ทันทีที่เกิดปัญหาขึ้นกับ “STARK” หรือ บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นที่รับรู้กันว่า “วนรัชต์ ตั้งคารวคุณ” เป็นเจ้าของบริษัทนี้ ทำให้เกิดเอฟเฟ็กต์ไปถึง TOA หรือ บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดยเฉพาะในแง่ความเชื่อมั่นในตลาดหุ้น เพราะ TOA คือกิจการของตระกูล “ตั้งคารวคุณ” นั่นเอง กระทั่ง “วนรัชต์” ต้องลาออกจากกรรมการและกรรมการบริหาร TOA ตั้งแต่ปลายเดือน พ.ค. 2566 ที่ผ่านมา รวมถึง TOA ก็ต้องออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับ STARK ในเชิงธุรกิจด้วย
อย่างไรก็ดี ล่าสุด “จตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ” บุตรชายคนที่ 2 ของ “ประจักษ์ ตั้งคารวคุณ” ซึ่งนั่งแท่นเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ TOA ได้จัดงาน Exclusive Dinner Talk with CEO เพื่อฉายภาพทิศทางธุรกิจของบริษัท พร้อมเคลียร์ปมความเกี่ยวโยงกับ STARK อย่างเป็นทางการอีกครั้ง
เปิด 7 ธุรกิจ กงสี “ทีโอเอ กรุ๊ป”
โดย “จตุภัทร์” อธิบายว่า ธุรกิจกงสีของครอบครัว “ตั้งคารวคุณ” ก็คือ บริษัท ทีโอเอ กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด (TOA Group Holding) ซึ่งมีธุรกิจที่อยู่ภายใต้บริษัทนี้ทั้งหมด 7 ธุรกิจในปัจจุบัน ส่วน STARK ยืนยันว่า ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใด ๆ เพราะเป็นธุรกิจที่ลงทุนในนามส่วนตัวของนายวนรัชต์ ซึ่งที่ผ่านมา นายวนรัชต์ก็ไม่เคยเล่าเกี่ยวกับธุรกิจดังกล่าวให้ครอบครัวฟัง และครอบครัวเองก็ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยว
สำหรับ 7 ธุรกิจภายใต้ “ทีโอเอ กรุ๊ป โฮลดิ้ง” ประกอบด้วย 1.ธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สีทาอาคาร, ธุรกิจจำหน่ายกระเบื้องที่นำเข้ามาจากอินเดียและจีน และธุรกิจจำหน่ายฝ้าเพดาน 2.ธุรกิจสีชุบชิ้นส่วนรถยนต์ มีลูกค้าหลักคือ โตโยต้า 3.ธุรกิจจำหน่ายสเปรย์กำจัดยุงภายใต้แบรนด์เชนไดร้ท์ (CHAINDRITE)
4.ธุรกิจโรงงานน้ำตาล 5.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในนามบริษัท พูลผลทรัพย์ จำกัด (PPS ASSET) มียอดขายปีละ 400-500 ล้านบาท พัฒนาปีละ 3-4 โครงการ 6.ธุรกิจห้าง “ดองกิ มอลล์” (Donki) และ 7.ธุรกิจโชว์รูมรถยนต์
“ธุรกิจจำหน่ายสีและธุรกิจสีชุบชิ้นส่วนรถยนต์ เป็น 2 ธุรกิจที่ทำมานานสุด กว่า 20-30 ปี ตามมาด้วยธุรกิจโรงงานน้ำตาล ทำมานานกว่า 10 ปี”
“ตั้งคารวคุณ” ถือหุ้น 74.99%
ปัจจุบันโครงสร้างผู้ถือหุ้น TOA ประกอบด้วย ทีโอเอ กรุ๊ป โฮลดิ้ง ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 สัดส่วน 29.99% และพี่น้อง 4 คน คือ นายวนรัชต์ ตั้งคารวคุณ, นายณัฐฏวุฒิ ตั้งคารวคุณ, นางบุศทรี หวั่งหลี, นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ถือหุ้นรายละ 9%
ส่วนนายประจักษ์ ตั้งคารวคุณ, นางละออ ตั้งคารวคุณ (บิดา-มารดา) ถือหุ้นรายละ 4.50% รวมแล้วครอบครัวตั้งคารวคุณ ถือหุ้น TOA รวมกันทั้งสิ้น 74.99% และแต่ละคนดำรงตำแหน่งใน TOA มีทั้งเป็นกรรมการและกรรมการอิสระ ยกเว้นนายวนรัชต์ ที่เพิ่งลาออกไป
ปัดอุ้ม STARK ในนาม TOA
อย่างไรก็ตาม “ซีอีโอ TOA” กล่าวว่า จากปัญหาที่เกิดขึ้นกับ STARK สุดท้ายแล้วสมาชิกในครอบครัว คงต้องมานั่งพูดคุยกันว่าเกิดอะไรขึ้น แต่จนถึงวันนี้ ยอมรับว่ายังไม่ได้มีการพูดคุยถึงเรื่องนี้กันเลย และตนเองก็น่าจะรู้ข้อมูลพร้อม ๆ กับทุกคน ในวันที่ 16 มิ.ย. 2566 ที่จะมีความชัดเจนเกี่ยวกับงบการเงินปี 2565 ที่ทาง STARK ถึงกำหนดจะต้องส่งให้กับตลาดหลักทรัพย์ฯ
