บทบรรณาธิการ
ราชกิจจานุเบกษาลงวันที่ 23 สิงหาคม 2566 เรื่องประกาศแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี โดยประกาศมา ณ วันที่ 22 สิงหาคม 2566 หลังการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเห็นชอบในการแต่งตั้ง นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรีด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาทั้งสอง
นับเป็นการสิ้นสุดกระบวนการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากบุคคล ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบ หลังจากที่ประเทศไทยได้ผ่านการเลือกตั้งมานานกว่า 3 เดือน ท่ามการเสียงเรียกร้องของทุกภาคส่วนในสังคมที่ขอให้มีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศโดยเร็วที่สุด เพื่อแก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ปากท้องประชาชน การกินดีอยู่ดี และสามารถนำพาประเทศไทยไปสู่ความรุ่งเรืองต่อไปในภายภาคหน้า
ท่ามกลางปัญหาอุปสรรคทั้งภายในภายนอกที่รุมเร้า ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือนที่พุ่งขึ้นสูง การส่งออกของประเทศที่ถดถอยลง การเผชิญกับภัยแล้งของภาคการเกษตร ต้นทุนทางด้านพลังงาน การชักจูงนักลงทุนจากต่างประเทศ และการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวที่นับเป็นภาคส่วนในการหารายได้เข้าประเทศที่สำคัญเป็นลำดับต้น ๆ
สารพัดปัญหาเร่งด่วนที่รอการแก้ไขเหล่านี้ จะสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำได้ทันที หากรัฐบาลชุดใหม่เป็นรัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองที่กุมเสียงข้างมากในสภาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ทว่ารัฐบาลของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 กลับมีสภาพเป็นรัฐบาลผสมที่มาจากพรรคการเมืองถึง 11 พรรคที่มากเป็นประวัติการณ์ โดยปฏิเสธไม่ได้ว่า คะแนนเสียงในการโหวตที่มาจากพรรคการเมืองแต่ละพรรคนั้น ในความเป็นจริงมีการต่อรองผลประโยชน์ทางการเมืองผ่านสิ่งที่เรียกว่า โควตาตำแหน่งรัฐมนตรี โดยคิดจากสัดส่วนตัวเลขจำนวน สส.
ดังนั้นโจทย์แรกที่สำคัญที่สุดของ นายเศรษฐา ทวีสิน ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลก็คือ ทำอย่างไรที่จะประสานนโยบายของแต่ละพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 11 พรรคที่ได้หาเสียงไว้ให้เข้ามาเป็นเนื้อเดียวกัน โดยเป็นนโยบายที่จะสามารถปฏิบัติในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เดินหน้าต่อไปได้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ค่าแรงงาน การอุดหนุนพลังงาน การอุดหนุนภาคการเกษตร เขตเศรษฐกิจพิเศษ การค้าขาย-การลงทุน การท่องเที่ยว จักต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำต่างพรรคหรือต่างกระทรวง
เพื่อให้สมกับคำกล่าวที่ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พรรคเพื่อไทย จะเป็น 4 ปีของการทำงานอย่างหนักเพื่อบำบัดความทุกข์ สร้างความสุข นำพาความเจริญให้กับประชาชนคนไทยและคนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน