ไทยส่งทุเรียนผ่านเวียดนามเข้าจีน ดันยอดส่งออกเวียดนามพุ่ง 10,000% ด้านเอกชนชี้ ทั้งปี’66 ส่งออกโต 50% ตลาดจีนเบอร์ 1 – เอลนีโญยังไม่กระทบผลผลิต เกษตรกำไร 300% แห่เพิ่มพื้นที่ปลูกแย่งน้ำกระทบระบบนิเวศในอนาคต จับตาประชุมชาวสวน-ก้าวไกล ค้านมาตรฐาน มกอช.ใหม่
สถานการณ์การส่งออกทุเรียนและทุเรียนแช่แข็ง 4 เดือนแรก (ม.ค.-เม.ย.) 2566 มูลค่า 63,627 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 166% โดยตลาดจีนเป็นอันดับ 1 มูลค่า 62,068 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 170% รองลงมา คือ ฮ่องกง มูลค่า 941 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 77% และไต้หวัน 198 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าตลาดเวียดนามเป็นตลาดอันดับ 10 มูลค่าการส่งออกเพียง 0.15 ล้านบาท แต่เติบโต 10,769%
พาณิชย์ดันส่งออกพุ่ง
นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ”ว่า สถานการณ์การส่งออกทุเรียนในช่วงที่ผ่านมา 4 เดือนแรกของปีนี้ทุเรียนสดและผลิตภัณฑ์ทุเรียนแช่แข็งโตแล้ว กว่า 100% ซึ่งกระทรวงนอกจากการดูแลเรื่องตลาดแล้ว ยังดูแลเรื่องการขนส่งผ่านด่านทางเวียดนามและลาวเพื่อไปยังประเทศจีน โดยที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้ประสานด่านทั้ง 2 ประเทศ จนไม่มีปัญหาติดขัดอะไรทำให้การส่งออกดีขึ้น
“ส่วนแนวโน้มครึ่งปีหลัง ยังต้องรอประเมิน เพราะปัจจุบันผลผลิตทุเรียนในภาคตะวันออกเกือบหมดแล้ว ส่วนทุเรียนจากภาคใต้จะมาในช่วงมิถุนายน ต้องติดตามว่าจะมีปริมาณมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัจจุบันไทยพึ่งพาตลาดส่งออกหลักไปที่จีน
โดยยังไม่มีแผนการขยายการส่งออกไปประเทศอื่นนอกเหนือจากประเทศจีน เนื่องจากปัจจุบันอุปสงค์ในจีนยังมากกว่าอุปทาน รวมถึงประเทศจีนยังมีเมืองหรือมณฑลที่เป็นตลาดที่ยังเข้าไม่ถึงอีกจำนวนมาก ประกอบกับทุเรียนเป็นตลาดเฉพาะกลุ่มไม่เหมือนกับผลไม้ชนิดอื่น ๆ ทำให้การตลาดมีวิธีการแตกต่าง เพราะมีทั้งคนที่ชอบ หรือคนที่แค่ได้กลิ่นก็ไม่ไหวแล้ว”
ทุเรียนผ่านเวียดนาม 10,000%
นายสัญชัย ปุรณะชัยคีรี นายกสมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปีนี้คาดว่าภาพรวมการส่งออกทุเรียนจะเติบโต 50% โดยผลผลิตทุเรียนภาคตะวันออกช่วยให้ยอดส่งออก 4 เดือนแรกเพิ่มขึ้น 166% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงทำลายสถิติ เช่นเดียวกับราคาทุเรียนหมอนทองในปีนี้ขึ้นไปทำระดับนิวไฮ 270 บาท/กก.
