คอลัมน์ : ระดมสมอง ผู้เขียน : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
การส่งออก “แผงโซลาร์เซลล์” ไปยังสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดสำคัญอันดับต้นของไทยยังคงมีแนวโน้มเติบโตก้าวกระโดดราว 97% ในช่วงไตรมาสแรก 2566
ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานที่ต่ำและผู้นำเข้าสหรัฐ เร่งคำสั่งซื้อก่อนผลตัดสินขั้นสุดท้าย จากที่ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังถูกสหรัฐไต่สวน จากกรณีที่มีผู้ผลิตจีนบางรายเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด/การอุดหนุน (AD/CVD) ทำให้ไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกเก็บอากรขาเข้าในอัตราสูงเช่นเดียวกับบริษัทที่ตั้งอยู่ในจีน (16%–254%)
แม้เบื้องต้นผลกระทบต่อไทยจะยังคงอยู่ในวงจำกัดภายใต้คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของประธานาธิบดีสหรัฐ ที่ให้ยกเว้นอากรถึงกลางปี 2567
แรงกดดันมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2566 จากความเห็นต่างของรัฐสภาสหรัฐ ต่อคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว จนนำมาสู่การผ่านมติยกเลิกคำสั่งดังกล่าวเมื่อช่วงต้นเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา แม้ว่ามติได้ถูกประธานาธิบดีสหรัฐ ใช้สิทธิยับยั้งไปในช่วงกลางเดือน พ.ค.แต่ความไม่แน่นอนของผู้ประกอบการทั้งผู้นำเข้าและผู้ผลิตก็มีแนวโน้มสูงขึ้นจากการที่สหรัฐได้เลื่อนการประกาศผลไต่สวนขั้นสุดท้ายจากต้นเดือน พ.ค.ไปเป็นกลางเดือน ส.ค.
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีมุมมองต่อความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากแรงกดดันดังกล่าวต่อการเริ่มเปลี่ยนแหล่งนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์ของสหรัฐ และผลกระทบจากการปรับห่วงโซ่อุปทานของผู้ผลิตต่อการส่งออกไทย ดังนี้
คือมีความเป็นไปได้ที่ผู้นำเข้าแผงโซลาร์เซลล์ของสหรัฐ อาจจะเริ่มปรับหรือเพิ่มทางเลือกของแหล่งนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์เร็วกว่าที่คาดไว้เดิมว่าจะเป็นช่วงต้นปี 2567 เพื่อลดความเสี่ยงด้านธุรกิจที่ปัจจุบันยังต้องพึ่งพาแหล่งนำเข้าจาก 4 ประเทศที่ถูกไต่สวน (ไทย มาเลเซีย เวียดนาม และกัมพูชา) ในสัดส่วนที่สูงกว่า 69% ของมูลค่านำเข้าแผงโซลาร์เซลล์ของสหรัฐฯ
โดยเฉพาะการปรับไปนำเข้าจากแหล่งใหม่อย่าง “อินเดีย” ซึ่งมีผู้ประกอบการหลากหลายทั้งสัญชาติอินเดีย สหรัฐ และจีน โดยพบสัญญาณการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงไตรมาสแรกปี 2566 แซงหน้าเกาหลีใต้ขึ้นมาครองส่วนแบ่งการนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์ของสหรัฐ เป็นอันดับ 5 และอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับมาเลเซียและกัมพูชา
แม้จะมีราคาต่อหน่วยที่สูงกว่าประเทศอาเซียนที่ถูกไต่สวนเฉลี่ยกว่า 10 % เพราะผู้ผลิตในอินเดียยังต้องอาศัยการนำเข้าชิ้นส่วนจากจีนและอาเซียน
แม้การนำเข้าชิ้นส่วนจากอาเซียนจะไม่มีอากรขาเข้าภายใต้ FTA อาเซียน-อินเดีย ทว่าอากรขาเข้าจากจีนจะอยู่สูงถึง 25% ทำให้ภาพรวมต้นทุนชิ้นส่วนของอินเดียจะอยู่สูงกว่าประเทศอาเซียน
ทั้งนี้ สหรัฐพิจารณาการนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์จากประเทศที่สาม อย่างอินเดีย ว่าอยู่นอกข่ายเลี่ยงมาตรการ AD/CVD แม้จะมีการใช้ชิ้นส่วนจากประเทศที่ถูกไต่สวนหรือเกี่ยวเนื่องกับจีน
ผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์จีนบางส่วนโดยเฉพาะที่อยู่ในเวียดนาม เริ่มขยับไปใช้ฐานประกอบในอินเดียเพื่อส่งออกไปสหรัฐ ส่งผลยอดส่งออกแผงโซลาร์เซลล์ของเวียดนามในไตรมาสหนึ่ง 2566 ให้มีแนวโน้มลดลง และยังมีความเป็นไปได้ผู้ผลิตจีนอาจทยอยพิจารณาใช้แนวทางเดียวกันเพื่อลดความเสี่ยงทางธุรกิจ
สำหรับระดับผลกระทบต่อไทย แม้ว่าภาพรวมยังต้องติดตามผลของการยื่นอุทธรณ์ ทว่าแรงกดดันที่สูงขึ้นอาจผลักดันให้ผู้ผลิตจีนบางรายที่เข้าข่ายเลี่ยง AD/CVD ปรับแผนธุรกิจเร็วกว่าคาด
โดยปัจจุบันผู้ผลิตจีนบางรายที่มีฐานอยู่ในไทยมักมีการลงทุนโรงงานประกอบแผงโซลาร์เซลล์ในอินเดีย เพื่อป้อนตลาดท้องถิ่นอยู่ก่อนแล้ว ทำให้การปรับแผนการผลิตเพื่อส่งออกไปสหรัฐ ทำได้ไม่ยาก และอาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่เคยคาดว่าจะเป็นช่วงใกล้หมดคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในปีหน้า
โดยเฉพาะหากคู่ค้าในสหรัฐ เริ่มร้องขอให้หาแผนสำรองเพื่อไม่ให้อุปทานขาดตอนซึ่งอาจส่งผลกดดันการส่งออกแผงโซลาร์เซลล์ไทยไปยังสหรัฐ ตั้งแต่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า กรณีดังกล่าว น่าจะส่งผลให้มูลค่าส่งออกแผงโซลาร์เซลล์ไทยไปสหรัฐ ในปี 2566 เติบโตเพียง 30% คิดเป็นมูลค่า 1,622 ล้านดอลลาร์ จากที่คาดว่าจะเติบโตราว 57% หากผู้ประกอบการเริ่มปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานปีหน้า
แม้ทิศทางอัตราการเติบโตจะให้ภาพที่ชะลอลง แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี เนื่องจากมองว่าสหรัฐยังมีความต้องการใช้แผงโซลาร์เซลล์เพื่อสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าในจังหวะที่การลงทุนเพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานขึ้นเองภายในประเทศยังต้องอาศัยเวลาอีกระยะหนึ่ง
สำหรับการส่งออกแผงโซลาร์เซลล์ไทยไปยังตลาดโลกในปี 2566 แม้ว่าสัดส่วนส่งออกไปสหรัฐ จะคิดเป็นกว่า90% ของมูลค่าส่งออกแผงโซลาร์เซลล์ไทยไปตลาดโลก แต่การส่งออกไปตลาดอื่น ๆ ยกเว้นสหรัฐ น่าจะชะลอตัวในปีนี้จากภาวะเศรษฐกิจโลก
ศูนย์วิจัยฯจึงคาดว่า มูลค่าส่งออกแผงโซลาร์เซลล์ไทยไปตลาดโลกปี 2566 น่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,705 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวราว 23% ชะลอตัวจากปี 2565 ที่เติบโต 71%
และในอนาคตผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ไทยที่พึ่งพาการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯป็นหลัก ต้องเร่งปรับตัวรับมือกับนโยบายพึ่งพาตนเองเพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ
จากนโยบายภาครัฐที่ต้องการให้ทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนหันมาใช้พลังงานสะอาดโดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น ที่ให้สิทธิประโยชน์หลากหลายทั้งการลดหย่อนภาษีและเครดิตเงินคืน รวมถึงความเป็นไปได้ที่สหรัฐ อาจจะมีการออกมาตรการทางการค้าที่ทวีความเข้มข้นขึ้นอีกเพื่อลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวเนื่องกับจีน
ถึงแม้ว่าศักยภาพการเติบโตขอ+งตลาดพลังงานแสงอาทิตย์สหรัฐจะยังคงมีอยู่สูง โดย EIA ประเมินว่าน่าจะมีการเติบโตก้าวกระโดดกว่า 38.7% ต่อปี การกระจายตลาดส่งออกและการปรับประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ประกอบการไทยคงต้องเร่งวางแผน