ภาวะเศรษฐกิจ การลงทุนไตรมาส
คอลัมน์ ระดมสมอง
โดย ถนอมศรี ฟองอรุณรุ่ง
ไตรมาสแรกของปี 2561 ผ่านไป ถ้ามองในแง่ภาวะการลงทุนในตลาดทุน คงต้องบอกว่าค่อนข้างผิดหวัง เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่มองว่าภาวะการลงทุนในปีนี้จะสดใส และคาดหวังผลตอบแทนจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปตามคาดในช่วง 3 สัปดาห์แรกของเดือนมกราคม โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐที่ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นทำลายสถิติเดิมต่อเนื่องหลายครั้ง
ขณะที่ตลาดหุ้นอื่น ๆ ทั่วโลกก็ได้อานิสงส์ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นภาวะการลงทุนก็เริ่มพลิกผัน ดัชนีราคาหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม โดยตลาดหุ้นสหรัฐปรับลดลงกว่า 10% จากจุดสูงสุดในเดือนมกราคม และตลาดหุ้นส่วนใหญ่ก็ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับปลายปีที่แล้ว
ปัจจัยลบที่ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนหวั่นไหว ได้แก่ ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อของสหรัฐ (จากตัวเลขค่าจ้างแรงงานในเดือนมกราคมที่ปรับสูงกว่าคาด) แถลงการณ์ของประธานเฟดคนใหม่ที่มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่ง (ทำให้ตลาดเริ่มเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยทั้งปีมากกว่า 2 ครั้ง) การปรับตัวลงอย่างรุนแรงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (จากความกังวลว่ารัฐบาลจะออกกฎระเบียบที่เข้มงวด หลังจากข่าวบริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจของอังกฤษรวบรวมและแชร์ข้อมูลของผู้ใช้ facebook หลายสิบล้านคน โดยไม่ได้รับอนุญาต)
นอกจากนี้ยังมีเรื่องมาตรการปกป้องทางการค้าของสหรัฐที่เข้มข้นขึ้น ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลว่าสถานการณ์จะขยายวงกว้างและเกิดการตอบโต้ จนก่อให้เกิดผลเสียต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยรวม ต้องยอมรับว่า นักลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดเงินนั้นค่อนข้างหวั่นไหวง่าย โดยเฉพาะในภาวะที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นที่ยอมรับว่าราคาหุ้นเริ่มแพง (พี/อีสูง) ดังนั้นเมื่อมีปัจจัยลบเข้ามากระทบจึงทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวค่อนข้างแรง ดังที่เคยกล่าวไว้ว่าการลงทุนในตลาดหุ้นในปีนี้น่าจะมีความเสี่ยงจากการผันผวนได้
ส่วนภาคเศรษฐกิจจริงนั้น หากดูจากดัชนีทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ก็จะเห็นว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจนับว่ายังอยู่ในเกณฑ์ดี อาทิ ดัชนี PMI ของประเทศต่าง ๆ ซึ่งยังคงอยู่ในระดับสูงกว่า 50 (ซึ่งบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจยังอยู่ในโซนขยายตัว) ตัวเลขการส่งออกยังขยายตัวดี (เช่น เกาหลี ไต้หวัน จีน ญี่ปุ่น และไทย) ซึ่งแสดงถึงความต้องการซื้อสินค้าและการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก
ตัวเลขเศรษฐกิจของจีนที่ขยายตัวต่อเนื่องและดีกว่าที่คาดไว้ (เป็นปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก) ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในไตรมาสแรกนั้นยังคงเป็นไปตามคาด แต่ภาวะการลงทุนนั้นผันผวนและน่าผิดหวัง
คำถามคือ ภาวการณ์ในไตรมาส 2 จะเป็นเช่นไร จากการสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุนในกลางเดือนมีนาคมโดยแบงก์ออฟอเมริกา เมอร์ริล ลินช์ พบว่า นักลงทุนหรือผู้จัดการกองทุน (หุ้นและตราสารการเงิน) นั้นยังคงชอบการลงทุนในตลาดหุ้น เนื่องจากเห็นว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงไปต่อได้ และยังมองว่าการลงทุนในตลาดพันธบัตรยังเสี่ยง (เพราะแนวโน้มดอกเบี้ยที่จะขึ้นต่อเนื่อง และเงินเฟ้อที่จะเพิ่มขึ้น)
อย่างไรก็ตาม ในด้านของความเสี่ยงแล้ว สิ่งที่นักลงทุนกลัวเป็นอันดับแรกคือ สงครามการค้า (trade war) รองลงมา คือ เงินเฟ้อ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งความเสี่ยงทั้ง 3 นั้นมีความเกี่ยวข้องกัน คือ ถ้ามีสงครามการค้า หรือการตอบโต้กันโดยใช้มาตรการกีดกันการค้า เช่น การขึ้นภาษี หรือจำกัดการนำเข้า ก็จะทำให้ราคาสินค้าในประเทศนั้นปรับตัวสูงขึ้น (เพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ)
ขณะเดียวกัน มาตรการกีดกันการค้าก็จะส่งผลให้ปริมาณการส่งออก นำเข้า ขยายตัวลดลง ทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกชะลอลงได้ โดยเฉพาะถ้าเป็นสงครามการค้าของสองประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 1 และ 2 ของโลก
คำถามต่อมาคือ มาตรการปกป้องการค้าในปัจจุบันจะพัฒนาเป็นสงครามการค้าหรือไม่ ประเด็นนี้ก็คงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้เพราะสหรัฐกำลังกดดันจีนเพิ่มขึ้น ดังนั้นต้องดูว่าจีนจะตอบโต้อย่างไร ซึ่งล่าสุดจีนได้ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐ 128 รายการ (แต่มีมูลค่าเพียง 3 พันล้านเหรียญ) เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียม
แต่ที่สำคัญคือ สหรัฐจะประกาศรายชื่อสินค้าที่เข้าข่ายที่จะถูกเก็บภาษีกว่า 1,300 รายการ (จะประกาศในวันที่ 6 เมษายน) และใช้เวลาอีกประมาณ 2 เดือน เพื่อรับฟังความคิดเห็นก่อนที่จะมีผลในการเรียกเก็บภาษีจริง จึงต้องติดตามว่าจีนจะตอบโต้กรณีนี้อย่างไร
ดังนั้นในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้านี้ ประเด็นเรื่องมาตรการการค้าของสหรัฐและจีน จึงน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลกระทบความเชื่อมั่น และบรรยากาศการลงทุนตลอดทั้งไตรมาส (ยกเว้นว่าทั้งสองจะมีท่าทีประนีประนอมกัน)
ดังนั้นก็น่าจะเป็นไปได้ว่า ภาวการณ์ลงทุนในไตรมาส 2 น่าจะไม่สดใสนัก
ส่วนภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในไตรมาส 2 นั้น ในระยะสั้นอาจจะยังไม่เห็นผลกระทบชัดเจนจากมาตรการกีดกันการค้า เนื่องจากการตอบโต้ยังไม่รุนแรง และการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกยังมีแรงส่งต่อเนื่อง ประกอบกับมีการใช้นโยบายการคลังที่ผ่อนปรน
อย่างไรก็ตาม คาดว่าการขยายตัวอาจจะเริ่มแผ่วลง เพราะนโยบายการเงินเริ่มตึงตัวขึ้นในหลายประเทศ และหากสถานการณ์การตอบโต้ทางการค้ารุนแรงขึ้น ก็อาจจะเริ่มเห็นผลกระทบเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง