ตลาดหุ้นแค่ปรับฐาน ระวังจบรอบตราสารหนี้
คอลัมน์ จับช่องลงทุน
โดย พูนพิชญา ปัณฑิตานนท์ ที่ปรึกษาการลงทุนทิสโก้ เวลธ์
หลังจากตลาดทุนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นหุ้นหรือตราสารหนี้ เกิดความผันผวนอย่างรุนแรงในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพราะผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (yield) ที่สูงสุดนับแต่ปี 2014 ทำให้เกิดความกังวลต่อตลาดทุน ซึ่งนับแต่เดือนกันยายน 2017
โดย yield พันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐ เร่งขึ้นจากระดับ 2.0% ต้น ๆ ขึ้นมาแตะ 2.9% ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่ามีโอกาสทดสอบระดับ 3% หรืออาจจะไปถึง 3.5% ตามที่สำนักวิจัยเศรษฐกิจบางแห่งเริ่มคาดการณ์ ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริงเท่ากับว่า ตราสารหนี้อาจจบรอบขาขึ้น (bull market) ที่กินเวลากว่า 30 ปีก็เป็นได้ ทั้งนี้การที่ yield พันธบัตรปรับขึ้น ทำให้นักลงทุนตราสารหนี้ ถูก mark to market loss เพราะตราสารหนี้เดิมได้รับดอกเบี้ย “น้อย” กว่าตราสารหนี้ฉบับใหม่ ๆ ราคาตราสารหนี้ที่ได้ดอกเบี้ยน้อยกว่า จึงต้องลดราคาเพื่อ “ชดเชย” ให้กับผู้ซื้อในตลาดรอง
อีกประเด็นที่สำคัญคือการปรับขึ้นดอกเบี้ยยังส่งผลเสียต่อภาคเศรษฐกิจจริง เพราะต้นทุนระดมทุนของภาคธุรกิจและครัวเรือนสูงขึ้น การขยายการลงทุนและการบริโภคอาจชะลอตัวลง ตลาดหุ้นจึงมีการปรับฐานด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ตลาดตราสารหนี้นั้นไม่ได้กลับขาไปมาบ่อย ๆ ทำให้ผลกระทบดังกล่าวอาจกินเวลายาวนานกว่าภาวะตลาดหุ้นปรับฐาน
สาเหตุที่ทำให้ yield พันธบัตรสหรัฐปรับตัวขึ้นเร็วอย่างมาก คงหนีไม่พ้นประเด็นอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวมากขึ้น เงินเฟ้อจึงกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินเกือบทุกประเภท และสาเหตุที่เงินเฟ้อเร่งตัวในรอบนี้คงหนีไม่พ้นประเด็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เด่นชัด โดยเฉพาะฝั่งอุปสงค์ที่เร่งตัวหนุนให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ อันเป็นปัจจัยการผลิตเร่งตัวสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโลหะ ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ ไปจนถึงน้ำมัน และประเด็นการว่างงานที่ลดลงทำให้บางประเทศค่าจ้างเริ่มปรับสูงขึ้นอย่างในสหรัฐ ประกอบกับดอกเบี้ยที่ต่ำมานาน ทำให้วงจรการฟื้นตัวยิ่งทวีความร้อนแรง เงินเฟ้อพื้นฐาน (core inflation) ที่ไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน จึงเร่งตัวเกินคาด ธนาคารกลางทั่วโลกจึงต้องดูดซับสภาพคล่องที่ปล่อยออกมากก่อนหน้านี้ออกไป ซึ่งแม้ประเด็นตลาดจะรับรู้ประเด็นดังกล่าวไปมากแล้ว แต่ด้วยความที่เงินเฟ้อเร่งตัวด้วยความรวดเร็วและแรง จึงเกิดเป็นความกังวลเมื่อตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดี (ข่าวดีเป็นข่าวร้ายต่อตลาด)
คำถามหลังจากนี้คงหนีไม่พ้นว่าลงทุนอย่างไรดีในภาวะเงินเฟ้อเร่งตัว และก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ผลตอบแทนพันธบัตรอาจเผชิญกับภาวะซบเซายาวนาน ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดหุ้นเป็นห่วงโซ่ด้วยเช่นกัน ผู้เขียนยังขอยืนยันว่าแม้ตลาดตราสารหนี้อาจถึงปลายทางของขาขึ้น แต่ตลาดหุ้นอาจแค่ “ปรับฐาน” และยังคงปรับขึ้นได้ในระยะยาว เราจึงแนะนำให้นักลงทุนปรับพอร์ตให้พร้อมกับสภาวะตลาด ด้วยกลยุทธ์ดังนี้
1.เลือกลงทุนในหุ้นที่เน้นการเติบโตของกำไรสุทธิ มากกว่าหุ้นราคาถูกเพียงอย่างเดียว เนื่องจากหุ้นที่มีการเติบโต (EPS growth) สูง ๆ จะชดเชยต้นทุนทางการเงินและเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นได้ เราจึงมองการลงทุนในตราสารทุนเป็นทางรอดในระยะยาว ถึงแม้อาจจะได้รับผลกระทบในช่วงแรก ๆ โดยหุ้นกลุ่มที่เหมาะจะลงทุนหากดอกเบี้ยกลายเป็นขาขึ้น ได้แก่ หุ้นกลุ่มการเงินสหรัฐ หุ้นเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐหรือเอเชีย รวมถึงหุ้น mid-small ที่เน้นการเติบโต
2.ตรวจสอบการลงทุนตราสารหนี้อย่างรัดกุม โดยกองทุนตราสารหนี้ที่จะมีผลมากที่สุดคือ กลุ่ม ETF ตราสารหนี้ในต่างประเทศ กองทุนตราสารหนี้ที่เน้นลงทุนหุ้นกู้หรือพันธบัตรสหรัฐระยะยาว แต่ไม่รวมถึงกองทุนตราสารหนี้ที่เน้นการฝากเงินในต่างประเทศ และกองทุนตราสารหนี้ไทยที่มี duration ไม่นาน
3.สำรองเงินสดและสภาพคล่องส่วนเกินเพื่อจับจังหวะการลงทุน ซึ่งทั้งนี้เราไม่ได้หมายความว่าให้ขายหุ้นทันทีทันใด แต่แนะนำให้ขายทำกำไรเป็นระยะ และลดสัดส่วนหุ้นให้ค่อย ๆ ลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเมื่อใดก็ตามที่ตลาดหุ้นมีการปรับฐานลงแรงอีกรอบ เพราะ yield พันธบัตรที่สูงขึ้นก็ให้ใช้เงินที่มีอยู่เข้าลงทุนกองทุนหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตสูง (หาหุ้นดีที่เคยแพง ตามข้อ 1) อย่างค่อยเป็นค่อยไปเช่นกัน
สุดท้ายนี้ ขอให้นักลงทุนทุกท่านติดตามตัวเลขเงินเฟ้อซึ่งจะเป็นปัจจัยเสี่ยง และติดตามพอร์ตการลงทุนอย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือภาวะตลาดทุนที่พร้อมจะปรับฐานได้ทุกเมื่อ