี จะอยู่ในระดับที่ต่ำมากมาตลอด แต่มาพุ่งสูงขึ้นหลังเหตุการณ์ดังกล่าวมาจนปัจจุบัน

เมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม ประชากรโลกสูงขึ้นถึง 10 เท่า ในต้นศตวรรษที่ 18 ถึงปัจจุบัน ขณะเดียวกัน รายได้ต่อหัวของประชากรโลกก็เติบโตขึ้น 10 เท่าด้วยเช่นกัน จากไม่เกิน 100 ดอลลาร์ ต่อคนต่อเดือน ปัจจุบันเป็น 1,000 ดอลลาร์ต่อคนต่อเดือน

อีกสาเหตุหนึ่งที่ต้องพูดถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรมในฐานะก้าวสำคัญของเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ คือการทำลายสิ่งแวดล้อม ปริมาณการปล่อยคาร์บอนโดยมนุษย์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม และยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน ปัญหาทางสิ่งแวดล้อมที่เราพบเจอทุกวันนี้จึงเริ่มต้นจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่สำคัญ คือช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยหลังจากนั้นบทบาทของรัฐเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ซึ่งนำโดยยุโรปตะวันตกและอเมริกาเหนือ การมอบสวัสดิการ การกระจายรายได้ การลงทุนในการศึกษาและสาธารณสุขที่เข้าถึงได้ฟรี ล้วนเป็นนโยบายที่พึ่งเกิดขึ้นไม่เกินกลางศตวรรษที่ 20 ซึ่งเกิดขึ้นจากการล่มสลายของตลาดที่เสรีมากเกินไปในช่วงก่อนหน้านั้น

ก่อนและหลังโลกาภิวัตน์

โลกเศรษฐกิจก่อนและหลังยุคโลกาภิวัตน์ต่างกันอย่างไร ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า กระบวนการโลกาภิวัตน์ไม่ค่อยราบรื่นเท่าใดนัก และเกิดขึ้นมานานมากแล้วตั้งแต่ 100 ปีก่อนคริสต์ศักราช ในช่วงเส้นทางสายไหมเราพบการกระจายสินค้าจากจีนไปสู่ยุโรปตะวันออก

แต่หากจะนับกันจริง ๆ มนุษย์เริ่มเชื่อมโยงกันมากขึ้นก็คือช่วงศตวรรษที่ 18 และถือเป็นโลกาภิวัตน์ยุคแรก โดยพบว่าคนที่ได้ประโยชน์ที่สุดจากโลกไร้พรมแดนในสมัยนั้นคืออังกฤษ ผ่านการได้ทรัพยากรอย่างมหาศาลในระบบอาณานิคมและการปฏิวัติอุตสาหกรรม

โลกาภิวัตน์ยุคที่สองคือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงช่วงปี 1979 ซึ่งโลกไร้พรมแดนในยุคนี้เริ่มเป็นประโยชน์ต่อหลายประเทศมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขนส่ง คมนาคม และนำไปสู่การเกิดขึ้นของประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ประเทศใหม่ นั่นคือจีน ช่วงนี้เอเชียเริ่มเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและได้รับประโยชน์จากโลกาภิวัตน์อย่างชัดเจน

และยุคที่สามคือหลังจากปี 1979 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งบทบาทของชาติมหาอำนาจนำเริ่มเปลี่ยนแปลงไป เศรษฐกิจของประเทศทั่วโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ช่วงปี 1980-2010 คนจำนวนหนึ่งพันล้านคนถูกยกเหนือเส้นความยากจน โดยที่เกือบทั้งหมดเป็นคนเอเชีย ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับการที่โลกมีกระแสโลกาภิวัตน์มากขึ้น

โดยจะเห็นการโยกย้ายอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองมาอยู่ที่ฝั่งเอเชียมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศที่น้อยลง เช่น การเติบโตของจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน และในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางประเทศ ที่เริ่มตามทันยุโรปมากขึ้น

แต่ในขณะเดียวกัน ก็พบว่าหลังจากช่วงปี 1980 ความเหลื่อมล้ำภายในประเทศกลับเพิ่มมากขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งอาจจะเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายของรัฐ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือประเทศไทย สหรัฐอเมริกา รวมถึงยุโรปตะวันตกด้วย

