Skip to content

สุรวุฒิ สุขเจริญสิน เปิด 3 จิ๊กซอว์ดัน LPP เข้าตลาดหุ้น

20 เม.ย. 2566 | 06:38น.
สุรวุฒิ สุขเจริญสิน เปิด 3 จิ๊กซอว์ดัน LPP เข้าตลาดหุ้น
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

เติบโตเป็นอย่างมาก เติบโตเป็นอย่างยิ่งกับบริการ after sale services นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรและอาคารชุด ภายใต้โมเดล “ชุมชนน่าอยู่”

ล่าสุด บริษัทลูกในเครือ LPN พร้อมแล้วในการนำธุรกิจพร็อพเพอร์ตี้แมเนจเมนต์ที่มีแบรนด์แข็งแกร่งเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2567 วางหมุดไมล์ในการเติบโตด้านรายได้เพิ่มเท่าตัว อยู่ที่ 2,400 ล้านบาทในปี 2569

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “สุรวุฒิ สุขเจริญสิน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด หรือ LPP บริษัทบริหารจัดการโครงการอสังหาริมทรัพย์ในเครือบริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN ซึ่งจะมาต่อจิ๊กซอว์ธุรกิจ 3 ด้าน สู่การเป็นผู้นำในการบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างครบวงจร

ชุมชนน่าอยู่+Well-being

CEO LPP เปิดประเด็นการพูดคุยด้วยทิศทางและแผนขยายธุรกิจสู่การเป็นผู้บริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างครบวงจร (property & facility management service provider) เพราะเล็งเห็นว่า หลังสถานการณ์โควิด การบริหารและจัดการโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างคุณภาพในการอยู่อาศัย โดยคำนึงถึงสุขภาวะที่ดี (well-being) เป็นประเด็นที่ผู้อยู่อาศัยในโครงการอาคารชุดพักอาศัย รวมไปถึงอาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า และอาคารเชิงพาณิชย์ ต่างให้ความสำคัญ

และทำให้ความต้องการงานบริการดูแลและบริหารจัดการโครงการที่มีคุณภาพมีแนวโน้มที่สูงขึ้น จึงเป็นโอกาสของ LPP ในการขยายงานได้ตามแผนที่วางไว้

“ตลอดเวลา 3 ปียุคโควิด LPP ประสบความสำเร็จในการดูแลและบริหารชุมชนภายใต้การดูแลกว่า 200 ชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนให้เห็นคุณภาพการทำงานของ LPP ในขณะเดียวกันเราได้เรียนรู้ในการพัฒนางาน การวางแผนการจัดการ”

ปี 2566 มีการปรับโครงสร้างนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน จึงมีความพร้อมในการขยายงานธุรกิจพร็อพเพอร์ตี้แมเนจเมนต์ ทั้งอาคารพักอาศัย สำนักงาน ศูนย์การค้า อาคารประเภทอื่น ๆ มากขึ้น เพื่อส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้ที่ใช้งานในแต่ละอาคาร ภายใต้แนวคิด “ชุมชนน่าอยู่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาวะที่ดี”

ต่อ 3 จิ๊กซอว์ 3 บริษัท

ภายใต้แนวคิดดังกล่าว LPP วางแผนให้ LPP, บริษัท ลุมพินี โปรเจค มาเนจเมนท์ เซอร์วิส จำกัด (LPS) และบริษัท รักษาความปลอดภัย แอลเอสเอส โซลูชั่น จำกัด (LSS) เป็น 3 จิ๊กซอว์ ในการต่อยอดและขยายธุรกิจ ดังนี้

“จิ๊กซอว์ตัวแรก” แผนขยายการลงทุนในธุรกิจดูแลงานซ่อมบำรุงอาคาร ในปี 2566 นี้ LPS เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจที่ปรึกษาในการพัฒนาโครงการอสังหาฯ รวมไปถึงการบริหารงานก่อสร้าง บริษัทมีแผนขยายงานไปในการรับเหมาก่อสร้าง และเป็นผู้เชี่ยวชาญ (specialist) ในการซ่อมแซมและบำรุง ปรับปรุงอาคาร ตกแต่งภายใน และการบริหารจัดการด้านพลังงาน (energy management) เพื่อยกระดับความเป็นอยู่และเพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน

