หมดกังวลเรื่องดอกเบี้ยบ้าน ‘รีไฟแนนซ์บ้าน’ ช่วยให้คุณผ่อนบ้านได้แบบสบายหายห่วง
รีไฟแนนซ์บ้านเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของใครหลายคนที่เริ่มผ่อนบ้านมาได้สักพัก แล้วเริ่มมีความรู้สึกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในการผ่อนบ้านนั้นเริ่มลอยตัว จนทำให้คุณรู้สึกว่าความฝันที่จะมีบ้านจริงๆ เป็นของตัวเองสักหลังมันยากเหลือเกิน ดังนั้นการรีไฟแนนซ์บ้านจึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะทำให้คุณสามารถประหยัดเงินในการผ่อนบ้านได้เยอะเลยทีเดียว และยังสามารถช่วยให้คุณผ่อนบ้านหมดเร็วขึ้นด้วย
คุณรู้หรือไม่ว่าคนบางคนสามารถประหยัดเงินได้ถึงเจ็ดหลักทีเดียวในการผ่อนบ้าน ถ้าหากคุณมีการวางแผนทางการเงินที่ดีพอ และเลือกรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารที่ให้ผลประโยชน์ในเรื่องของอัตราดอกเบี้ยที่ดี ก็จะช่วยย่นระยะเวลาการผ่อนลง และช่วยให้คุณไม่ต้องเหนื่อยมากกับการผ่อนบ้านอีกต่อไป หากคุณเริ่มเห็นข้อดีของการรีไฟแนนซ์บ้านแล้ว เรามารู้จักเรื่องของการรีไฟแนนซ์บ้านให้มากขึ้นกันเถอะ
‘รีไฟแนนซ์บ้าน’ คือ
รีไฟแนนซ์บ้าน คือการที่คุณขอยื่นกู้สินเชื่อบ้านกับธนาคารแห่งใหม่แทนที่ธนาคารแห่งเดิม โดยคุณจะต้องมีระยะเวลาในการผ่อนบ้านกับธนาคารเดิมอย่างน้อย 3 ปี ถึงจะสามารถขอยื่นทำเรื่องกู้สินเชื่อบ้านกับธนาคารแห่งใหม่ได้ หรือที่เราเรียกกันว่า “รีไฟแนนซ์บ้าน” นั่นเอง
นอกจากนี้หากคุณกำลังผ่อนบ้านกับสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือติดฝากขาย คุณก็สามารถทำการรีไฟแนนซ์ได้เหมือนกัน โดยทำการยื่นกู้สินเชื่อบ้านกับธนาคารเพื่อผลประโยชน์ในเรื่องของดอกเบี้ย เป็นต้น การรีไฟแนนซ์บ้านจะพูดง่ายๆ ก็เหมือนกับการที่เราเปลี่ยนเจ้าหนี้นั่นเอง หากเจ้าหนี้ใหม่ให้ผลประโยชน์ในเรื่องดอกเบี้ย และระยะเวลาในการผ่อนที่ดีกว่าเราก็สามารถทำเรื่องรีไฟแนนซ์ได้
ซึ่งการรีไฟแนนซ์บ้านก็รวมไปถึงที่อยู่อาศัยทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นคอนโด ทาวน์เฮาส์ หรือบ้านเดี่ยว เป็นต้น หากใครก็ตามที่กำลังผ่อนบ้าน หรือที่อยู่อาศัยมากกว่า 3 ปี และเริ่มมีความคิดที่อยากจะลดดอกเบี้ยบ้าน อยากให้การผ่อนบ้านของคุณในแต่ละเดือนถูกลง อยากลดเวลาระยะเวลาผ่อนให้เร็วขึ้น หรือต้องการวงเงินกู้เพิ่มเพื่อนำไปตกแต่งบ้าน หากคุณมีความต้องการดังที่กล่าวไปข้างต้น การขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านถือว่าเหมาะกับคุณอย่างมาก
หากคุณสนใจที่จะรีไฟแนนซ์บ้าน และอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม อย่างเช่นขั้นตอนการรีไฟแนนซ์บ้าน ค่าใช้จ่าย หรือเอกสารที่จำเป็นต้องใช้ เป็นต้น คุณสามารถให้ Refinn ช่วยเหลือ และให้คำปรึกษาเพื่อให้การรีไฟแนนซ์บ้านของคุณไม่ต้องยุ่งยาก คุณสามารถคลิกดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ รีไฟแนนซ์บ้าน
ประโยชน์ของการรีไฟแนนซ์บ้าน

หากคุณผ่อนบ้านมามากกว่า 3 ปีแล้ว การรีไฟแนนซ์บ้านเป็นการช่วยให้ผู้กู้ได้รับผลประโยชน์ได้หลายทาง ดังต่อไปนี้
-
สามารถขอวงเงินกู้เพิ่มได้
ในกรณีที่คุณขอยื่นกู้สินเชื่อบ้านเดิมอีกครั้งกับธนาคารใหม่ (รีไฟแนนซ์บ้าน) คุณสามารถขอเพิ่มวงเงินจากยอดหนี้คงเหลือในการผ่อนบ้านกับธนาคารเดิมได้ ซึ่งจะเหมาะสำหรับผู้กู้ที่ต้องการนำเงินไปซ่อมแซมบ้าน ต่อเติมบ้าน หรือตกแต่งบ้านเพิ่ม เป็นต้น หรือบางคนอาจจะนำเงินก้อนนี้ไปปิดหนี้ส่วนอื่น เพื่อให้เหลือหนี้ก้อนเดียวอย่างสินเชื่อบ้านก็ได้
-
ตัวช่วยลดดอกเบี้ยบ้านให้ถูกลง
เมื่อผ่อนบ้านไปสักพักอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจะลอยตัวขึ้น ทำให้ผู้กู้ต้องจ่ายดอกเบี้ยเยอะขึ้น ถึงแม้จะผ่อนบ้านทุกเดือนเป็นจำนวนที่เท่าๆ กันแต่เงินส่วนที่จ่ายจะนำไปหักเงินต้นได้น้อยลง เพราะต้องนำไปจ่ายดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้ยอดหนี้คงเหลือลดลงได้ช้า
ดังนั้นการรีไฟแนนซ์บ้านจะช่วยให้ได้ดอกเบี้ยที่ถูกลง เงินที่จ่ายไปจะนำไปหักเงินต้นมากขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้โอกาสในการผ่อนบ้านหมดเร็วขึ้นด้วย ซึ่งถือว่าเป็นข้อดีที่จะช่วยให้คุณประหยัดเงินค่าดอกเบี้ยได้เยอะพอสมควร
-
ช่วยลดระยะเวลาการผ่อนบ้าน
ในเมื่อการรีไฟแนนซ์บ้านช่วยให้ดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านของคุณต่ำลง เท่ากับว่าเงินที่จ่ายไปถูกนำไปจ่ายเป็นเงินต้นมากกว่าดอกเบี้ย เพราะฉะนั้นคุณก็สามารถลดระยะเวลาในการผ่อนให้สั้นลงได้ แต่ถ้าหากคุณมีกำลังที่จะผ่อนได้มากขึ้นคุณก็สามารถเลือกจ่ายเพิ่มขึ้นได้ในแต่ละเดือน เพื่อให้ยอดหนี้คงค้างหมดได้เร็วขึ้น
-
ลดยอดผ่อนในแต่ละเดือน
แต่ถ้าหากว่าคุณต้องการเลือกผ่อนแบบสบายๆ ไม่หนักมาก การทำรีไฟแนนซ์บ้านก็จะช่วยให้ขึ้นยืดระยะเวลาการผ่อนได้มากขึ้น โดยยอดผ่อนในแต่ละเดือนอาจมีจำนวนน้อยลง ยกตัวอย่างเช่น จากที่ค่าผ่อนบ้านเดือนละ 2 หมื่น อาจกลายเป็นเดือนละหมื่นห้าก็ได้ โดยที่ระยะเวลาผ่อนจาก 25 ปี อาจเป็น 30 ปี เป็นต้น
แต่หากช่วงไหนที่คุณมีกำลังจ่ายเพิ่มก็สามารถจ่ายเพิ่มได้เพื่อตัดต้น ตัดดอก ให้ยอดหนี้ของคุณหมดเร็วขึ้น โดยที่คุณไม่ต้องมากังวลเรื่องค่าใช้จ่ายการผ่อนบ้านในแต่ละเดือนมากนัก