ในด้านรายได้จะเห็นว่าคนที่เจริญเติบโตได้ดีที่สุดคือคนที่มีรายได้มากอยู่แล้ว ซึ่งนับเป็น 1% ของโลก ส่วนคนที่เติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีฐานะดีขึ้นเรื่อย ๆ คือชนชั้นกลางในเอเชีย

ส่วนกลุ่มที่มีการเจริญเติบโตน้อยที่สุดคือชนชั้นแรงงานและชนชั้นกลางในยุโรปตะวันตกและอเมริกาเหนือ กล่าวได้ว่าผู้แพ้คือชนชั้นแรงงานและชนชั้นกลางของประเทศที่พัฒนาแล้ว

กระแสการเมืองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เราจึงเห็นกระแสขวาจัด ประเทศอำนาจนำอย่างสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ชนชั้นกลางของประเทศเหล่านี้แทบไม่ได้ประโยชน์จากกระแสโลกาภิวัตน์เลย ทั้ง ๆ ที่หลายประเทศกลับพัฒนาอย่างก้าวกระโดด เราจึงเห็นปรากฎการณ์ brexit ของอังกฤษ เป็นต้น

แรงงานจากอดีตสู่ปัจจุบัน

ความต้องการแรงงานที่มากขึ้น และการเกิดขึ้นของสหภาพแรงงาน มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไร ต้องกล่าวว่าสหภาพแรงงานในแต่ละประเทศทั่วโลกมีบทบาทในหลายระดับและไม่เหมือนกัน ตั้งแต่สถานประกอบการ ไปถึงจนระดับประเทศและภูมิภาค

ในด้านประวัติศาสตร์นั้น สหภาพแรงงานล้วนมีบทบาทอยู่รอบตัวเราทั้งสิ้น เช่น การเกิดขึ้นของกฎหมายแรงงานต่าง ๆ เพดานชั่วโมงการทำงาน ความปลอดภัยในสถานประกอบการ หรือค่าแรงขั้นต่ำ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดโดยประเทศที่มีการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานมาก่อน และถูกนำมาปรับใช้โดยประเทศอื่น ๆ ในภายหลัง

การเกิดขึ้นของนวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจนั้น ส่งผลต่อสหภาพแรงงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเปรียบเทียบกับอดีตและปัจจุบัน ในอดีตต้นศตวรรษที่ 19 นวัตกรรมในยุคนั้นถึงแม้ว่าจะเกิดขึ้นเพื่อทดแทนแรงงานที่แพง แต่นำไปสู่การเจริญเติบโตที่ยั่งยืนและค่อนข้างมั่นคง นำไปสู่ค่าแรงและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ก็มีความเหลื่อมล้ำสูงขึ้นด้วยดังที่กล่าวไป

ส่วนนวัตกรรมในยุคปัจจุบันอย่างเอไอ กล่าวรวม ๆ ได้ว่ามีผลกระทบในด้านลบ แต่แรงงานและการกระจายรายได้ สัดส่วนของรายได้ระหว่างทุนกับแรงงานนั้นตกไปอยู่ในฝั่งทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ รายได้ตกไปอยู่กับบริษัทยักษ์ใหญ่มากขึ้น ราคาสินค้าแพงขึ้น

นอกจากนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แรงงานที่ถูกแทนที่ต้องใช้เวลานานมากกว่าจะหางานใหม่ได้ เนื่องจากตลาดไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างได้ แรงงานส่วนใหญ่ไม่มีกำลังมากพอที่จะไปฝึกฝนสกิลใหม่ ๆ หรือเปลี่ยนสายงาน

ถ้าพูดถึงนวัตกรรมในมุมมองเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน ถือว่าค่อนข้างน่าเป็นห่วงในเรื่องความเหลื่อมล้ำ และทำให้เรานึกถึงบทบาทของรัฐมากขึ้น อ.ธนสักก์ กล่าว

ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย

การศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก จะทำให้เข้าใจทั้งประวัติศาสตร์ทางสังคมและการเมือง และจะทำให้เข้าใจการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสายธารประวัติศาสตร์มาจนปัจจุบัน ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดและตั้งคำถามถึงสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน

ปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในอดีต ระหว่างสถาบันทางการเมือง สถาบันทางสังคม และสถาบันทางเศรษฐกิจ ล้วนกำหนดให้เราเห็นโลกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

งานหนังสือ เศรษฐกิจ