“เราคงต้องรอดูข้อมูลตรงนั้นก่อน เพราะ STARK เขามีทีมบริหารของเขาเอง จึงต้องให้เขาจัดการชีวิตตัวเองให้ได้ก่อน ส่วนบทบาทของเราในตอนนี้ เป็นคนนอกที่มองเข้าไป แต่ในอนาคตครอบครัวจะช่วยเหลืออะไรบ้าง ต้องรอดู เพราะตอบไม่ได้ ยังอีกไกล แต่ที่ชัดเจนแน่นอน คือ TOA คงทำอะไรไม่ได้ เพราะเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ”
ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า TOA จะเข้าไปซื้อกิจการ STARK นั้น “จตุภัทร์” กล่าวว่า ตอนนี้ยังตอบอะไรไม่ได้ เพราะยังไม่เห็นข้อมูล และ ถามว่าจริง ๆ สนใจธุรกิจผลิตสายไฟของ STARK หรือไม่นั้น หากดูในปัจจุบันธุรกิจของ TOA ได้ขยายธุรกิจไปมากกว่าการผลิตและจำหน่ายสีอยู่ค่อนข้างมาก ฉะนั้นหากเป็นธุรกิจที่มีกำไรก็อาจจะน่าสนใจ แต่ตนเองยังให้คำตอบอะไรไม่ได้ เพราะยังอยู่ในช่วงที่เบื้องต้นมาก ๆ
TOA ตั้งเป้ายอดขายปีนี้โต 15%
“จตุภัทร์” กล่าวอีกว่า ปัจจุบันนี้ทุกธุรกิจในเครือถือว่ามีกำไรหมด แต่มากน้อยนั้นอีกเรื่องหนึ่ง โดยธุรกิจ TOA เป็นธุรกิจใหญ่สุด และมีกำไรมากสุดในกลุ่ม สัดส่วนประมาณ 60-70% ซึ่งเป็นบริษัทที่แทบจะไม่มีหนี้สิน และยังมีเงินสดเหลืออยู่ นับตั้งแต่เข้าตลาดหุ้นมา โดยเมื่อปี 2565 TOA สร้างยอดขายได้สูงกว่า 20,000 ล้านบาท และตั้งเป้าปี 2566
คาดว่ายอดขายน่าจะเติบโตได้ 15% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) ตามปริมาณความต้องการใช้สี โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าแรงแพงกว่าค่าสี จะเห็นลูกค้ามักเลือกใช้สีพรีเมี่ยม ทำให้ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มียอดขายดีกว่าที่คาดไว้มาก
นอกจากนี้ จากนักท่องเที่ยวที่เข้ามามากขึ้น เริ่มเห็นปริมาณความต้องการใช้สีของกลุ่มโรงแรมขนาดใหญ่ที่มีการรีโนเวต ซึ่งขณะนี้กำลังรอกลุ่มโรงแรมขนาดกลางและเล็ก ที่เดิมอาจจะไม่มีทุนใช้สำหรับการรีโนเวต แต่เชื่อว่าเมื่อมีรายได้จากนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น กลุ่มนี้ก็จะตามมาได้
“ตอนนี้ต้นทุนของ TOA ประมาณ 70% มาจากต้นทุนวัตถุดิบเป็นส่วนใหญ่ ต้นทุนผลิตจากค่าไฟที่เพิ่มขึ้นอยู่ประมาณ 2-3% ส่วนต้นทุนค่าแรง 5-7% ซึ่งกระทบต่อบริษัทบ้าง แต่ไม่กระทบเท่ากับราคาวัตถุดิบที่เปลี่ยนไป และหวังว่าเมื่อภาวะดอกเบี้ยเข้าสู่ขาลง จะทำให้ทุกอย่างดูดีขึ้น แต่ปีนี้ดอกเบี้ยน่าจะยังแรงอยู่ จึงอาจจะส่งผลต่อกำลังซื้อในประเทศ แต่ก็จะแลกมาด้วยราคาสินค้าที่แพงขึ้น”
ส่วนธุรกิจสีชุบชิ้นส่วนรถยนต์ปีนี้ถือว่าดีกว่าปีที่แล้วค่อนข้างมาก เช่นเดียวกับธุรกิจดีลเลอร์รถแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่คาดว่ายอดขายน่าจะโตได้ราว 60-70% ตามการเปิดโชว์รูมใหม่ ส่วนธุรกิจจำหน่ายสเปรย์กำจัดยุงเชนไดร้ท์อาจจะโตไม่มาก มียอดขายประมาณปีละกว่า 1,000 ล้านบาท
“ด้านธุรกิจโรงงานน้ำตาลอาจจะทรงตัวจากปีที่แล้ว เพราะไม่มีวัตถุดิบจากเหตุภัยแล้ง และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คาดว่าปีนี้น่าจะเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้นแล้ว และสุดท้ายธุรกิจห้าง ‘ดองกิ มอลล์’ ยังคงขยายสาขาต่อเนื่อง ตอนนี้น่าจะมีประมาณ 10 สาขา โดยหันมาเปิดตามห้างสรรพสินค้าและแหล่งชุมชนมากขึ้น”