ผู้ที่รีไฟแนนซ์บ้านได้มีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง
ผู้ที่สามารถทำการรีไฟแนนซ์บ้านได้จะต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้ โดยจะแบ่งตามประเภทของอาชีพ
- พนักงานบริษัท ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ
หากคุณมีอาชีพเป็นพนักงานประจำ อย่างเช่น พนักงานบริษัท ข้าราชการ และรัฐวิสาหกิจ คุณจะต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
- สัญชาติไทย อายุ 20 ปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 65 ปี
- รายได้ต่อเดือน 15,000 บาทขึ้นไป
- อายุการทำงานในบริษัทปัจจุบันต้องไม่น้อยกว่า 3 เดือน โดยจะต้องผ่านช่วงทดลองงานแล้ว
- เจ้าของธุรกิจส่วนตัว เจ้าของกิจการ
สำหรับใครที่เป็นเจ้าของธุรกิจ หรือเจ้าของกิจการก็สามารถทำเรื่องรีไฟแนนซ์บ้านได้ โดยจะต้อง
- เป็นผู้ที่มีสัญชาติไทย อายุ 20 ปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 65 ปี
- รายได้ต่อเดือนตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป
- จะต้องมีการจดทะเบียนบริษัท และประกอบธุรกิจมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี
- ผู้ประกอบอาชีพอิสระ (ฟรีแลนซ์)
สำหรับผู้ที่ทำอาชีพอิสระจะต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
- เป็นผู้ที่มีสัญชาติไทย อายุ 20 ปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 65 ปี
- รายได้ต่อเดือนตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป
- มีหลักฐานแสดงแหล่งที่มาของรายได้
- ประกอบอาชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี
เอกสารสำคัญสำหรับการรีไฟแนนซ์บ้าน

เอกสารถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการยื่นรีไฟแนนซ์บ้าน หากคุณเตรียมเอกสารได้พร้อม การพิจารณาในการขอสินเชื่อก็จะง่ายขึ้น และรวดเร็วขึ้น โดยเอกสารดังต่อไปนี้ เป็นสิ่งที่คุณจะต้องรู้เพื่อจะได้เตรียมเอกสารได้อย่างถูกต้อง และสมบูรณ์
-
เอกสารแสดงบัญชีรายได้
เอกสารประเภทนี้ธนาคารจะใช้ในการพิจารณาในเรื่องของ ความสามารถในการผ่อนชำระ สภาพคล่องทางการเงิน เป็นต้น โดยเอกสารที่แสดงถึงรายได้จะได้แก่
- สำหรับพนักงานเงินเดือน
- สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 3 – 6 เดือน
- หนังสือรับรองการทำงาน
- สำเนารับรองการหักภาษี (50 ทวิ)
- สำหรับเจ้าของธุรกิจ หรือกิจการ
- สำเนารับรองการจดทะเบียนการค้า
- สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น
- สำเนารายการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน
- สำเนาแนบแสดงภาษีซื้อขาย ภ.พ.30
