ครม.รับทราบ ตามที่ กกต.เห็นชอบ อนุมัติให้กระทรวงการคลังใช้จ่ายงบกลาง 200.6 ล้านบาท ชดเชยการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนในการชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนกลุ่มธนาคารโลก 2 แห่ง
วันที่ 5 กรกฎาคม 2566 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบผลการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ได้เห็นชอบตาม ครม.ได้อนุมัติในหลักการให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง ใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2566 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงินทั้งสิ้น 200.6 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับชดเชยการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนในการชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนแบบสามัญและเฉพาะเจาะจงของกลุ่มธนาคารโลก ปี 2561
สำหรับการพิจารณาของ กกต.นี้ สืบเนื่องจากที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 66 ได้อนุมัติหลักการให้ สศค.ใช้จ่ายงบกลางเพื่อวัตถุประสงค์และวงเงินข้างต้น และต้องดำเนินการเพื่อให้ได้รับความเห็นชอบจาก กกต. ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 169 (3) จึงจะสามารถใช้จ่ายงบประมาณได้
น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า การดำเนินการซื้อหุ้นเพิ่มทุนในกลุ่มธนาคารโลกของประเทศไทย เป็นไปตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 61 ที่ได้เห็นชอบให้กระทรวงการคลังซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบบสามัญและแบบเฉพาะเจาะจงของธนาคารในกลุ่มธนาคารโลก 2 แห่ง (จากทั้งหมด 5 แห่ง)
ได้แก่ ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรรณะและวิวัฒนาการ (International Bank for Reconstruction : IBRD) และบรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (International Finance Corporation : IFC) รวมวงเงิน 78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2,652 ล้านบาท ซึ่งผลการเพิ่มทุนดังกล่าวจะส่งผลให้ประเทศไทยมีอำนาจการออกเสียงใน IBRD เพิ่มเป็นร้อยละ 0.5 จากเดิมร้อยละ 0.49 และใน IFC เพิ่มเป็นร้อยละ 0.52 จากเดิมร้อยละ 0.46
น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า โดยระหว่างปีมีงบประมาณ 63-65 กระทรวงการคลังได้ดำเนินการชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนของ IBRD และ IFC มาแล้ว 3 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 54.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมียอดคงเหลือที่ต้องชำระในปีงบประมาณ 2566 เป็นงวดสุดท้ายจำนวน 23.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ณ วันที่ชำระค่าหุ้นจริงในปีงบประมาณ 63-65 ค่าเงินบาทได้อ่อนค่ากว่าที่สำนักงบประมาณได้ประมาณการไว้ ทำให้เกิดการชำระค่าหุ้นน้อยกว่าแผน ดังนั้น ในปีงบประมาณ 2566 จึงคาดว่าตามงบประมาณที่ได้รับจัดสรรไว้ กระทรวงการคลังจะชำระเงินค่าหุ้นได้ 17.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยังขาดอีก 6.02 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 200.6 ล้านบาท กระทรวงการคลังจึงจำเป็นต้องขอรับการจัดสรรเงินงบประมาณเพิ่มเติมตามวงเงินตามที่ได้รับอนุมัติในครั้งนี้