รมว.ดีอีโชว์ 9 ผลงาน 90 วัน กางเป้าปีงบประมาณหน้า ขยายผลปราบปรามภัยไซเบอร์ เร่งดึงบิ๊กเทคลงโครงสร้างพื้นฐาน คลาวด์-เอไอ เสริมความปลอดภัยข้อมูลรัฐ ดันศักยภาพการแข่งขันด้านดิจิทัลไทยเป็น 1 อาเซียน ปิ๊งไอเดีย 1 อำเภอ 1 ไอทีแมน 800 คน กระจายส่วนภูมิภาค
วันที่ 14 ธันวาคม 2566 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวงกำลังคิดโครงการใหม่คือ 1 อำเภอ 1 ไอทีแมน ในปี 2567 โดยใช้งบราว 200 ล้านบาท ให้ได้พนักงานไอที 800 คนกระจายออกไปทั่วประเทศ ซึ่งเป็นวงเงินที่ยอมรับได้ เนื่องจากเป้าหมายของกระทรวงดีอีต้องการเพิ่มกำลังคนด้านเทคโนโลยีอีกมาก
“กระทรวงดีอียังไม่มีการกระจายคนไปส่วนภูมิภาค จะมีก็แต่สำนักงานสถิติจังหวัด ต่อไปจะต้องมีสถิติและดิจิทัลจังหวัด และจะให้มีพนักงานไอทีราว 800 เพื่อออกไปประสานกับศูนย์เศรษฐกิจและดิจิทัลชุมชน หน่วยงานราชการ และออกไปให้ความรู้ประชาชนในระดับอำเภอ”

นายประเสริฐกล่าวด้วยว่า เป้าหมายของกระทรวงแบ่งเป็น 3 ส่วน เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางดิจิทัลของไทยให้ติดท็อป 30 ของโลก และเป็นอันดับหนึ่งในอาเซียน (ปัจจุบันอันดับ 3) ได้แก่
1.การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีทันสมัยอย่าง คลาวด์-เอไอ จึงได้ส่งเสริมและทำข้อตกลงกับบริษัทต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็น Microsoft Google และ Huawei ซึ่งจะปลดล็อกมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 3 แสนล้าน และการทำโครงสร้างพื้นฐานใหม่นี้จะนำไปสู่ 2.ระบบความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล ที่สามารถแลกเปลี่ยน และทำให้รัฐบาลเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และสุดท้าย คือ 3.การเพิ่มบุคลากรและกำลังคนด้านเทคโนโลยีให้สอดรับการพัฒนาเศรษฐกิจ
ผลงานเด่น 90 วัน 9 ผลงาน
1. ศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ AOC 1441
เป็น One Stop Service แก้ปัญหาออนไลน์ สำหรับประชาชน ให้บริการ 24 ชม. และใช้ติดตามสถานการณ์ สั่งการ ปฏิบัติการป้องกันปราบปรามโจรออนไลน์
ผลการดำเนินงานสำคัญ (1-30 พ.ย. 2566)
• ประชาชนติดต่อ 79,997 สาย
• ระงับบัญชีธนาคาร 7,996 บัญชี เฉลี่ย 15 นาที จับกุมแล้ว 389 ราย
เป้าหมายของศูนย์ AOC 1441
• ระงับ/อายัดบัญชีของคนร้าย ให้ผู้เสียหาย/ผู้ถูกหลอกลวงออนไลน์ทันที
• ติดตามสถานะ การแก้ไขปัญหาให้ผู้เสียหายทุกขั้นตอนได้ทันที
• เร่งการคืนเงินให้ผู้เสียหาย
• เพิ่มประสิทธิภาพการจับกุม ดำเนินคดีและการขยายผลคดี โดยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยงานบูรณาการข้อมูล และร่วมทำงานทันทีทุกหน่วยงานเกี่ยวข้อง เมื่อได้รับแจ้งจากผู้เสียหาย
2.การปิดกันเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมาย และเว็บพนัน
ดีอีได้ปรับเปลี่ยนวิธีทำงาน จัดการเว็บที่ผิดกฎหมาย โดยเน้นทำงานเชิงรุก ใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย ทำงานร่วมกับโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มใกล้ชิด ทำให้ปิดกั้นเว็บหรือเพจผิดกฎหมายเพิ่มมากขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้
