เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ธนารักษ์ นำรถรับแลกคืนเหรียญกษาปณ์เคลื่อนที่ บริการประชาชน พ.ย. 69
Finance ธนารักษ์ นำรถรับแลกคืนเหรียญกษาปณ์เคลื่อนที่ บริการประชาชน พ.ย. 69
หุ้นไทยยังเสี่ยงเป็นขาลง! จับตาเลือกตั้งสหรัฐ โบรกฯ ชู BDMS-HANA หลบภัย
Finance หุ้นไทยยังเสี่ยงเป็นขาลง! จับตาเลือกตั้งสหรัฐ โบรกฯ ชู BDMS-HANA หลบภัย
อีสานตอนบน ชง ‘ครม.สัญจร อุดรฯ’ 170 โครงการ 7.8 หมื่นล้าน
Politics อีสานตอนบน ชง ‘ครม.สัญจร อุดรฯ’ 170 โครงการ 7.8 หมื่นล้าน
ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม จากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง
Economic ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม จากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง
ฝ่าวิกฤตที่ธุรกิจคาดไม่ถึง ด้วย 5 กลยุทธ์ 3 คำถาม
Columns ฝ่าวิกฤตที่ธุรกิจคาดไม่ถึง ด้วย 5 กลยุทธ์ 3 คำถาม
ธพส. ชี้ Senior Complex รามาฯ-ธนารักษ์ ยังไม่ล่ม คาดค่าก่อสร้างสูงขึ้น 30%
Finance ธพส. ชี้ Senior Complex รามาฯ-ธนารักษ์ ยังไม่ล่ม คาดค่าก่อสร้างสูงขึ้น 30%
ทองราคาร่วง ทำจุดต่ำสุดในรอบกว่า 1 ปี จับตาเลือกตั้งสหรัฐ-สงครามเสี่ยงปะทุรอบใหม่
Finance ทองราคาร่วง ทำจุดต่ำสุดในรอบกว่า 1 ปี จับตาเลือกตั้งสหรัฐ-สงครามเสี่ยงปะทุรอบใหม่
ราคาทองวันนี้ (2 พ.ย. 69) ปรับขึ้น 350 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 63,400 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (2 พ.ย. 69) ปรับขึ้น 350 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 63,400 บาท
เปลี่ยนความกลัวเป็นพลังนำ AI สร้างงานใหม่
SD Talk เปลี่ยนความกลัวเป็นพลังนำ AI สร้างงานใหม่
คลังโชว์ปิดหีบงบประมาณปี’69 เก็บรายได้เกินเป้า 8.9 หมื่นล้าน-กู้โปะขาดดุลลดลง
Finance คลังโชว์ปิดหีบงบประมาณปี’69 เก็บรายได้เกินเป้า 8.9 หมื่นล้าน-กู้โปะขาดดุลลดลง
ดูทั้งหมด

ภาวะเศรษฐกิจ การลงทุนไตรมาส

08 เม.ย. 2561 | 09:00น.

คอลัมน์ ระดมสมอง

โดย ถนอมศรี ฟองอรุณรุ่ง

ไตรมาสแรกของปี 2561 ผ่านไป ถ้ามองในแง่ภาวะการลงทุนในตลาดทุน คงต้องบอกว่าค่อนข้างผิดหวัง เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่มองว่าภาวะการลงทุนในปีนี้จะสดใส และคาดหวังผลตอบแทนจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปตามคาดในช่วง 3 สัปดาห์แรกของเดือนมกราคม โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐที่ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นทำลายสถิติเดิมต่อเนื่องหลายครั้ง

ขณะที่ตลาดหุ้นอื่น ๆ ทั่วโลกก็ได้อานิสงส์ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นภาวะการลงทุนก็เริ่มพลิกผัน ดัชนีราคาหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม โดยตลาดหุ้นสหรัฐปรับลดลงกว่า 10% จากจุดสูงสุดในเดือนมกราคม และตลาดหุ้นส่วนใหญ่ก็ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับปลายปีที่แล้ว

ปัจจัยลบที่ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนหวั่นไหว ได้แก่ ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อของสหรัฐ (จากตัวเลขค่าจ้างแรงงานในเดือนมกราคมที่ปรับสูงกว่าคาด) แถลงการณ์ของประธานเฟดคนใหม่ที่มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่ง (ทำให้ตลาดเริ่มเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยทั้งปีมากกว่า 2 ครั้ง) การปรับตัวลงอย่างรุนแรงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (จากความกังวลว่ารัฐบาลจะออกกฎระเบียบที่เข้มงวด หลังจากข่าวบริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจของอังกฤษรวบรวมและแชร์ข้อมูลของผู้ใช้ facebook หลายสิบล้านคน โดยไม่ได้รับอนุญาต)

นอกจากนี้ยังมีเรื่องมาตรการปกป้องทางการค้าของสหรัฐที่เข้มข้นขึ้น ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลว่าสถานการณ์จะขยายวงกว้างและเกิดการตอบโต้ จนก่อให้เกิดผลเสียต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยรวม ต้องยอมรับว่า นักลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดเงินนั้นค่อนข้างหวั่นไหวง่าย โดยเฉพาะในภาวะที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นที่ยอมรับว่าราคาหุ้นเริ่มแพง (พี/อีสูง) ดังนั้นเมื่อมีปัจจัยลบเข้ามากระทบจึงทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวค่อนข้างแรง ดังที่เคยกล่าวไว้ว่าการลงทุนในตลาดหุ้นในปีนี้น่าจะมีความเสี่ยงจากการผันผวนได้

ส่วนภาคเศรษฐกิจจริงนั้น หากดูจากดัชนีทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ก็จะเห็นว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจนับว่ายังอยู่ในเกณฑ์ดี อาทิ ดัชนี PMI ของประเทศต่าง ๆ ซึ่งยังคงอยู่ในระดับสูงกว่า 50 (ซึ่งบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจยังอยู่ในโซนขยายตัว) ตัวเลขการส่งออกยังขยายตัวดี (เช่น เกาหลี ไต้หวัน จีน ญี่ปุ่น และไทย) ซึ่งแสดงถึงความต้องการซื้อสินค้าและการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก

ตัวเลขเศรษฐกิจของจีนที่ขยายตัวต่อเนื่องและดีกว่าที่คาดไว้ (เป็นปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก) ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในไตรมาสแรกนั้นยังคงเป็นไปตามคาด แต่ภาวะการลงทุนนั้นผันผวนและน่าผิดหวัง

คำถามคือ ภาวการณ์ในไตรมาส 2 จะเป็นเช่นไร จากการสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุนในกลางเดือนมีนาคมโดยแบงก์ออฟอเมริกา เมอร์ริล ลินช์ พบว่า นักลงทุนหรือผู้จัดการกองทุน (หุ้นและตราสารการเงิน) นั้นยังคงชอบการลงทุนในตลาดหุ้น เนื่องจากเห็นว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงไปต่อได้ และยังมองว่าการลงทุนในตลาดพันธบัตรยังเสี่ยง (เพราะแนวโน้มดอกเบี้ยที่จะขึ้นต่อเนื่อง และเงินเฟ้อที่จะเพิ่มขึ้น)

อย่างไรก็ตาม ในด้านของความเสี่ยงแล้ว สิ่งที่นักลงทุนกลัวเป็นอันดับแรกคือ สงครามการค้า (trade war) รองลงมา คือ เงินเฟ้อ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งความเสี่ยงทั้ง 3 นั้นมีความเกี่ยวข้องกัน คือ ถ้ามีสงครามการค้า หรือการตอบโต้กันโดยใช้มาตรการกีดกันการค้า เช่น การขึ้นภาษี หรือจำกัดการนำเข้า ก็จะทำให้ราคาสินค้าในประเทศนั้นปรับตัวสูงขึ้น (เพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ)

ขณะเดียวกัน มาตรการกีดกันการค้าก็จะส่งผลให้ปริมาณการส่งออก นำเข้า ขยายตัวลดลง ทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกชะลอลงได้ โดยเฉพาะถ้าเป็นสงครามการค้าของสองประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 1 และ 2 ของโลก

คำถามต่อมาคือ มาตรการปกป้องการค้าในปัจจุบันจะพัฒนาเป็นสงครามการค้าหรือไม่ ประเด็นนี้ก็คงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้เพราะสหรัฐกำลังกดดันจีนเพิ่มขึ้น ดังนั้นต้องดูว่าจีนจะตอบโต้อย่างไร ซึ่งล่าสุดจีนได้ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐ 128 รายการ (แต่มีมูลค่าเพียง 3 พันล้านเหรียญ) เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียม

แต่ที่สำคัญคือ สหรัฐจะประกาศรายชื่อสินค้าที่เข้าข่ายที่จะถูกเก็บภาษีกว่า 1,300 รายการ (จะประกาศในวันที่ 6 เมษายน) และใช้เวลาอีกประมาณ 2 เดือน เพื่อรับฟังความคิดเห็นก่อนที่จะมีผลในการเรียกเก็บภาษีจริง จึงต้องติดตามว่าจีนจะตอบโต้กรณีนี้อย่างไร

ดังนั้นในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้านี้ ประเด็นเรื่องมาตรการการค้าของสหรัฐและจีน จึงน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลกระทบความเชื่อมั่น และบรรยากาศการลงทุนตลอดทั้งไตรมาส (ยกเว้นว่าทั้งสองจะมีท่าทีประนีประนอมกัน)

ดังนั้นก็น่าจะเป็นไปได้ว่า ภาวการณ์ลงทุนในไตรมาส 2 น่าจะไม่สดใสนัก

ส่วนภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในไตรมาส 2 นั้น ในระยะสั้นอาจจะยังไม่เห็นผลกระทบชัดเจนจากมาตรการกีดกันการค้า เนื่องจากการตอบโต้ยังไม่รุนแรง และการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกยังมีแรงส่งต่อเนื่อง ประกอบกับมีการใช้นโยบายการคลังที่ผ่อนปรน

อย่างไรก็ตาม คาดว่าการขยายตัวอาจจะเริ่มแผ่วลง เพราะนโยบายการเงินเริ่มตึงตัวขึ้นในหลายประเทศ และหากสถานการณ์การตอบโต้ทางการค้ารุนแรงขึ้น ก็อาจจะเริ่มเห็นผลกระทบเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การลงทุน