-
เอกสารข้อมูลส่วนบุคคล
เอกสารในส่วนนี้จะเป็นการแสดงตัวตน และยืนยันตัวตนของผู้กู้ เพื่อให้ทางธนาคารได้ตรวจสอบ ซึ่งจะประกอบไปด้วย
- สำเนาบัตรประชาชน
- สำเนาทะเบียนบ้าน
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนคู่สมรส (ถ้ามี)
- สำเนาทะเบียนบ้านคู่สมรส (ถ้ามี)
-
เอกสารแสดงหลักประกัน
เอกสารหลักประกันจะใช้เพื่อนำมายืนยันความเป็นเจ้าของหลักประกันที่จะนำมารีไฟแนนซ์ โดยจะมีเอกสารดังต่อไปนี้
- สำเนาโฉนดที่ดิน หนังสือกรรมสิทธิ์ หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องที่บ่งชี้ถึงหลักประกัน
- สำเนาสัญญาการซื้อขายหรือให้ที่ดิน ทด.13 หรือ 14 หรือสัญญาซื้อขายห้องชุด
- สำเนาสัญญากู้จากธนาคารเดิม
- สำเนาสัญญาจำนองที่ดิน
- สำเนาใบเสร็จแสดงธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับบ้าน
5 ขั้นตอนรีไฟแนนซ์บ้าน

สำหรับใครที่สนใจกำลังจะยื่นรีไฟแนนซ์บ้าน นี่คือ 5 ขั้นตอนที่คุณจำเป็นจะต้องรู้เพื่อจะได้เตรียมตัวให้ถูกต้อง ก่อนตัดสินใจยื่นกู้สินเชื่อใหม่
-
ตรวจเช็กสัญญากู้ฉบับเดิม
สิ่งแรกที่คุณจะต้องทำเลยคือ ติดต่อธนาคารเดิมที่คุณกำลังผ่อนสินเชื่อบ้านอยู่ เพื่อตรวจสอบสัญญากู้ฉบับเดิมในเรื่องของยอดหนี้ที่เหลืออยู่ อัตราดอกเบี้ย ณ ปัจจุบัน ระยะเวลาในการผ่อน เป็นต้น เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่า การรีไฟแนนซ์บ้านคือทางเลือกที่ดีของคุณจริงๆ
-
เลือกรีไฟแนนซ์บ้านธนาคารไหนดี
ขั้นตอนต่อไปที่สำคัญคือ การเลือกธนาคารที่คุณจะขอยื่นกู้สินเชื่อบ้านใหม่ ซึ่งจากข้อมูลที่คุณได้มาจากสัญญากู้ฉบับเดิม คุณสามารถนำมาเปรียบเทียบได้ว่าธนาคารไหนให้ผลประโยชน์ในเรื่องของอัตราดอกเบี้ย และระยะเวลาผ่อนที่ดีกว่าธนาคารเดิม คุณก็สามารถเตรียมตัวยื่นรีไฟแนนซ์กับธนาคารใหม่ได้เลย
-
เตรียมเอกสารสำคัญให้ครบถ้วน
เมื่อคุณเลือกธนาคารที่ต้องการยื่นกู้ใหม่ได้แล้ว ให้คุณทำการเตรียมเอกสารตามที่ธนาคารต้องการ เช่น เอกสารรายได้ เอกสารข้อมูลส่วนบุคคล เอกสารหลักประกัน หรือเอกสารเพิ่มเติมอื่นๆ เป็นต้น
-
ยื่นขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน
เมื่อเอกสารพร้อมแล้วก็ทำเรื่องรีไฟแนนซ์ได้เลย โดยการยื่นเอกสารกับเจ้าหน้าที่ธนาคารที่ดูแลในเรื่องของการพิจารณาขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งหากเอกสารพร้อมก็จะใช้ระยะเวลาในการพิจารณาไม่นานก็สามารถทราบผลได้เลย
-
ทำสัญญาสินเชื่อใหม่พร้อมจดจำนอง
เมื่อคุณทราบผลการพิจารณาว่าคุณได้รับสินเชื่อบ้านกับธนาคารใหม่แล้ว ให้ตรวจสอบสัญญาสินเชื่อใหม่ให้ดีก่อนตัดสินใจทำสัญญา เพื่อป้องกันความผิดพลาด หากสัญญาเป็นไปตามข้อตกลงที่คุณต้องการ คุณก็สามารถตัดสินใจทำสัญญาพร้อมจดจำนองได้เลย
