เงินบาทแข็งค่า เศรษฐกิจไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 2 เมษายน 2561 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (2/4) ที่ 31.17/19 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (30/3) ที่ 31.19/21 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากกระทรวงพาณิชย์ไทยเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) ของเดือนมีนาคมอยู่ที่ระดับ101.12 ขยายตัว 0.79% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนมีนาคม 2561 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 เช่นเดียวกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ขยายตัวต่อเนื่องมาโดยตลอด สาเหตุสำคัญมาจากการเพิ่มขึ้นจากปัจจัยด้านการบริโภคและการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนในหมวดที่มิใช่อาหารสด รวมทั้งราคาสินค้าหมวดผักสด และข้าว (ข้าวสารเจ้า) ที่ปรับตัวเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 30 เดือน ส่งผลให้ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปขยายตัว 0.64% โดยกระทรวงพาณิชย์ยังคงเป้าหมายเงินเฟ้อสำหรับปีนี้ไว้ในกรอบ 0.7-1.7% นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ประะเมินเศรษฐกิจไทยปี 2561 มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องที่ 4.0% เมื่อเทียบเป็นรายปี ตามกำลังซื้อจากประเทศคู่ค้าที่ขยายตัวดีและการลงทุนที่ฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้น โดยพื้นฐานเศรษฐกิจโลกที่แข็งแกร่งส่งผลให้ทั้งภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้าของไทยจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในปีนี้ ซึ่งมูลค่าการส่งออกปี 2561 มีโอกาสขยายตัวที่ 5.0% และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 8.0% ทั้งนี้การเติบโตที่ต่อเนื่องในภาคการส่งออกถือเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนภาคเอกชนในระยะต่อไป และกระแสเงินทุนที่ไหลเข้ามานั้นจะส่งผลให้เงินบาทยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าต่อไป
ในส่วนของสหรัฐนั้นนักลงทุนยังคงจับตาดูความคืบหน้าเกี่ยวกับการเจรจาในประเด็นทางการค้าของสหรัฐและจีน โดยล่าสุดทางการจีนได้เรียกร้องให้สหรัฐยกเลิกการใช้มาตรการปกป้องการค้าที่ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับขององค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อให้การค้าผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องในระดับทวิภาคีกลับมาสู่ภาวะปกติ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จีน (MOC) เปิดเผยผ่านแถลงการณ์ออนไลน์ว่า การที่สหรัฐใช้มาตรการกีดกันการนำเข้าจากประเทศบางกลุ่มนั้น เป็นการละเมิดข้อยกเว้นด้านความมั่นคงของ WTO ทั้งยังเป็นการฝ่าฝืนอย่างร้ายแรงต่อหลักการไม่เลือกปฏิบัติในระบบการค้าพหุภาคี ทั้งนี้คณะกรรมการด้านภาษีศุลกากรแห่งรัฐสภาจีนได้ตัดสินใจเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้า 120 รายการจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งรวมถึงผลไม้และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่้เกี่ยวข้องกับผลไม้ในอัตรา 15% และเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าอีก 8 รายการ จึงรวมถึงเนื้อหมูและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหมู ในอัตรา 25% ถ้อยแถลงของคณะกรรมการด้านภาษีศุลกากรแห่งรัฐสภาจีนระบุว่าการตัดสินใจออกมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะตอบโต้สหรัฐที่ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กในอัตรา 25% และภาษีนำเข้าอะลูมิเนียมในอัตรา 10% จากประเทศต่าง ๆ รวมถึงจีน นอกจากนี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังได้ลงนามในคำสั่งให้เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน โดยกล่าวหาว่าจีนดำเนินนโยบายการค้าและการลงทุนที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งรวมถึงการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 31.155-31.19 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 31.15/17 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับค่าเงินยูโรวันนี้ (2/4) เปิดตลาดที่ระดับ 1.2327/29 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ทรงตัวจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (30/3) ที่ระดับ 1.2328/30 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ขณะที่ตลาดฝั่งยุโรปยังคงปิดทำการในช่วงเทศกาลอีสเตอร์ ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.2311-1.2332 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.2330/32 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับค่าเงินเยนในวันนี้ (2/4) เปิดตลาดที่ระดับ 106.28/30 เยน/ดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (30/3) ที่ระดับ 106.17/19 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่ทางญี่ปุ่นได้มีการปิดงบประจำปีในช่วงสิ้นเดือนมีนาคม ส่งผลให้นักลงทุนมีการเทขายเงินเยนออกมาในตลาด ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 106.20-106.40 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 106.27/29 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจของสหรัฐในสัปดาห์นี้ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร ข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชน ดัชนี PMI ภาคการผลิต/ภาคบริการเดือนมีนาคม และยอดสั่งซื้อของโรงงานเดือนกุมภาพันธ์
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -2.9/-2.8 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -5.5/-4.25 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