ทั้งนี้ LPS เป็นบริษัทที่ LPP ถือหุ้นในสัดส่วน 100% จะเข้าซื้อกิจการรับเหมาซ่อมแซม และรุกในธุรกิจ energy management เช่น solar roof เพื่อให้บริการอย่างครบวงจรต่อไป

“จิ๊กซอว์ตัวที่ 2” ขยายธุรกิจให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคาร (facility service) ประกอบด้วยการรักษาความปลอดภัย บริการแม่บ้าน และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ภายในอาคาร โดยบริษัท LSS ที่ LPP ถือหุ้น 100%

โดยที่ผ่านมา LSS ได้รับความเชื่อมั่นและมีการเติบโตที่ดี ทำให้สามารถขยายงานสู่กลุ่มธุรกิจที่หลากหลาย เช่น บริการรักษาความปลอดภัยให้แก่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพ, Tops Supermarket เป็นต้น

ล่าสุด ปี 2565 ที่ผ่านมา LSS ได้เปิดธุรกิจบริการทำความสะอาด (cleaning service) ให้บริการแก่ลูกค้าหลัก อาทิ มาร์เช่ ทองหล่อ (โครงการมิกซ์ยูสในรูปแบบคอมมิวนิตี้มอลล์) โรงพยาบาลสินแพทย์ และโรงพยาบาลวิมุต เป็นต้น

แผนในอนาคตมีการเพิ่มธุรกิจการบริการด้านวิศวกรรม ทั้งการบริหารจัดการงานปฏิบัติการควบคุมและซ่อมบำรุงงานวิศวกรรมระบบประกอบอาคาร (O&M), บริการด้านงานเทคนิคและบริการแจ้งซ่อม (S&M) โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาพัฒนางานด้านธุรการ รวมไปถึงการบริหารจัดการภายใน เพื่อลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

และ “จิ๊กซอว์ตัวที่ 3” ลงทุนในการพัฒนาปรับปรุงอพาร์ตเมนต์ หอพัก และพัฒนางานบริการให้กับอาคารในกลุ่มนี้ เพื่อสร้างรายได้จากการเช่าในระยะยาว เพิ่มศักยภาพในการขยายรายได้และกำไรของบริษัท

ปัจจุบันเริ่มรับงานโครงการ U-Center ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย LPP ได้รับสัมปทานเข้าไปปรับปรุงหอพัก เพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้เช่า และสร้างรายได้จากการเช่าให้กับ LPP โดยบริษัทมีแผนที่จะเข้าไปพัฒนาอีกหลายโครงการ ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจา

กางแผนปี 2569 โต 1 เท่าตัว

จากแผนการขยายงานดังกล่าว ทำให้ LPP มีความมั่นใจว่าจะสร้างรายได้เติบโตตามแผนที่วางไว้ (ดูกราฟิกประกอบ) โดยตั้งเป้ารายได้ไม่น้อยกว่า 2,400 ล้านบาทในปี 2569 หรือ 2 เท่าของปี 2565 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 20% ต่อปี

เทียบจากรายได้รวมในปี 2565 ของกลุ่ม LPP อยู่ที่ 1,200 ล้านบาท ซึ่งเติบโตถึง 39% เมื่อเทียบกับปี 2564 โดยแบ่งเป็นรายได้ของ LPP จำนวน 1,030 ล้านบาท, LPS อยู่ที่ 50 ล้านบาท และ LSS จำนวน 120 ล้านบาท

“สัดส่วนรายได้ของธุรกิจที่เป็นรายได้จากงานบริการทั้งหมดในปี 2569 จะมาจาก LPP-LPS-LSS คิดเป็นสัดส่วน 75% ของรายได้รวมของทั้งกลุ่ม สัดส่วนอีก 25% จะเป็นรายได้จากการไปปรับปรุงอาคารหอพัก อพาร์ตเมนต์ ที่รับรู้รายได้จากการเช่า”

รายได้ LPP

ตั้งเป้าเข้าตลาดหุ้นปี 2567

ตามแผนธุรกิจดังกล่าว “สุรวุฒิ” เล่าว่า เพื่อไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ LPP มีแผนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อระดมทุนมาใช้การขยายงานให้ได้ตามแผนที่วางไว้ โดยแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) ตามแผนคาดว่าจะสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯได้ในปี 2567

ปัจจุบัน LPP มีทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท ภายหลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทจะมี market capitalization (มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด) 4,000 ล้านบาท โดยมี free float (สัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อย) อยู่ที่ 25%

ซึ่งการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาและขยายงานของ LPP โดยมีเป้าหมายขยายการให้บริการในการบริหารจัดการชุมชนอย่างครบวงจรออกไปให้กับโครงการอาคารชุดพักอาศัย อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า และอาคารประเภทอื่น ๆ ที่พัฒนาโดยผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายอื่น ๆ นอกเหนือจาก LPN

บิสซิเนสโมเดลมีเป้าหมายรักษาสัดส่วนของกลุ่มลูกค้า non-LPN เพิ่มขึ้นจาก 35% ในปี 2565 เพิ่มเป็น 50% ในปี 2567 รวมทั้งขยายงานให้บริการออกไปในต่างจังหวัด โดยจะขยายไปในทำเลที่ LPP มีฐานการให้บริการอยู่ ได้แก่ พัทยา หัวหิน และอุดรธานี

“ถึงแม้ปัจจุบันผู้บริหารอาคารมีหลายบริษัท และมีการแข่งขันสูง แต่ด้วยคุณภาพและการพัฒนาสู่การเป็น property & facility management service provider ทำให้ LPP สามารถให้บริการครบวงจรและมีคุณภาพที่ดีกว่าคู่แข่งในตลาด”

โดยกลยุทธ์การแข่งขันนำเสนอมาตรฐานการให้บริการที่เราคำนึงถึง สุขภาวะอนามัยที่ดี (well-being) ในการดูแลและบริหารจัดการชุมชนอย่างมีคุณภาพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้อยู่อาศัยในโครงการตามแนวคิด Smooth Your Living เป็นจุดแข็งที่สำคัญของ LPP ที่แตกต่างจากคู่แข่งที่มีอยู่ในตลาด

วิกฤตโควิดสร้างโอกาส LPP

สำหรับปัจจัยเสี่ยงทางธุรกิจที่เกิดจากค่าแรงขั้นต่ำที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลจากภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบทำให้ต้นทุนในการดำเนินงานสูงขึ้นนั้น “สุรวุฒิ” กล่าวว่า จากประสบการณ์การทำงาน บวกกับแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ การนำเทคโนโลยีเข้ามา จึงมั่นใจว่าทำให้ LPP สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดได้

“ประสบการณ์การทำงานมานานกว่า 31 ปีของ LPP เราผ่านมาหลายวิกฤต แต่ละวิกฤตก็สร้างความแข็งแกร่งให้กับเรา ยิ่งวิกฤต COVID-19 ยิ่งเป็นวิกฤตที่พิสูจน์ศักยภาพและคุณภาพงานบริหารและจัดการชุมชนของ LPP ได้เป็นอย่างดี จึงเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ LPP”

เป้าหมายในภาพใหญ่ เพื่อส่งต่อการพัฒนาและคุณภาพงานของ LPP ออกไปสู่ทุกชุมชน ยกระดับให้กลายเป็น “ชุมชนน่าอยู่” อย่างยั่งยืน (sustainable livable community) เติบโตอย่างมีความสุขไปด้วยกัน ทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการ