ตลาดหลักทรัพย์ เคาะเกณฑ์ใหม่ คัดเลือกหุ้นเข้าดัชนี SET50/SET100
ตลาดหุ้นไทย
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับใช้เกณฑ์ Turnover ratio ลดอัตราส่วนเหลือ 2% คัดเลือกหุ้นเข้าดัชนี SET50/SET100 เริ่มประกาศผลเดือน ธ.ค. 65 ใช้คำนวณช่วง ม.ค.-มิ.ย. 66
วันที่ 25 ตุลาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานข้อสรุปการรับฟังความคิดเห็นและการดำเนินการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เกี่ยวกับการใช้เกณฑ์คัดเลือกหุ้นเข้าดัชนี SET50 และดัชนี SET100 โดยลดอัตราส่วน Turnover Ratio หรือปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อเดือนลงจาก 5% เหลือ 2% ของจำนวนหุ้นจดทะเบียน โดยเริ่มใช้ในการคัดเลือกหุ้นรอบปลายปี 2565 ซึ่งจะประกาศผลการคัดเลือกในช่วงเดือน ธ.ค. 65 และใช้ในการคำนวณดัชนีช่วงเดือน ม.ค.-มิ.ย. 66 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ ในปัจจุบันเกณฑ์การคัดเลือกดัชนี SET50 และดัชนี SET100 มีเกณฑ์การคัดเลือกที่ประกอบด้วยทั้งเกณฑ์เชิงคุณภาพ (Quantitative) เช่น ไม่เข้าข่ายถูกเพิกถอน ไม่ถูกสั่งพักการซื้อขาย หรือมีปัญหาด้านงบการเงิน และเกณฑ์ด้านปริมาณ (Quantitative) ได้แก่ Market Capitalization, Free Float, Trading Value และ Turnover ratio เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาพบว่าสภาวะการซื้อขายของตลาดมีการเปลี่ยนแปลงไป โดยรวมแล้วผู้ลงทุนทุกกลุ่มเปลี่ยนแปลงการลงทุนจากที่เน้นลงทุนในกลุ่มหุ้นในดัชนี SET50 มีกระจายการลงทุนในหุ้นที่มีขนาดเล็กลงในกลุ่ม NonSET100 เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลทำให้อัตราส่วนจำนวนหุ้นที่มีการซื้อขาย (Turnover ratio) ของหุ้นขนาดใหญ่ 10 อันดับแรกในดัชนี SET50 (Top10) อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มอื่น ๆ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม SET51-100 และหุ้นขนาดใหญ่ 10 อันดับแรกในดัชนี SET50 (Top10) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่สำคัญในการ Represent ตลาดหุ้นไทยมีระดับ Turnover Ratio ลดลงจากที่ 4-5% มาอยู่ที่ 1-2%
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบเกณฑ์ Liquidity criteria ของดัชนี SET50 / SET100 เทียบกับดัชนีในต่างประเทศ พบว่าดัชนีในต่างประเทศส่วนใหญ่จะกำหนดเกณฑ์ Liquidity โดยใช้ Turnover ratio เช่นเดียวกับดัชนี SET50 / SET100 แต่จะกำหนดระดับขั้นต่ำที่ประมาณ 1-2%
ดังนั้น เพื่อให้ดัชนีสะท้อนความสามารถในการลงทุนของหลักทรัพย์ และสอดคล้องกับสภาพการซื้อขายที่เปลี่ยนไปได้อย่างเหมาะสม ตลาดหลักทรัพย์ฯ เสนอแนวทางการปรับปรุง Turnover Ratio ที่ใช้ในการพิจารณาคัดเลือกดัชนี SET50 และ SET100 โดยมีสาระสำคัญดังนี้
ข้อเสนอการปรับปรุง
