ย้อนดูเศรษฐกิจในอดีต สู่บทเรียนโลกปัจจุบัน
ย้อนดูเศรษฐกิจโลกในอดีต เพื่อเข้าใจสถานการณ์โลกในปัจจุบัน ในเสวนา “ปรับ” เมื่อโลก “เปลี่ยน” บทเรียนจากเศรษฐกิจโลกหมื่นปี สำนักพิมพ์มติชน งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 27
วันที่ 20 ตุลาคม 2565 ภายในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 27 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สำนักพิมพ์มติชนเปิดเวทีเสวนาในหัวข้อ “ปรับ” เมื่อโลก “เปลี่ยน” บทเรียนจากเศรษฐกิจโลกหมื่นปี ชวนบรรดานักอ่านท่องโลกประวัติศาสตร์และสัมผัสความน่าสนุกของเรื่องราวเศรษฐกิจโลกหมื่นปีไปกับหนังสือ “More เปิดประวัติศาสตร์เศรษฐกิจหมื่นปี” ที่เขียนโดย Philip Coggan แปลโดยพลอยแสง เอกญาติ และบรรยายโดยอาจารย์ธนสักก์ เจนมานะ นักเศรษฐศาสตร์และอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อาจารย์ธนสักก์กล่าวว่า ระบบเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดนั้นอยู่รอบตัวทุกคนเสมอ เมื่อไรที่มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กันในเชิงแลกเปลี่ยน ล้วนเป็นระบบเศรษฐกิจทั้งสิ้น กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เป็นระบบที่สังคมสร้างขึ้นเพื่อจัดสรรทรัพยากรเพื่อการผลิต กระจายสินค้า และบริการต่าง ๆ

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อ 10,000 ปีที่แล้ว ระบบเศรษฐกิจของมนุษยชาติในสมัยนั้นคือการล่าสัตว์และเก็บผลไม้ตามป่าไปเรื่อย ๆ หากเป็นไปได้ก็จะมีการเเลกเปลี่ยนกันระหว่างชนเผ่า ถัดมาก็จะเป็นระบบเศรษฐกิจที่เป็นเกษตรกรรม เมื่อมนุษย์ตั้งถิ่นฐานเลี้ยงสัตว์และเพาะปลูกได้ ดังนั้น ระบบเศรษฐกิจจึงเป็นปรากฏการทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงเสมอ โดยขึ้นอยู่กับสังคมในแต่ละสมัยว่ามีลักษณะอย่างไร
ระบบเศรษฐกิจจึงมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับโครงสร้างทางสังคมและการเมือง อ.ธนสักก์กล่าว
วิวัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมมนุษย์
วิวัฒนาการทางเศรษฐกิจนั้น ส่งผลกระทบกับวิวัฒนาการของสังคมมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยสะท้อนให้เห็นว่าสังคมมนุษย์ในแต่ละยุคมีกิจกรรมและทรัพยากรอะไรเกิดขึ้นบ้าง เศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นจากยุคก่อนจึงเป็นเพราะปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ การปฏิวัติอุตสาหกรรม การพัฒนาของรัฐ หรือ ระบบกฎหมายที่เท่าเทียมขึ้น เป็นต้น
หากถามว่าทำไมการปฏิวัติอุตสาหกรรมจึงเกิดขึ้นในยุโรปก่อนเอเชีย เราจะเห็นว่าในยุโรปมีวัฒนธรรมการค้นพบและพึ่งพาวิทยาศาสตร์มากกว่าในเอเชีย และมีสถาบันทางสังคมต่าง ๆ ในสังคมที่ซับซ้อนกว่าเอเชีย
นอกจากนี้ ก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม ในอังกฤษนั้น มีอัตราค่าแรงที่สูงที่สุดในโลก เนื่องจากรัฐบาลอังกฤษประสบความสำเร็จอย่างมากจากการค้าต่างประเทศ ทำให้ต้องการแรงงานสูง และค่าแรงจึงสูงตามไปด้วยเมื่อเทียบกับทั่วโลกในยุคนั้น
ทั้งหมดนี้จึงทำให้ผู้ประกอบการในอังกฤษมีแรงจูงใจในการสร้างนวัตกรรมหรือวิธีการผลิตแบบใหม่เพื่อมาทดแทนค่าแรงที่สูง สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเป็นไปพร้อม ๆ กับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ

ในทางกลับกัน การเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจในยุโรปที่เสรีมากขึ้น ก็นำไปสู่วิวัฒนาการทางสังคมในเชิงลบ นั่นคือความเหลื่อมล้ำที่สูงขึ้นมากในสังคมยุโรป จนนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งในสังคม และความขัดแย้งระหว่างประเทศในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20
จากนั้นช่วงเปลี่ยนผ่านในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงเกิดนโยบายต่าง ๆ ที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นในสังคม เช่น นโยบายประกันสังคม โครงสร้างภาษีก้าวหน้า และอีกหลาย ๆ อย่างที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้