1 ต.ค.-10 ธ.ค. 2566 มีการปิดกั้นเว็บไซต์หรือเพจผิดกฎหมายโดยรวมทุกประเภท สูงถึง 25,061 เว็บไซต์/เพจ เพิ่มขึ้น 10.0 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ปิดได้ 2,567 เว็บไซต์/เพจ ในช่วงเวลา 1 ต.ค.-10 ธ.ค. 2566 มีการปิดกั้นเว็บพนันออนไลน์ ถึง 4,592 เว็บไซต์ เพิ่มขึ้น 17.5 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ปิดได้ 248 เว็บไซต์
3.การแก้ปัญหาการซื้อขายข้อมูลและการหลุดรั่วของข้อมูลประชาชน
ดีอีได้เร่งดำเนินการ 6 มาตรการ เพื่อแก้ปัญหาการหลุดรั่ว ของข้อมูลประชาชน ตลอดจนการซื้อขายข้อมูลประชาชน โดยแบ่งเป็น ระยะเร่งด่วน 30 วัน ระยะ 6 เดือน และ ระยะ 12 เดือน ดังนี้
ระยะเร่งด่วน ใน 30 วัน
1.จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPC Eagle Eye ตรวจสอบ ข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ พร้อมทั้งค้นหา เฝ้าระวัง การรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล โดยในช่วง 9 พ.ย.-9 ธ.ค. 66 มีผลดังนี้
- ตรวจสอบแล้ว จำนวน 15,320 หน่วยงาน (รัฐ/เอกชน)
- ตรวจพบข้อมูลรั่วไหล/แจ้งเตือนหน่วยงานแล้ว จำนวน 4,593 เรื่อง
- หน่วยงานแก้ไขแล้วจำนวน 4,593 เรื่อง
- นอกจากนี้ ดำเนินการ เรื่อง ซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล 3 เรื่อง ซึ่งอยู่ระหว่างสืบสวนดำเนินคดีร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.)
2.ให้สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ตรวจสอบช่องโหว่ ระบบ cybersecurity หรือระบบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยข้อมูล โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐที่เป็นหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (Critical Information Infrastructure : CII)
- ตรวจสอบระบบ cybersecurity แล้ว จำนวน 91 หน่วยงาน
- ตรวจพบมีความเสี่ยงระดับสูง 21 หน่วยงาน และ สกมช. ได้แจ้งให้แก้ไขแล้ว
3.ให้ สคส. และ สกมช. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การป้องกันความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นหากไม่ปฏิบัติตามระเบียบขั้นตอนการรักษาความปลอดภัยของหน่วยงาน ความรู้เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity Awareness Training)
4.เร่งรัดปิดกั้นการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลที่ผิดกฎหมาย และดำเนินคดีจับกุมผู้กระทำความผิดระยะ 6 เดือน
5.ส่งเสริมการใช้งานระบบคลาวด์กลางภาครัฐที่มีความน่าเชื่อถือ ความมั่นคงปลอดภัยตามหลักวิชาการสากล รองรับการใช้งานของบุคลากรของหน่วยงานต่าง ๆ ได้อย่างปลอดภัย เพื่อป้องกันและลดปัญหาการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล จากสาเหตุที่หน่วยงานภาครัฐส่งข้อมูลให้หน่วยงานภายนอก หรือขาดบุคลากรในการกำกับดูแลงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระยะ 12 เดือน
6.ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ให้ทันสมัยต่อบริบทของสังคมและพฤติการณ์ที่เปลี่ยนไป และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบและป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่ดียิ่งขึ้น