“ปีนี้การส่งออกทุเรียนดีกว่าปีก่อนมาก เพราะไม่มีเรื่องโควิด การขนส่งก็ไม่มีปัญหา ปริมาณทุเรียนภาคตะวันออกที่ผ่านมาดีตลอด ปีนี้ฝนสม่ำเสมอ การส่งออกเพิ่มกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ คุณภาพทุเรียนภาคตะวันออกปีนี้ดีมาก เพิ่งมาเข้าฤดูฝนที่ผ่านมาช่วงมิถุนายนคุณภาพด้อยลงบ้าง
ส่วนผลกระทบจากเอลนีโญต่อทุเรียนในปีนี้ยังไม่เห็น ตามทำนายแล้วก็เป็นกราฟที่เป็นการทำนายของนักวิชาการไล่ตามตรรกะเหตุผล แต่ยังมองไม่ชัดว่าจะกระทบหรือไม่กระทบ ถ้ามองตามปัจจุบันก็ยังไม่มีการกระทบ เพราะฉะนั้นภาพรวมยอดส่งออกทุเรียนอาจจะสูงกว่าปีที่แล้วไม่น้อยกว่า 50%”
ยอดเวียดนามโป่ง 1 หมื่น%
“จีนยังเป็นตลาดส่งออกเบอร์ 1 แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าตลาดเวียดนามซึ่งเป็นในตลาดท็อป 10 ของไทยมีอัตราเติบโตถึง 10,000% แม้ว่าจะยอดไม่มากแต่การหันไปส่งผ่านเวียดนามแล้วลากเข้าจีน ผ่านทางด่านโหยวอี้กวน ด่านตงชิง ผิงเสียงมีมากขึ้น การข้ามพรมแดนตรงนี้เป็นเส้นทางที่เราใช้กันอยู่แล้ว
เวลาที่สำแดง (declare) มีหลายรูปแบบ บางคนก็สำแดงไปจีน บางคนก็สำแดงไปเวียดนาม เพราะบางครั้งทำตั๋วเวลาออกก็จะเป็นตั๋ววิ่งไปเข้าเวียดนาม โดยไม่ต้องผ่านบริษัทเพราะเป็นสินค้าผ่านแดนได้เลย ไม่ต้องเสียภาษี เป็นแค่เก็บค่าธรรมเนียมผ่านแดนเท่านั้น”
กระแสเรื่องการสวมสิทธิทุเรียนยังไม่ได้หายไป เพียงแต่ไม่เป็นข่าวเท่านั้น
“การสวมสิทธิใบ GAP เป็นขบวนการ เรื่องนี้มีความซับซ้อน เรื่องนี้โด่งดังไปถึงกรรมาธิการการเกษตร แต่ก็เงียบไป และมีประกาศว่าจะไม่มีทุเรียนสวมสิทธิอีกต่อไป แต่วงการทุเรียนมองว่าตอนนี้แค่ไม่มีข่าว เพราะไปสวมสิทธิอยู่ที่ประเทศเพื่อนบ้านไม่ต้องเข้ามาในไทยหรือไม่ จึงทำให้ตัวเลขทุเรียนเวียดนามโป่งไปที่ 10,000% หรือไม่”

แนวโน้มส่งออกครึ่งปีหลัง
นายสัญชัยกล่าวว่า แนวโน้มส่งออกทุเรียนครึ่งปีหลัง ทุเรียนใต้กำลังออกโดยปกติจะมีเวลายาวนาน 6 เดือน แต่ด้วยลักษณะลูกทรงไม่สวย ผิวหนามไม่สวยจึงมักถูกจัดอยู่ในเกรดบี ราคาสู้ทุเรียนภาคตะวันออกไม่ได้ ตะวันออกจะแพงกว่า 40-50 บาท/กก.
ซึ่งในปีนี้ต้นฤดูราคาตะวันออกพุ่งไปถึง 270 บาท/กก. แต่เรามองว่าราคาทุเรียนใต้คงไม่สามารถขยับไปถึง 220-230 บาท /กก.ได้ น่าจะอยู่ที่ 80 บาท/กก.เท่านั้น เพราะตอนนี้ผลไม้จีนเริ่มออกตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน มีทั้งลูกท้อ ลิ้นจี่ มาแย่งส่วนแบ่งตลาดไปส่วนหนึ่ง ประกอบกับทุเรียนคู่แข่ง โดยเฉพาะทุเรียนเวียดนามออกมาชนกันพอดี จะทำให้แนวโน้มราคาทุเรียนใต้จะถูกกว่าภาคตะวันออกพอสมควร
ส่วนเวียดนามเปรียบเทียบ เวียดนามมีการส่งออกมากกว่า 2,000 ตันต่อวัน ส่วนของไทย 6,000-10,000 ตันต่อวัน ด้านราคาไทย-เวียดนาม ทั้งสองประเทศไม่มีภาษีนำเข้า แต่มีภาษี VAT 13% ที่ต้องเสียเท่ากัน ถ้าสินค้าไทยราคา 100 บาท เวียดนามราคา 80 บาท
เพราะเวียดนามอยู่ใกล้กว่า ราคา CNF จะถูกกว่าเมื่อบวก VAT แล้วสินค้าไทยจะแพงกว่า จึงทำให้เวียดนามได้เปรียบในเรื่องของภาษีนำเข้าก็อยู่ที่ประมาณกิโลละ 7-8 บาท
ดึงก้าวไกลสกัดมาตรฐาน มกอช.
