เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ASW ร่วมทุน ‘ญี่ปุ่น’ ผุดแคมปัสคอนโดฯ ย่านเกษตร
Real Estate ASW ร่วมทุน ‘ญี่ปุ่น’ ผุดแคมปัสคอนโดฯ ย่านเกษตร
มธ. เปิดสมัครแข่งล่ามระดับชาติ “TNIC 2027” สมัครฟรี! เฟ้นตัวแทนไทยลุยศึกมาเลเซีย
Biz Movement มธ. เปิดสมัครแข่งล่ามระดับชาติ “TNIC 2027” สมัครฟรี! เฟ้นตัวแทนไทยลุยศึกมาเลเซีย
พระราชินี ทอดพระเนตร การแข่งขันฮอกกี้น้ำแข็งระหว่างญี่ปุ่น-เกาหลี
ข่าวในพระราชสำนัก พระราชินี ทอดพระเนตร การแข่งขันฮอกกี้น้ำแข็งระหว่างญี่ปุ่น-เกาหลี
5 คำถามเปลี่ยนมุมคิด ช่วย SMEs มองเห็นโอกาสเติบโต
Finance 5 คำถามเปลี่ยนมุมคิด ช่วย SMEs มองเห็นโอกาสเติบโต
MJets ชี้ความสำเร็จ มาจาก ‘คนเบื้องหลัง’
Business MJets ชี้ความสำเร็จ มาจาก ‘คนเบื้องหลัง’
ททท. บูมเที่ยวในประเทศรับ Q4 7 แอร์ไลน์ลดค่าตั๋ว 500-เปย์บัสละ 4 หมื่น
Business ททท. บูมเที่ยวในประเทศรับ Q4 7 แอร์ไลน์ลดค่าตั๋ว 500-เปย์บัสละ 4 หมื่น
140 ปีสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น 40 บริษัทปักฐานแน่น ชู ‘เชียงใหม่ ลำพูน’ ฐานผลิตอิเล็กทรอนิกส์
เศรษฐกิจภูมิภาค 140 ปีสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น 40 บริษัทปักฐานแน่น ชู ‘เชียงใหม่ ลำพูน’ ฐานผลิตอิเล็กทรอนิกส์
‘ฟิตเนสเฟิรส์ท’ ลงทุนใหญ่รอบ 7 ปี ทุ่ม 330 ล้านลุยปักธง-รีโนเวตสาขา
Business ‘ฟิตเนสเฟิรส์ท’ ลงทุนใหญ่รอบ 7 ปี ทุ่ม 330 ล้านลุยปักธง-รีโนเวตสาขา
กระทรวงเกษตรฯ ถก ธนาคารโลก-เอดีบี บริหารน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก
Economic กระทรวงเกษตรฯ ถก ธนาคารโลก-เอดีบี บริหารน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก
Bangkok Blueprint in Action ตกผลึกต้านภัยการเงินดิจิทัลสู่พิมพ์เขียว
Finance Bangkok Blueprint in Action ตกผลึกต้านภัยการเงินดิจิทัลสู่พิมพ์เขียว
ดูทั้งหมด

เร่งปิดช่องว่างการพัฒนา…ตั้งเป้าหมายระดับการเติบโตของเศรษฐกิจ

12 ก.พ. 2566 | 07:01น.
เศรษฐกิจไทย
คอลัมน์ : เช้านี้ที่ซอยอารีย์
ผู้เขียน : พงศ์นคร โภชากรณ์ [email protected]

หลังจากผ่านพ้นปัญหาเศรษฐกิจอันเกิดจากโควิด-19 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวเป็นลำดับ โดยในปี 2565 และ 2566 ก็คาดว่าจะขยายตัวเนื่องที่ร้อยละ 3.0 และ 3.8 ต่อปี และหากดูการเติบโตในระยะ 5 ปีข้างหน้าก็จะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3.5 ต่อปี

ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยก่อนเกิดโควิด-19 หลายคนเรียกการเติบโตระดับนี้ว่า “การเติบโตตามศักยภาพ” หรือ potential GDP growth ผู้อ่านหลายคนเมื่อเจอคำนี้ มักจะเข้าใจไปว่าเป็นระดับ “การเติบโตที่พยายามแล้วแต่ได้แค่นี้” และหดหู่มากเมื่อมีคนเอาคำนี้ไปพูดว่าเป็น “การเติบโตตามยถากรรม”

