ห้องเรียนเคมีดาว ยกระดับทักษะวิทย์สู่สากล
เมื่อบริบทของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความเปลี่ยนแปลงไป จึงทำให้ทุกประเทศในอาเซียนตื่นตัวในการสร้างบุคลากรที่มีความรู้มีคุณภาพ
เช่นเดียวกับประเทศไทย ที่เตรียมความพร้อมเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 สิ่งสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนให้ประเทศมีความสามารถในการแข่งขันคือ “การศึกษา”
โดยเฉพาะสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นรากฐานของการต่อยอดการพัฒนาด้านนวัตกรรม และเป็นศาสตร์ที่สำคัญต่อการพัฒนาการศึกษาของประเทศ ซึ่งหากมีการพัฒนาองค์ความรู้ให้แก่เยาวชนตั้งแต่แรกเริ่มจะสร้างบุคลากรที่เข้มแข็งทั้งในเชิงความคิด และการปฏิบัติ เพื่อสร้างความสำเร็จให้แก่ประเทศไทยอย่างยั่งยืน
จึงทำให้กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ที่มีเป้าหมายจะสร้างความสนใจ และเสริมสร้างแรงบันดาลใจให้กับครู และเยาวชนไทยในการเรียนวิทยาศาสตร์ จึงร่วมกับสมาคมเคมีแห่งประเทศไทยฯ และองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ดำเนินการโครงการ “ห้องเรียนเคมีดาว” มาตั้งแต่ปี 2557
ทั้งนั้นเพื่อให้องค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ผ่านเทคนิคปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วน (small-scale chemistry laboratory) เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทั้งยังช่วยส่งเสริมให้เกิดการเรียนด้านวิทยาศาสตร์และเคมีอย่างยั่งยืน
“ศ.ดร.ศุภวรรณ ตันตยานนท์” ผู้อำนวยการโครงการห้องเรียนเคมีดาว กล่าวว่า เทคนิคปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วนถูกนำเข้ามาในประเทศไทยเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว แต่เริ่มมีการนำมาปรับใช้สอนให้สอดคล้องกับหลักสูตรการเรียนวิทยาศาสตร์อย่างแพร่หลายมากขึ้น ภายหลังการจัดตั้งโครงการห้องเรียนเคมีดาว

“หากมองในบรรดาประเทศเพื่อนบ้านของเรา ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่สามารถทำได้ทั่วถึงมากที่สุด เพราะภายในระยะเวลา 4 ปีของการดำเนินโครงการ มีโรงเรียนที่ได้รับประโยชน์ทั้งสิ้นกว่า 1,000 โรงเรียน มีครูวิทยาศาสตร์ต้นแบบกว่า 60 คน ซึ่งจากการตอบรับที่ดี เราคาดหวังว่าจะสามารถขยายผลอย่างต่อเนื่องยกระดับการศึกษาของประเทศไทย โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเคมี”
ทั้งนี้ ในงาน PACCON 2018 ที่ผ่านมายังมีการจัดกิจกรรม train-the-trainer ภายใต้โครงการห้องเรียนเคมีดาว ให้กับครูวิทยาศาสตร์ต้นแบบของโครงการ เพื่อฝึกอบรมทักษะ และเทคนิคปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วน ให้ไปปรับใช้กับหลักสูตรการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ภายในห้องเรียนของไทย อีกทั้งครูที่เข้าร่วมกิจกรรมยังลงพื้นที่สอนเทคนิคให้กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาของโรงเรียนทั้ง 2 แห่งในจังหวัดสงขลาด้วย

ไม่เพียงเท่านี้ ในกิจกรรม train-the-trainer ยังมีตัวแทนครูจากประเทศเมียนมามาเข้าร่วมฝึกอบรมทักษะความพร้อมกับครูวิทยาศาสตร์ชาวไทย โดยในเรื่องนี้ “Mon Mon Myint” หนึ่งในครูจากประเทศเมียนมาที่เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้เรามีข้อจำกัดทางด้านการเรียนเคมี โดยเฉพาะการขาดแคลนเทคนิคใหม่ ๆ ที่จะนำมาปรับใช้กับการสอน ซึ่งเทคนิคปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วนนี้ช่วยส่งผลดีกับทั้งครูผู้สอน และตัวนักเรียน เพราะทุกคนในชั้นเรียนจะได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติไปพร้อม ๆ กัน”
“ศ.ดร.ศุภวรรณ” กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการประชุม PACCON 2018 และการจัดกิจกรรม train-the-trainer ที่ผ่านมาแสดงเห็นว่าหลาย ๆ ประเทศให้ความสำคัญในเรื่องของการพัฒนาองค์ความรู้เรื่องเคมี และวิทยาศาสตร์อย่างยั่งยืน
“ท่ามกลางการพัฒนาของภูมิภาคอาเซียน กระแสการแข่งขันด้านการศึกษาจากทั่วทุกมุมโลก และการเปิดเสรีด้านการศึกษา การเสริมสร้างบริการด้านการศึกษาที่ทัดเทียมกับประเทศอื่น ๆ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างมาตรฐานที่ดีของระบบการศึกษาไทย โดยเฉพาะด้านองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เพื่อให้เด็กไทยมีความสามารถก้าวไกลในระดับนานาชาติต่อไป”