สำหรับ 6 มาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและแก้ปัญหาซื้อขายข้อมูลได้รายงานต่อที่ประชุม คณะรัฐมนตรี ในวันที่ 21 พ.ย. 66 แล้ว
4.การแก้ปัญหาซิมม้า
1.กำหนดให้ผู้ใช้บริการมีการถือครองซิมเกิน 5 ซิม ต่อผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ จะต้องมีการมายืนยันตัวตนภายใน 30 วัน ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการของ คณะกรรมการ กสทช. และให้มีผลให้ต้องลงทะเบียน ไม่เกิน 30 วันนับแต่การออกประกาศ
2.กำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ ให้ดำเนินการตรวจสอบการใช้งานโทรศัพท์ที่ผิดปกติ ที่มีการโทรออกตั้งแต่ 100 สายต่อวัน หรือในเวลาสั้น ๆ ส่งข้อมูล AOC 1441 ทำการระงับการใช้งาน
3.เร่งระงับเบอร์ และขยายผล สืบสวนสอบสวน ดำเนินคดี จากเบอร์ และชื่อเจ้าของเบอร์ ที่ได้จากแหล่งต่าง ๆ
4.ให้แจ้งข้อมูลการโทรที่ผิดปกติ ต่อ ศูนย์ AOC 1441 และ ระบบ Audit numbering ของ สนง.กสทช เพื่อให้เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูล ประสานหน่วยงานเกี่ยวข้องทุกหน่วย ร่วมเร่งตรวจสอบขยายผล แบบบูรณาการ วิเคราะห์อาชญากรรม สืบสวนสวน สอบสวนนำตัวผู้กระทำความผิด และเครือข่ายมาลงโทษโดยเร็ว
5.ดำเนินการตรวจสอบ หมายเลขโทรศัพท์/เสาสัญญาณ และการตั้งสถานีแพร่กระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตโดยไม่ได้รับอนุญาต หากพบให้ดำเนินการระงับสัญญาณทันที
6.ดำเนินการกำกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีการให้บริการนอกราชอาณาจักรไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งหากตรวจสอบพบก็จะให้มีการแก้ไขปรับเปลี่ยนทิศทางการแพร่สัญญาณ
5.การดึงการลงทุนและพัฒนากำลังคนด้าน AI และ Cloud
ดีอีได้ดึงการลงทุนและพัฒนากำลังคนดิจิทัล โดยเฉพาะด้าน AI และ Cloud โดยความร่วมมือกับบริษัทระดับโลก และประเมินว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 300,000 ล้านบาท ทั้งจากการลงทุนและพัฒนาบุคคลากรในระยะ 5 ปี จากความร่วมมือ 3 บริษัท
ได้แก่ Huawei, Google, Microsoft จุดประสงค์ของบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการใช้บริการระบบคลาวด์ภาครัฐ หรือ Cloud First เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถนำ AI มาใช้งาน รวมถึงยกระดับทักษะแห่งอนาคตให้คนไทยกว่า 10 ล้านคน
6.“ชุมชนโดรนใจ”
One Tambon One Digital (OTOD) ชุมชนโดรนใจ มีเป้าหมายดำเนินการครบ 500 ชุมชน ใน ต.ค. 2567 ประยุกต์ใช้โดรนเพื่อการเกษตร ให้บริการกว่า 4 ล้านไร่ทั่วประเทศ เกิดการยกระดับทักษะเกษตรกรกว่า 1,000 คน เกิดธุรกิจบริการโดรน 50 ชุมชน เกิดอาชีพใหม่ช่างโดรนชุมชน และเกิดศูนย์สอบอนุญาตการบินโดรน 5 ภูมิภาค และ เกิดมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจกว่า 20,000 ล้านบาท ผลการดำเนินงาน
- อยู่ระหว่างการรับสมัคร ซึ่งมีชุมชนให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมแล้ว 300 ชุมชน และ 63 ศูนย์ซ่อม
- ระหว่างจัดตั้งศูนย์สอบขอใบอนุญาตการบินโดรน 5 ศูนย์ทั่วประเทศ
- เกิดมาตรฐาน dSURE สำหรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล
7.Global Digital Talent