คงไม่มีใครเถียงผมว่า หากประเทศไทยเติบโตในระดับร้อยละ 3.5 ต่อปี ไปเรื่อย ๆ คงไม่มีวันที่ประเทศไทยจะก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้ภายใน 10 ปี เพราะเกณฑ์ขั้นต่ำของการเป็นประเทศรายได้สูง ก็จะขยับหนีเราเราขึ้นไปเรื่อย ๆ เช่นกัน และที่สำคัญ หากเราแบ่งเลขร้อยละ 3.5 ต่อปีข้างต้น ออกเป็นการเติบโตของจังหวัดต่าง ๆ เราก็จะพบว่า ไม่ใช่ทุกจังหวัดที่จะเติบโตได้ร้อยละ 3.5 ต่อปี

บางจังหวัดอาจจะเติบโตได้ร้อยละ 4-5 ต่อปี โดยเฉพาะจังหวัดที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาค เป็นเมืองหลัก และมีคนชั้นกลางอาศัยเป็นจำนวนมาก หรือมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ลงไป หรือพืชเศรษฐกิจของจังหวัดราคาดีเป็นพิเศษ หรือมีนักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวจำนวนมาก

แต่ก็มีอีกหลายจังหวัดที่เติบโตได้เพียงร้อยละ 1-2 ต่อปีเท่านั้น โดยเฉพาะจังหวัดที่ขาดศักยภาพในการเติบโต ขาดความน่าสนใจในการลงทุน ไม่มีฐานธุรกิจใหญ่ ๆ ขนาดเมืองเล็ก เป็นท้องถิ่นยากจน คนอาศัยอยู่ไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อยและคนจน ไม่มีพืชเศรษฐกิจ ไม่มีแหล่งท่องเที่ยว เป็นแค่เมืองผ่าน ฉะนั้น ในระยะสั้นเราจะเห็นความแตกต่างของอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจของ 2 กลุ่มจังหวัดนี้ นานวันเข้า สิ่งนี้จะวิวัฒนาการเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ช่องว่างของการพัฒนา”

ส่วนตัวผมจึงมองว่า เราควรจะมีเป้าหมายของการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นกรอบในการดำเนินนโยบาย หรืออาจจะใช้คำว่า “กรอบเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ” หรือ economic growth targeting

คล้าย ๆ กับการตั้งกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ หรือ inflation targeting ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งกรอบเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจนี้ ต้องนับรวมความพยายามอย่างเต็มที่ ที่จะขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโตด้วย เช่น เราอยากจะสร้างระเบียงเศรษฐกิจ (economic corridors) ขึ้นในภูมิภาคต่าง ๆ เราอยากจะสร้างรถไฟความเร็วสูงไปทางอีสาน เหนือ ใต้ เราอยากจะขยายสนามบิน ขยายท่าเรือ และอื่น ๆ อีกมากมาย

สมมุติว่ามี 10 โครงการที่เราตั้งใจจะทำเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ได้ร้อยละ 5 ต่อปี เราก็ต้องมุ่งมั่นไปตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งในหน่วยงานมันสมองของรัฐบาล สามารถคำนวณผ่านแบบจำลองเศรษฐกิจได้ทันทีว่า หากตั้งเป้าจะเติบโตปีละร้อยละ 5 ต้องเพิ่มการบริโภคเท่าไร ต้องเพิ่มการลงทุนภาครัฐและภาคเอกชนเท่าไร ถ้าปีนี้ทำไม่ได้ ปีหน้าต้องเร่งอีกเท่าไร จึงจะได้ค่าเฉลี่ยที่ร้อยละ 5 ต่อปี

ตาราง ช่องว่างการพัฒนา

ดังนั้น ผมอยากให้เราใช้แบบจำลองเศรษฐกิจในการ “ตั้งเป้าหมายของอัตราการเติบโต” และ “คำนวณส่วนผสมของการเติบโต” นั้น ว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะได้ระดับการเติบโตที่ตั้งเอาไว้นั้น อันนี้น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าการพยากรณ์ทั่ว ๆ ไปที่ต้องทำอยู่แล้ว เพราะส่วนผสมของการเติบโตนั้น จะช่วยออกแบบนโยบายเพื่อ “ปิดช่องว่างการพัฒนา” ทั้งในระดับมหภาคและภูมิภาคได้

