เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
ดูทั้งหมด

จะเกิดอะไรขึ้น ! เมื่อธนาคารกลางทั่วโลกดำเนินนโยบายการเงินต่างกัน

28 มิ.ย. 2566 | 13:50น.
เมื่อธนาคารกลางทั่วโลก ทำ “นโยบายการเงิน” ต่างกัน
คอลัมน์ : สถานีลงทุน
ผู้เขียน : สวภพ ยนต์ศรี บลจ.ทิสโก้

ช่วงระหว่างวันที่ 14-16 มิ.ย.ที่ผ่านมา ในช่วงระยะเวลาห่างกันไม่ถึง 72 ชั่วโมง มีการประชุมของธนาคารกลางสำคัญ ๆ ทั่วโลกถึง 4 แห่งด้วยกัน ประกอบไปด้วย สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งปรากฏว่าผลลัพธ์ของการประชุมที่ออกมามีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

โดยธนาคารกลางของสหรัฐ (Fed) และญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงอัตราดอกเบี้ย, ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติขึ้นดอกเบี้ยต่อ ส่วนธนาคารกลางของประเทศจีนกลับมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ซึ่งแน่นอนว่าผลของการดำเนินนโยบายทางการเงินที่ต่างกันของสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ย่อมส่งผลกระทบมาถึงโลกของการลงทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดยธนาคารกลางเพียงแห่งเดียวที่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ย คือ ECB ที่นอกจากจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้สู่ระดับ 3.5% แล้ว ยังคงส่งสัญญาณว่าจะยังคงขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไปในเดือน ก.ค.อีก ซึ่งเหตุผลที่ธนาคารกลางยุโรปยังคงขึ้นดอกเบี้ยต่อเป็นเพราะอัตราเงินเฟ้อยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 6.1% และเมื่อเทียบกับ Fed ที่ขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องติดต่อกัน 10 ครั้งตั้งแต่เดือน มี.ค. 2022 ECB เพิ่งจะปรับขึ้นดอกเบี้ยไป 8 ครั้ง

โดยเริ่มขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกเมื่อเดือน ก.ค. 2022 ห่างจากการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกของ Fed ราว 4 เดือน ดังนั้น ที่จริงแล้วจึงไม่น่าแปลกใจมากนักที่ในวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นรอบนี้ Fed จะทำการหยุดขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งล่าสุด ส่วน ECB ยังคงทำการขึ้นดอกเบี้ยต่อ

ซึ่งหากข้ามมามองทางฝั่งสหรัฐ ถึงแม้ Fed จะหยุดขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ แต่ยังคงส่งสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ยต่ออีก 2 ครั้งในปีนี้ และจะยังไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจนกว่าจะถึงปี 2024 โดยที่ผ่านมาดูเหมือนว่าตลาดจะไม่เชื่อว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยได้ถึง 2 ครั้ง และจะเห็นได้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่อง หลังจากผลการประชุม Fed ออกมา

โดยตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐที่เป็นปัจจัยกดดันให้ Fed ขึ้นดอกเบี้ย ข้อมูลในเดือนล่าสุดก็ชะลอตัวลงเหลือ 4% และมีความเป็นไปได้ที่การรายงานตัวเลขเงินเฟ้อในครั้งถัดไป เราอาจได้เห็นตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐ ปรับลดลงเหลือระดับราว 3% อย่างไรก็ดี มุมมองของ Fed ยังคงเชื่อว่า อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอาจจะมีโอกาสกลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง ซึ่งในการประชุมหลังจากนี้ Fed ยืนยันว่าจะตัดสินใจปรับเปลี่ยนนโยบายตามตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาว่ามีทิศทางเป็นอย่างไร

ทางฝั่ง BOJ ที่มีการตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยเช่นเดียวกันกับ Fed แต่แตกต่างกันตรงที่ BOJ คงการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (ดอกเบี้ยต่ำ) มาอย่างยาวนาน ซึ่งถือเป็นธนาคารกลางของประเทศพัฒนาแล้วประเทศสุดท้ายที่ยังคงดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอยู่ แต่คาดว่าในท้ายที่สุดแล้ว BOJ น่าจะต้องกลับมาใช้นโยบายเข้มงวดทางการเงิน เมื่อถึงเวลาที่มั่นใจว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นกลับมาเติบโตได้ ซึ่งน่าจะเป็นระยะเวลาอีกไม่นานนักต่อจากนี้

สุดท้ายทางด้านประเทศจีนที่เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ไม่ดีนักหลังจากการเปิดเมืองก็ไม่มีทางเลือกอื่นคือการตัดสินใจกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่จะเห็นได้ว่ามุมมองของนักลงทุนส่วนใหญ่มองว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาจจะไม่เพียงพอทำให้เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวได้ แต่ยังคงคาดหวังมาตรการอื่น ๆ อีกในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

โดยนโยบายของธนาคารกลางประเทศสำคัญทั้ง 4 แห่งของโลกที่แตกต่างกัน คือภาพสะท้อนวัฏจักรเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ และผลตอบแทนของตลาดหุ้นของทั้ง 4 ประเทศก็มีความแตกต่างกัน ซึ่งตลาดหุ้นจีนในปีนี้สร้างผลตอบแทนได้น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดหุ้น สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น

หลังจากนี้ สิ่งที่ตลาดรอคอยคือการที่ Fed และ ECB จะกลับทิศทางของนโยบายมาใช้การผ่อนคลายทางด้านการเงินหรืออย่างน้อยก็ส่งสัญญาณว่าจะหยุดการขึ้นดอกเบี้ยอย่างชัดเจน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงจะถือเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ส่งผลให้ตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อได้ ในขณะเดียวกัน BOJ หากกลับทิศทางของนโยบายมาใช้การเข้มงวดทางด้านการเงินจะถือเป็นความเสี่ยงที่รออยู่

ส่วนจีนเองดูเหมือนตลาดหุ้นอาจจะต้องการมากกว่าแค่การดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางด้านการเงิน โดยถึงแม้หลังจากนี้ธนาคารกลางจีนน่าจะยังใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินไปอีกซักระยะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเพียงพอให้ตลาดหุ้นปรับขึ้นได้ แต่สิ่งที่ตลาดต้องการก็คือนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอื่น ๆ เพิ่มเติมออกมาอีก