Skip to content

ด่วน มติ ส.ส.เพื่อไทย สั่งยึดเก้าอี้ประธานสภา

27 มิ.ย. 2566 | 17:10น.
ด่วน มติ ส.ส.เพื่อไทย สั่งยึดเก้าอี้ประธานสภา

มติที่ประชุม ส.ส.เพื่อไทย ให้ทีมเจรจาไปต่อรองพรรคก้าวไกลใหม่ เก้าอี้ประธานสภาต้องอยู่กับเพื่อไทย 

วันที่ 26 มิถุนายน 2566 รายงานข่าวจากที่ประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทยรายงานว่า ที่ประชุม ส.ส.มีมติให้คณะเจรจาของพรรคเพื่อไทยไปต่อรองกับพรรคก้าวไกลใหม่ โดยที่ประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย ยืนยันว่า จะขอตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร เพียงตำแหน่งเดียว 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการประชุม ส.ส.เริ่มขึ้น นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้รายงานมติกรรมการบริหารพรรคต่อที่ประชุม เรื่องเก้าอี้ประธานสภา โดยเมื่อเข้าสู่วาระได้ให้สื่อมวลชนออกจากห้องเพื่อเป็นการหารือภายใน 

ก่อนหน้านี้ในช่วงเที่ยง นพ.ชลน่าน ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคว่า เรามีคณะเจรจาที่จะไปคุยกับพรรคก้าวไกล ซึ่งจะหารือกันวันที่ 28 มิถุนายน วันนี้คงยังยกรายชื่ออะไรออกมาก่อนไม่ได้ ต้องรอให้คุยกับพรรคก้าวไกล ก่อน ส่วนจะมีมติพรรคหรือไม่นั้น มติพรรคจะเป็นขั้นตอนสุดท้าย 

แต่เราทราบความต้องการของสมาชิกพรรคที่อยากให้พรรคเพื่อไทยได้ตำแหน่งประธานสภา ซึ่งคณะเจรจาก็มีข้อเสนออีกมุมหนึ่ง จึงจะนำสองมุมมองนี้มาหารือร่วมกันก่อนไปคุยกับพรรคก้าวไกลว่าทั้งสองพรรคจะมีทางออกอย่างไร

เพื่อไทยยึดสูตร 14+1

ต่อมา 17.00 น. นพ.ชลน่าน พร้อมด้วย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ร่วมกันแถลงยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยจะยืนยันหลักการเดิม ที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะต้องเป็นของพรรคเพื่อไทย

นพ.ชลน่านแถลงว่า พรรคเพื่อไทยเห็นความสำคัญเรื่องนี้ไม่ต่างจากประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะประชาชนคาดหวังว่าพรรคฝ่ายประชาธิปไตย เป็นรัฐบาลร่วมกัน โดยมีพรรคก้าวไกลเป็นแกนนำ ได้นายกฯ คนที่ 30 ชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นเป้าหมายสุดท้ายที่พวกเราต้องทำหน้าที่

ส่วนตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยเห็นว่าเรื่องนี้จำเป็นและต้องพูดคุยกัน จึงต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุมพรรค คณะกรรมการเจรจาได้นำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค โดยพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล ในฐานะพรรคอันดับหนึ่งและอันดับสอง ในฐานะที่มี ส.ส.เท่า ๆ กันห่างกันแค่ 10 เสียง จึงแบ่งเป็น พรรคก้าวไกล 14 + 1 รัฐมนตรี และหัวหน้าฝ่ายบริหาร ส่วนพรรคเพื่อไทย 14 + 1 เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ

ก้าวไกลรับไปพิจารณาหลังจากนั้นไม่มีการพูดคุยกัน มีแต่เพียงข่าว กระทั่งมาเป็นประเด็นที่พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องนำเข้าสู่ที่ประชุม ทั้งนี้ กรรมการบริหารพรรค ฟังแล้วมีความเห็นว่าควรยืนในหลักการ 14+1 คือ หลักการแรก ขอให้คณะกรรมการเจรจาไปเจรจาในประเด็นนี้ต่อไป

จากนั้นนำมาสู่การพิจารณาร่วมกันในที่ประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย ข้อเสนอของสมาชิก และส่วนใหญ่มีความประสงค์และยืนยันว่าขอให้คณะเจรจารับข้อเสนอของกรรมการบริหารพรรคไปเจรจากับพรรคก้าวไกล

