เจาะลึกนโยบายจีน & อเมริกา (2)
คอลัมน์ Smart SMEs
โดย วีระศักดิ์ สุตัณฑวิบูลย์ ธนาคารกรุงเทพ
สวัสดีปีใหม่ครับ ในวาระเริ่มต้นปี 2561 นี้ ผมขอนำเอาประเด็นสำคัญ ๆ ในทางเศรษฐกิจที่เห็นว่าจะนำมาซึ่งโอกาสและความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการไทยครับ ซึ่งผมคิดว่าปีนี้ยังคงเป็นอีกปีที่เรายังต้องพร้อมรับมือกับความผันผวนและการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนโยบาย America First ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติที่ต้องการปกป้องคนอเมริกัน โดยไม่พึ่งพาประเทศใด ๆ และคาดหวังจะดึงการลงทุนธุรกิจในต่างแดนกลับสู่มาตุภูมิ เพื่อสร้างงานให้กับคนในประเทศอีกครั้ง หลังจากกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ หันไปลงทุนในต่างประเทศที่มีค่าแรงต่ำ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียและอาเซียน
นี่คือสิ่งที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยควรติดตามความเคลื่อนไหว ทั้งนี้ก็เพื่อนำมาปรับแนวทางและกำหนดแผนยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องต่อการเปลี่ยนแปลง ไปพร้อมกับวางแผนป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากนโยบาย America First นี้
แม้นโยบายดังกล่าวของสหรัฐอเมริกาที่ดูเหมือนจะเข้มงวดเรื่องนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ขัดขวางด้านการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ต่างจากจีนที่เน้นพัฒนาการค้าการลงทุนระหว่างประเทศมากขึ้น แต่เมื่อมองถึงผลที่ประเทศไทยได้รับแล้วกลับกลายเป็นบวก เพราะสหรัฐยังเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 3 ของไทย รองจากจีนและญี่ปุ่น จากตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์ รายงานผลการส่งออกเดือนมกราคมถึงเดือนตุลาคมปีนี้ การค้าไทย-สหรัฐมีมูลค่า 1.17 ล้านล้านบาท ไทยส่งออกสินค้าไปสหรัฐมีมูลค่า 748,836 ล้านบาท และนำเข้า 429,001 ล้านบาท ทำให้ไทยเกินดุลการค้าสหรัฐมากถึง 319,835 ล้านบาท โดยมีสินค้าสำคัญที่ส่งออกไปยังสหรัฐ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องนุ่งห่ม รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากสหรัฐ คือ เครื่องบินและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้าและเคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกล เป็นต้น
เห็นได้ว่าประเทศไทยค่อนข้างจะได้เปรียบ เนื่องจากเราเป็นฐานการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมห่วงโซ่อุปทานในหลายอุตสาหกรรม ที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ยังได้รับการสั่งซื้อสินค้าจากสหรัฐอยู่ ภาพการส่งออกของไทยดีขึ้น แต่ความเคลื่อนไหวของสหรัฐล่าสุด เมื่อวันที่ 12-13 ธ.ค. 2560 ที่ผ่านมา ผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ที่ 1.25%-1.50% สิ่งนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังมีแนวโน้มสดใสขึ้น
แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังสร้างความกังวลจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดครั้งนี้ด้วย เพราะหากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในอนาคตได้ครับ ดังนั้น เราต้องระมัดระวังให้มาก เพราะสหรัฐเองคงไม่ต้องการให้เราเกินดุลอยู่เช่นนี้ตลอดไป ผมจึงอยากให้ผู้ประกอบการไทยเตรียมพร้อมกับทุกสถานการณ์ไว้ครับ สิ่งแรกผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องศึกษาวิธีบริหารความเสี่ยงทางการเงินเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ย รวมถึงการเรียนรู้และวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าอยู่ตลอดเวลา เพราะปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคผันแปรไปตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี โดยเฉพาะในโลกของการซื้อขายออนไลน์ หรือ อีคอมเมิร์ซ เนื่องจากขณะนี้มีผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการต้องลองมองหาโอกาสจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (emerging market) ไว้รองรับด้วยครับ ซึ่งคงหนีไม่พ้นกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) รวมถึงประเทศอินเดีย กลุ่มประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกาใต้ เพราะประเทศเหล่านี้ยังคงมีแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงและเป็นที่หมายปองของนักลงทุนจากต่างประเทศ ไปพร้อมกับการเรียนรู้ เท่าทันคู่แข่งขัน ต้องรู้จักการสร้างความร่วมมือผ่านพันธมิตรธุรกิจเป็นเครือข่ายธุรกิจ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน เกิดความสามารถที่สูงกว่า มีประสิทธิภาพที่มากขึ้น ทั้งยังนำมาซึ่งความสำเร็จอย่างยั่งยืน
สุดท้ายครับ ผู้ประกอบการต้องมองหาโครงการส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อนำมาต่อยอด เช่น การขอรับสิทธิและใช้ประโยชน์จากการสนับสนุนเพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้รับมาปรับปรุงและพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างขีดความสามารถด้านการแข่งขันต่อไปในอนาคตครับ