ผลักดันให้มีเพิ่มกำลังคนดิจิทัลผ่านการนำเข้ากำลังคนจากต่างประเทศ ผ่านการตรวจลงตรารูปแบบใหม่ Global Digital Talent Visa (GDT Visa) ซึ่งมีเป้าหมายในการดึงดูดกำลังคน 2 ประเภท ได้แก่
1.ผู้ที่จบการศึกษา รวมถึงผู้ที่กำลังศึกษาด้านดิจิทัลจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ 600 แห่งทั่วโลกที่ได้รับการรับรอง (Digital Talent)
2.ผู้ที่ทำงานโดยใช้เทคโนโลยีเป็นหลักในอุตสาหกรรมดิจิทัล และสามารถทำงานได้ทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์เครื่องคอมพิวเตอร์ (Digital Nomads)
โดยชาวต่างชาติที่ได้รับ GDT Visa จะได้สิทธิในการพำนัก และสิทธิทำงานพร้อมวีซ่าเป็นระยะเวลา 1 ปี สามารถให้คู่สมรสและบุตรได้รับวีซ่าผู้ติดตามไปพร้อมกันได้ สามารถเดินทางเข้าและออกประเทศไทยได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง (Re-Entry permit) ได้รับสิทธิให้ใช้ช่องทางพิเศษ (Fast Track) ในการเข้าออกราชอาณาจักร ณ ท่าอากาศยานระหว่างประเทศที่มีให้บริการช่องทางพิเศษ ซึ่งชาวต่างชาติที่จะได้รับ GDT Visa จะต้องได้รับการรับรองคุณสมบัติตามที่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลกำหนด
ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเสนอเรื่องให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการให้นำเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณา ตามมาตรา 4 (12) พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548
8.การสนับสนุน Start Ups และ SMEs ด้วยบัญชีบริการดิจิทัลและมาตรการทางภาษี
1.บัญชีบริการดิจิทัล เพื่อเป็นตัวช่วยในการคัดกรองสินค้าและบริการดิจิทัลที่มีคุณภาพในราคาที่สมเหตุสมผล อำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่มองหาสินค้าหรือบริการดิจิทัล ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นไปอย่างเที่ยงธรรม มีมาตรฐาน และสามารถตรวจสอบได้ ปัจจุบัน มีสินค้าและบริการที่ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนบนบัญชีบริการดิจิทัลแล้วทั้งสิ้น 132 รายการ จากผู้ประกอบการดิจิทัลไทย 13 บริษัท
2.ผลักดันมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่เศรษฐกิจดิจิทัล หรือ Tax 200%
9. การยกระดับ Thailand Digital Competitiveness Ranking
การจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของไทยในปี 2566 หรือ Thailand Digital Competitiveness Ranking 2023 ดีขึ้น 5 อันดับ โดยไทยอยู่อันดับที่ 35 ในปี 2023 จากเดิม อันดับที่ 40 ใน ปี 2022
การจัดอันดับด้านดิจิทัลนี้ จัดทำโดย World Competitiveness Center ของ International Institute for Management Development หรือ IMD สวิตเซอร์แลนด์ เป็นผลการจัดอันดับประจำปี 2023 หรือ พ.ศ. 2566 ตามรายงาน IMD World Digital Competitiveness Ranking 2023
สำหรับ 5 ประเทศที่มีอันดับสูงสุดในอาเซียนมีดังนี้ (ตัวเลขวงเล็บคืออันดับในโลก)
1. Singapore (3)
2. Malaysia (33)
3. Thailand (35)
4. Indonesia (45)
5. Philippines (59)
ทั้งนี้ รัฐมนตรีประเสริฐตั้งเป้าหมายว่า อันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของไทยจะต้องอยู่ใน 30 อันดับแรกของโลกภายในปี 2569 นี้