การตั้งกรอบเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ นอกจากจะทำให้เรามีเป้าหมายที่จะต้องทำให้ได้แล้ว ยังเป็นการปิดช่องว่างการพัฒนาในระดับพื้นที่ไปด้วยในตัว การหาช่องว่างการพัฒนา ไม่ยาก อาศัยข้อมูล 2-3 ฐานข้อมูลก็พอจะเห็นภาพ ได้แก่ ข้อมูลพื้นฐานระดับหมู่บ้าน (กชช.2ค) ข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) และข้อมูลผู้มีรายได้น้อยในโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ

เมื่อทาบ 3 ฐานข้อมูลนี้เข้าด้วยกัน เราจะเป็นปัญหาทั้งในมิติหมู่บ้าน ครัวเรือน และบุคคล เมื่อข้อมูลช่วย “วินิจฉัยโรค” ให้แล้ว ก็บูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ มาช่วยกัน “ปรุงยา” หรือทำชุดมาตรการแก้ปัญหา และ “จ่ายยา” ให้แก่หมู่บ้าน ครัวเรือน หรือคนมีรายได้น้อยหรือคนจนในพื้นที่ต่อไป

เช่น นาย ก. เป็นคนถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน เป็นหนี้นอกระบบ ไม่มีเงินออม เพราะหาเช้ากินค่ำ ต้องดูแลพ่อแม่ที่ป่วยติดเตียง หมู่บ้านที่อาศัยมีปัญหาเรื่องไฟฟ้า น้ำประปา ขยะเน่าเหม็น จะเห็นว่าปัญหาของนาย ก. ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากหลายหน่วยงาน มาตรการต่าง ๆ ที่ลงไปช่วย

อาจจะอยู่ในรูปแบบของการลงทุนภาครัฐ เช่น การลงทุนดูแลสายส่งไฟฟ้า เสาไฟฟ้า ไฟฟ้าส่องสว่าง วางท่อน้ำประปา การกำจัดขยะของท้องถิ่น เป็นต้น การจัดสรรเงินอุดหนุนท้องถิ่น การกระตุ้นผ่านการบริโภค การให้เงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ การให้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ การให้เบี้ยความพิการ เป็นต้น

การช่วยเหลือเหล่านี้ ถือเป็นการปิดช่องว่างการพัฒนาทั้งในระดับหมู่บ้าน ครัวเรือน และบุคคล และผลพลอยได้คือความยากจนและความเหลื่อมล้ำน่าจะลดลง ดังนั้น ข้อมูลตั้งต้นจึงมีความสำคัญมากต่อการวินิจฉัยโรค แต่คนหยิบนโยบายไปใช้มักด้อยค่าข้อมูลหลายครั้ง การทำนโยบายข้ามไปที่ปรุงยาและจ่ายยาเลย โดยไม่ผ่านการวินิจฉัยโรค ทำให้การรักษาไม่ได้ผล

ในระยะ 4 ปีข้างหน้าของรัฐบาลชุดใหม่ จะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการ “พลิกโฉมเศรษฐกิจ” อันเป็นเป้าหมายใหญ่ของแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 เพราะหากเราไม่เร่งปิดช่องว่างการพัฒนา เมื่อมันถ่างมากขึ้นเรื่อย ๆ การปิดช่องว่างนั้น จะมี “ต้นทุนในการปิดช่องว่าง” และ “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” เพิ่มขึ้นอย่างมาก ฉะนั้น เราควร “พลิกโฉมเศรษฐกิจฐานราก” ไปด้วยในคราวเดียวกัน จึงจะเป็นการ “ปิดช่องว่างการพัฒนาที่สมบูรณ์แบบ”

ดังนั้น ถ้าเราตั้งเป็นวาระแห่งชาติในการเร่ง “ปิดช่องว่างการพัฒนา” ใช้เวลาสัก 1-2 ปี เพื่อเดินหน้าเข้าสู่ “กรอบเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ” ที่ตั้งเอาไว้ และรักษาการเติบโตในระดับนี้ให้ต่อเนื่อง ผมว่า ประเทศไทยจะพัฒนาและพลิกโฉมอย่างก้าวกระโดดแน่นอน

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน มิได้ผูกพันเป็นความเห็นขององค์กรที่สังกัด