ส่วนการบังคับใช้มาตรการดูแลทุเรียนฉบับใหม่ของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) นั้น ในวันที่ 23 มิถุนายน 2566 กลุ่มสมาคมเกี่ยวกับทุเรียน จะประชุมร่วมกับ ส.ส.พรรคก้าวไกล ที่ชนะการเลือกตั้งในพื้นที่ภาคตะวันออก ที่โรงแรมบลูแรบบิท จันทบุรี เพื่อจะหาแนวทางในการระงับ มาตรฐานทุเรียนใหม่ของ มกอช.
เพราะหากออกมาใช้จะเป็นการควบคุมการส่งออกทุเรียนอย่างถาวร การทำงานมีความซับซ้อนและมีนัยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนเกี่ยวกับเรื่องการออกใบอนุญาต ซึ่งปัจจุบันถ่ายโอนไปให้เอกชนเป็นผู้ตรวจ ภาครัฐกำลังกลายเป็นเครื่องมือกลุ่มนี้
“ตอนเริ่มต้นหารือยกร่าง เป็นการพูดเรื่องแก้ปัญหาทุเรียนอ่อนตอนจบเป็นการควบคุมล้ง แต่กลับไม่ได้ควบคุมสวนที่เป็นต้นทาง กำหนดโทษให้กับคนที่ไม่ได้ทำทุเรียนอ่อน ทั้งที่ล้งเป็นเพียงคนรับซื้อ ส่วนคนที่ทำทุเรียนอ่อนคือคนตัดทุเรียน แทนที่จะคุมสวน คุมคนตัดที่เป็นต้นทาง แต่กลับมาคุมโกดัง”
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดยังได้รับรายงานว่าสถานการณ์ภายในกระทรวงเกษตรฯยังมีความวุ่นวายอยู่มาก ตัวผู้รับผิดชอบคือนายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กำลังจะเกษียณในเดือนตุลาคมนี้ คนที่ดูแลเรื่องนี้หลัก ๆ จึงเป็นหน้าที่ของรองเลขาฯ รับเรื่องมาตรฐานใหม่ไปดูแล
ขณะเดียวกันยังมีการโยกย้ายหัวหน้าด่านตรวจพืชที่แหลมฉบัง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อให้ไปขยับจากซี 8 ไปรับตำแหน่งซี 9 แม้ว่าจะเป็นตำแหน่งที่สูงขึ้น แต่ช่วงนี้เป็นช่วงรักษาการ
ชาวสวนแห่ปลูกกำไร 300%
นายสัญชัยมองว่า จากภาวะตลาดที่ยังเติบโต ทำให้เกษตรกรพร้อมที่จะเสี่ยง หันมาเพิ่มพื้นที่ปลูกอย่างมาก เพราะเทียบกำไรในการปลูกน่าจะอยู่ที่ 300-500% ประเมินจากต้นทุนปุ๋ยยาฆ่าแมลง ซึ่งคิดแล้วว่าไม่เกิน 20-25 บาท/กก. ถ้าขายได้ 100 บาท/กก. เท่ากับ 300%
“การขยายสวนทุเรียนในช่วงนี้ เพราะทุกคนเห็นกำไรก็พร้อมจะเสี่ยง ตอนนี้ยังไม่ถึงช่วงที่ผลผลิตจะออกมาพร้อมกันเยอะ แต่สิ่งที่น่าห่วงยิ่งกว่าคือ สิ่งแวดล้อมถูกทำลาย ดินก็เสียหาย น้ำใต้ดินก็เหือดแห้ง ลำธารก็ไม่มีน้ำ ประชาชนจะแย่งน้ำกัน สิ่งที่น่ากลัวคือสิ่งนี้ เพราะยิ่งปลูกเยอะ ยิ่งใช้น้ำเยอะ ทุกคนต้องแย่งน้ำกัน ระบบนิเวศก็เสียหายหมด อ่างเก็บน้ำก็เหือดแห้ง ซึ่งไม่มีแผนใดรับมือได้ในระยะยาว”