ก้าวไกล – เพื่อไทย ต้องเสมอภาค

นายชูศักดิ์กล่าวว่า ตำแหน่งประธานสภา ต้องวางตัวเป็นกลางต้องมีความรู้ความสามารถประสบการณ์มีวุฒิภาวะ เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย โดยที่ประชุม ส.ส.และกรรมการบริหารพรรคได้รับทราบการเจรจาคณะเจรจาพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล ซึ่งพรรคเพื่อไทยขอใช้สูตร 14+1 โดยที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค และส.ส.เห็นว่าสูตรนี้มีความเสมอภาค เพราะพรรคก้าวไกลได้ตำแหน่งนายกฯ และพรรคเพื่อไทยได้ตำแหน่งประธานสภา โดยที่ประชุมได้ยืนยันสูตร 14+1

เมื่อพรรคก้าวไกลได้นายกฯ แล้วควรมอบตำแหน่งประธานสภา ให้พรรคเพื่อไทย จะเป็นความชอบธรรมมีเหตุและผล คณะเจรจาจะยืนยันหลักการนี้ต่อไป ทั้งนี้ไม่ได้แก่งแย่ง พรรคเพื่อไทยจะให้ความสำคัญจัดตั้งรัฐบาลโดยมีพรรคก้าวไกลเป็นแกนนำ มีนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป พรรคเพื่อไทยเชื่อว่าเมื่อพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ การมีประธานสภา จากพรรคเพื่อไทย จะทำให้สภาเดินหน้าเรียบร้อย ทำหน้าที่นิติบัญญัติสมบูรณ์มีประสิทธิภาพต่อไป

ทั้งนี้ไม่ใช่การแก่งแย่งตำแหน่ง แต่พรรคเพื่อไทยยืนยันเห็นความจำเป็น จัดตั้งรัฐบาลโดยมีพิธา เป็นนายกฯ ต่อไป พรรคเพื่อไทยเชื่อว่าเมื่อพิจารณาถึงปัจจัยต่าง ๆ จะทำให้สภาเดินหน้าในสภาได้ราบรื่นเรียบร้อย ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติได้อย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพต่อไป

หวังก้าวไกลใช้เหตุผล

นายภูมิธรรมกล่วาว่า ในการเจรจาที่ทั้งสองฝ่ายเจรจาจุดเริ่มต้นอยู่ที่ข้อสรุป 14+1 และข้อสรุปยังไม่มีการตอบกลับมายังคณะกรรมการเจรจาอย่างเป็นทางการเลย มีแต่ผ่านทางโซเชียลมีเดีย วันนี้เราไม่ได้ลงมติ

วันนี้เราไม่ได้ลงมติ แต่เสียงที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นเป็นเอกภาพ ว่ามีเจตน์จำนงค์อย่างนี้ ตนและนายประเสริฐจะหยิบข้อสรุปนี้ไปคุยกับพรรคก้าวไกลต่อไป

“เราคุยครั้งนี้เพื่อเหตุเพื่อผล สะท้อนเจตจำนงทั้งหมด เพราะสิ่งที่เราสะท้อนมาทั้งหมดเป็นความคิดของกรรมการบริหารพรรค ที่ประชุม ส.ส.และสมาชิกทั่วประเทศที่สะท้อนผ่านเรามาทั้งโดยตรงต่อพรรคและโซเชียลมีเดีย”

นายภูมิธรรมยังคาดหวังว่าการคุยกันจะใช้เหตุใช้ผล หวังว่าจะราบรื่น สามารถตั้งรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยร่วมกันให้สำเร็จและตอบสนองผลประโยชน์ที่ประชาชนอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงโดยเร็ว เรายังไม่คิดว่าไม่สำเร็จ ถ้าคิดอย่างนั้นบั่นทอนความร่วมมือกันมากกว่า แต่ถ้าหากว่าพรุ่งนี้ยังไม่เรียบร้อยก็ยังมีเวลาเจรจากันต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่าถ้าพรรคก้าวไกลไม่ยอม นายภูมิธรรมกล่าวว่า ต่างฝ่ายต่างก็ต้องไปทบทวน แสดงว่าข้อสรุปในการเจรจาไม่จบ

เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยก็ไม่ยอมถอย นายภูมิธรรมกล่าวว่า เราฟังมติคณะกรรมการบริหารพรรค และ ส.ส.ของเราแบบนี้ ถ้ามีข้อสรุปอะไรที่คืบหน้าจะเป็นอย่างไรก็ตามก็ต้องกลับมาที่คณะกรรมการบริหารและ ส.ส.ยังมีเวลา ทุกนาทีมีค่า ไม่เป็นไร รอผลพรุ่งนี้ก่อนอาจจบเข้าใจกันแบบดีก็ได้