ในเชิงสังคมแล้วยุโรปค้นพบว่า ระบบที่เสรีโดยไม่คำนึงถึงความยุติธรรมนั้นเป็นระบบที่ไม่ยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจึงแทบจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเลยทีเดียว
ปฏิวัติอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน
การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างลึกซึ้งที่ส่งผลต่อประวัติศาสตร์เศรษฐกิจมาจนปัจจุบัน คือการปฏิวัติอุตสาหกรรม หากพิจารณารายได้ต่อหัวก่อนหน้านั้นมานับหมื่นปี จะอยู่ในระดับที่ต่ำมากมาตลอด แต่มาพุ่งสูงขึ้นหลังเหตุการณ์ดังกล่าวมาจนปัจจุบัน
เมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม ประชากรโลกสูงขึ้นถึง 10 เท่า ในต้นศตวรรษที่ 18 ถึงปัจจุบัน ขณะเดียวกัน รายได้ต่อหัวของประชากรโลกก็เติบโตขึ้น 10 เท่าด้วยเช่นกัน จากไม่เกิน 100 ดอลลาร์ ต่อคนต่อเดือน ปัจจุบันเป็น 1,000 ดอลลาร์ต่อคนต่อเดือน
อีกสาเหตุหนึ่งที่ต้องพูดถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรมในฐานะก้าวสำคัญของเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ คือการทำลายสิ่งแวดล้อม ปริมาณการปล่อยคาร์บอนโดยมนุษย์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม และยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน ปัญหาทางสิ่งแวดล้อมที่เราพบเจอทุกวันนี้จึงเริ่มต้นจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม
อีกเหตุการณ์หนึ่งที่สำคัญ คือช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยหลังจากนั้นบทบาทของรัฐเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ซึ่งนำโดยยุโรปตะวันตกและอเมริกาเหนือ การมอบสวัสดิการ การกระจายรายได้ การลงทุนในการศึกษาและสาธารณสุขที่เข้าถึงได้ฟรี ล้วนเป็นนโยบายที่พึ่งเกิดขึ้นไม่เกินกลางศตวรรษที่ 20 ซึ่งเกิดขึ้นจากการล่มสลายของตลาดที่เสรีมากเกินไปในช่วงก่อนหน้านั้น

ก่อนและหลังโลกาภิวัตน์
โลกเศรษฐกิจก่อนและหลังยุคโลกาภิวัตน์ต่างกันอย่างไร ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า กระบวนการโลกาภิวัตน์ไม่ค่อยราบรื่นเท่าใดนัก และเกิดขึ้นมานานมากแล้วตั้งแต่ 100 ปีก่อนคริสต์ศักราช ในช่วงเส้นทางสายไหมเราพบการกระจายสินค้าจากจีนไปสู่ยุโรปตะวันออก
แต่หากจะนับกันจริง ๆ มนุษย์เริ่มเชื่อมโยงกันมากขึ้นก็คือช่วงศตวรรษที่ 18 และถือเป็นโลกาภิวัตน์ยุคแรก โดยพบว่าคนที่ได้ประโยชน์ที่สุดจากโลกไร้พรมแดนในสมัยนั้นคืออังกฤษ ผ่านการได้ทรัพยากรอย่างมหาศาลในระบบอาณานิคมและการปฏิวัติอุตสาหกรรม
โลกาภิวัตน์ยุคที่สองคือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงช่วงปี 1979 ซึ่งโลกไร้พรมแดนในยุคนี้เริ่มเป็นประโยชน์ต่อหลายประเทศมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขนส่ง คมนาคม และนำไปสู่การเกิดขึ้นของประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ประเทศใหม่ นั่นคือจีน ช่วงนี้เอเชียเริ่มเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและได้รับประโยชน์จากโลกาภิวัตน์อย่างชัดเจน
และยุคที่สามคือหลังจากปี 1979 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งบทบาทของชาติมหาอำนาจนำเริ่มเปลี่ยนแปลงไป เศรษฐกิจของประเทศทั่วโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ช่วงปี 1980-2010 คนจำนวนหนึ่งพันล้านคนถูกยกเหนือเส้นความยากจน โดยที่เกือบทั้งหมดเป็นคนเอเชีย ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับการที่โลกมีกระแสโลกาภิวัตน์มากขึ้น
โดยจะเห็นการโยกย้ายอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองมาอยู่ที่ฝั่งเอเชียมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศที่น้อยลง เช่น การเติบโตของจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน และในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางประเทศ ที่เริ่มตามทันยุโรปมากขึ้น