รีไฟแนนซ์บ้าน เสียค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง
แน่นอนว่าการรีไฟแนนซ์บ้านอาจจะมีค่าใช้จ่ายบางส่วน ซึ่งค่าใช้จ่ายจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขโปรโมชั่น
ของแต่ละธนาคาร โดยบางธนาคารอาจไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เลยก็ได้ แต่ถ้าหากมีค่าใช้จ่ายจะเป็นค่าใช้จ่ายเบื้องต้นดังต่อไปนี้
- ค่าสำรวจ และประเมินราคาหลักประกัน
ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะเริ่มต้นที่ 2 พันบาท โดยจะขึ้นอยู่กับที่ตั้งของหลักประกัน
- ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนจำนอง
ในกรณีที่มีการจดจำนองใหม่จะต้องชำระค่าจดทะเบียนจำนอง 1% ของวงเงินกู้ให้กับกรมที่ดิน
- ค่าธรรมเนียมอื่นๆ
ยกตัวอย่างเช่น ค่าอากรแสตมป์สัญญาเงินกู้ 0.05% ของวงเงิน
- ค่าประกันอัคคีภัย
สำหรับค่าประกันอัคคีภัยถือว่าเป็นประกันภาคบังคับที่ผู้กู้ซื้อบ้านจะต้องมี ซึ่งวงเงินในการทำประกันจะขึ้นอยู่กับมูลค่าบ้าน โดยค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะมีราคาไม่สูง อยู่ที่ประมาณ 1 – 3 พันบาท หรืออาจมากกว่านั้น
รีไฟแนนซ์บ้านให้คุ้มค่า ทำอย่างไร
หากคุณไม่อยากพลาดโอกาสดีๆ ที่จะช่วยให้การรีไฟแนนซ์บ้านของคุณเป็นประโยชน์ต่อคุณมากที่สุด เราแนะนำให้คุณเลือกรีไฟแนนซ์บ้าน และคอนโดผ่านเว็บไซต์หนึ่งที่ชื่อว่า Refinn เพราะ Refinn จะช่วยให้การหาข้อมูล เตรียมเอกสารในการรีไฟแนนซ์บ้านของคุณง่ายขึ้น และไม่เสียเวลาด้วย
ซึ่งทางรีฟินน์จะช่วยคุณเปรียบเทียบโปรโมชั่น และอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้านของธนาคารต่างๆ ช่วยให้คุณไม่ต้องกรอกข้อมูลหลายๆ ที่ให้ยุ่งยาก กรอกข้อมูลเพียงครั้งเดียวก็สามารถยื่นได้หลายธนาคาร ทาง Refinn จะมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่จะคอยให้คำปรึกษา และช่วยดำเนินการยื่นกู้ตั้งแต่ต้นจนจบ โดยที่ผู้กู้ ไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ หรือข้อผูกมัดกับทาง Refinn
ข้อสรุป
หากใครที่ต้องการจะยื่นรีไฟแนนซ์บ้านในปี 2566 หรือในอนาคต สามารถให้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องขอยื่นกู้สินเชื่อบ้านอย่าง Refinn ช่วยได้ เพื่อที่คุณจะได้ลดอัตราดอกเบี้ยบ้าน ลดระยะเวลาการผ่อน และประหยัดเงินมากขึ้น ให้คุณมีบ้านเป็นของตัวเองในราคาผ่อนที่คุ้มค่า ซึ่งบริการดีๆ แบบนี้คุณไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแต่อย่างใดเลย