– ปรับระดับ Turnover ratio ที่ใช้ในการคัดเลือกหุ้นในดัชนี SET50 และดัชนี SET100 ให้สอดคล้องกับสภาพการซื้อขายที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนี้
- ใช้หลักเกณฑ์และแนวทางในปัจจุบัน โดยปรับลดระดับ Turnover ratio เริ่มต้นจากเดิมที่ 5% เป็น 2%
- พิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์การจัดทำดัชนี และจะเริ่มใช้ในรอบคัดเลือก ธ.ค. 65
ผู้ให้ความเห็นส่วนใหญ่เห็นด้วยในหลักการที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เสนอ โดยให้เหตุผลสรุปได้ดังนี้
- การปรับลด Turnover Ratio สอดคล้องกับสภาพตลาดที่เปลี่ยนไป และสอดคล้องกับเกณฑ์ของดัชนีต่างประเทศ
- การปรับลด Turnover ratio จะช่วยให้หุ้นขนาดใหญ่ซึ่งเป็นฐานโครงสร้างของตลาดหุ้นไทยมีโอกาสคงอยู่ในดัชนี ขณะที่เกณฑ์การคัดเลือกอื่น ๆ มีความเหมาะสมอยู่แล้ว
- การปรับลด Turnover ratio จะช่วยให้เกิดเสถียรภาพในระยะยาวของดัชนี มีผลทำให้การเคลื่อนไหวของดัชนีมีเสถียรภาพมากขึ้น และสอดคล้องกับมาตรฐานในต่างประเทศ
- แนวทางดังกล่าวสามารถช่วยลดความผันผวนของตลาดลงบางส่วนจากหุ้นขนาดเล็กที่มีการซื้อขายสูง
ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามได้ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ดังนี้
- ควรกำหนด Turnover ratio ขั้นต่ำ 1% ให้สอดคล้องกับเกณฑ์ของดัชนีต่างประเทศ
- ควรพิจารณาแนวทางการใช้ free float adjusted ในการคำนวณน้ำหนักหุ้นในดัชนีโดย free float ที่ใช้คำนวณควรเป็น free float ที่สามารถสะท้อนการกระจายการถือครองของผู้ลงทุนจริง เพื่อให้ดัชนีสามารถสะท้อนการเคลื่อนไหวของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ผู้ลงทุนสามารถลงทุนได้จริง
- ควรเพิ่มเกณฑ์สัดส่วนการถือครองหุ้นของผู้ลงทุนต่างชาติเป็นเกณฑ์ในการคัดเลือก และคำนวณน้ำหนักหุ้นในดัชนีด้วย โดยให้น้ำหนักในดัชนีน้อยสำหรับหุ้นที่มีผู้ลงทุนต่างชาติถือครองมาก เพื่อสะท้อนสัดส่วนของหุ้นไทยที่ผู้ลงทุนสถาบันสามารถลงทุนได้
- การคัดเลือกหลักทรัพย์เข้าออกของดัชนี ควรยึดตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยหลีกเลี่ยงการใช้ดุลยพินิจ
อย่างไรก็ตาม สำหรับความเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะนำไปศึกษาและพิจารณาความเหมาะสมในการปรับปรุงหลักเกณฑ์การคัดเลือกดัชนีต่อไป และหากมีข้อเสนอที่เกี่ยวกับดัชนี ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะหารือผู้เกี่ยวข้องและเปิดรับฟังความคิดเห็นก่อนการปรับปรุงใด ๆ
บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ประเด็นนี้ทำให้หุ้นขนาดใหญ่ที่อาจมี Turnover ratio ไม่สูงและหลุดจากการคำนวณรอบก่อน ๆ มีโอกาสเข้าคำนวณ เบื้องต้นหุ้นที่มีโอกาสจะถูกคัดเข้า SET50 รอบถัดไปกลางปีหน้า (ข้อมูลที่ใช้ในการคำนวนถึง 19 ต.ค.) คือ COM7, DELTA, RATCH ส่วนหุ้นที่มีโอกาสจะถูกคัดเข้า SET100 รอบถัดไปคือ DELTA, GFPT, JAS, NEX, SABUY, THG เป็นต้น