แต่ในขณะเดียวกัน ก็พบว่าหลังจากช่วงปี 1980 ความเหลื่อมล้ำภายในประเทศกลับเพิ่มมากขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งอาจจะเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายของรัฐ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือประเทศไทย สหรัฐอเมริกา รวมถึงยุโรปตะวันตกด้วย
ในด้านรายได้จะเห็นว่าคนที่เจริญเติบโตได้ดีที่สุดคือคนที่มีรายได้มากอยู่แล้ว ซึ่งนับเป็น 1% ของโลก ส่วนคนที่เติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีฐานะดีขึ้นเรื่อย ๆ คือชนชั้นกลางในเอเชีย
ส่วนกลุ่มที่มีการเจริญเติบโตน้อยที่สุดคือชนชั้นแรงงานและชนชั้นกลางในยุโรปตะวันตกและอเมริกาเหนือ กล่าวได้ว่าผู้แพ้คือชนชั้นแรงงานและชนชั้นกลางของประเทศที่พัฒนาแล้ว
กระแสการเมืองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เราจึงเห็นกระแสขวาจัด ประเทศอำนาจนำอย่างสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ชนชั้นกลางของประเทศเหล่านี้แทบไม่ได้ประโยชน์จากกระแสโลกาภิวัตน์เลย ทั้ง ๆ ที่หลายประเทศกลับพัฒนาอย่างก้าวกระโดด เราจึงเห็นปรากฎการณ์ brexit ของอังกฤษ เป็นต้น
แรงงานจากอดีตสู่ปัจจุบัน
ความต้องการแรงงานที่มากขึ้น และการเกิดขึ้นของสหภาพแรงงาน มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไร ต้องกล่าวว่าสหภาพแรงงานในแต่ละประเทศทั่วโลกมีบทบาทในหลายระดับและไม่เหมือนกัน ตั้งแต่สถานประกอบการ ไปถึงจนระดับประเทศและภูมิภาค
ในด้านประวัติศาสตร์นั้น สหภาพแรงงานล้วนมีบทบาทอยู่รอบตัวเราทั้งสิ้น เช่น การเกิดขึ้นของกฎหมายแรงงานต่าง ๆ เพดานชั่วโมงการทำงาน ความปลอดภัยในสถานประกอบการ หรือค่าแรงขั้นต่ำ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดโดยประเทศที่มีการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานมาก่อน และถูกนำมาปรับใช้โดยประเทศอื่น ๆ ในภายหลัง
การเกิดขึ้นของนวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจนั้น ส่งผลต่อสหภาพแรงงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเปรียบเทียบกับอดีตและปัจจุบัน ในอดีตต้นศตวรรษที่ 19 นวัตกรรมในยุคนั้นถึงแม้ว่าจะเกิดขึ้นเพื่อทดแทนแรงงานที่แพง แต่นำไปสู่การเจริญเติบโตที่ยั่งยืนและค่อนข้างมั่นคง นำไปสู่ค่าแรงและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ก็มีความเหลื่อมล้ำสูงขึ้นด้วยดังที่กล่าวไป
ส่วนนวัตกรรมในยุคปัจจุบันอย่างเอไอ กล่าวรวม ๆ ได้ว่ามีผลกระทบในด้านลบ แต่แรงงานและการกระจายรายได้ สัดส่วนของรายได้ระหว่างทุนกับแรงงานนั้นตกไปอยู่ในฝั่งทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ รายได้ตกไปอยู่กับบริษัทยักษ์ใหญ่มากขึ้น ราคาสินค้าแพงขึ้น
นอกจากนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แรงงานที่ถูกแทนที่ต้องใช้เวลานานมากกว่าจะหางานใหม่ได้ เนื่องจากตลาดไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างได้ แรงงานส่วนใหญ่ไม่มีกำลังมากพอที่จะไปฝึกฝนสกิลใหม่ ๆ หรือเปลี่ยนสายงาน
ถ้าพูดถึงนวัตกรรมในมุมมองเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน ถือว่าค่อนข้างน่าเป็นห่วงในเรื่องความเหลื่อมล้ำ และทำให้เรานึกถึงบทบาทของรัฐมากขึ้น อ.ธนสักก์ กล่าว
ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย
การศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก จะทำให้เข้าใจทั้งประวัติศาสตร์ทางสังคมและการเมือง และจะทำให้เข้าใจการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสายธารประวัติศาสตร์มาจนปัจจุบัน ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดและตั้งคำถามถึงสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน
ปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในอดีต ระหว่างสถาบันทางการเมือง สถาบันทางสังคม และสถาบันทางเศรษฐกิจ ล้วนกำหนดให้เราเห็นโลกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน