สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ยังภาวะน่าห่วง จากระดับค่าฝุ่นปานกลางจนถึงส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนที่กระจายไปยังหลายจุดทั่วประเทศ โดยพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นเฉลี่ยสูงสุด 10 อันดับแรกในช่วง 21 วันแรกของเดือนมกราคม 2567 ตามรายงานสรุปของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA นำโดย จ.สมุทรสงคราม
ตามด้วย อ่างทอง สมุทรสาคร สิงห์บุรี ราชบุรี นครปฐม พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี และนนทบุรี (กราฟิก) ยังไม่มีจังหวัดทางภาคเหนือ เพราะนี่เพิ่งจะเป็นช่วงเริ่มต้นของการเกิดฝุ่นเท่านั้น
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เดินหน้าแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ปัญหาฝุ่นอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบาย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธาน “คณะกรรมการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศเพื่อความยั่งยืน” ได้มอบนโยบาย ตั้งเป้าลดพื้นที่เผาไหม้ให้ได้ร้อยละ 50 จากปี 2566

หรือจาก 12,782,479.30 ไร่ ในปี 2566 ให้เหลือไม่เกิน 6,391,239.65 ไร่ ในปี 2567 และจุดความร้อน (Hotspot) ลดลง ร้อยละ 50 จากปี 2566 จาก 70,511 จุดในปี 2566 ให้เหลือไม่เกิน 35,255 จุดในปี 2567
คิกออฟน้ำมันยูโร 5
โดยทันทีที่เปิดทำการ 1 มกราคม 2567 กระทรวงได้ประกาศคิกออฟการจำหน่ายน้ำมันคุณภาพมาตรฐานยูโร 5 ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อลดมลพิษจากไอเสียรถยนต์โดยเฉพาะฝุ่นละออง PM 2.5 ซึ่งกระทรวงพลังงานได้ดำเนินการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันในกลุ่มน้ำมันเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ และกลุ่มดีเซล ให้เป็นมาตรฐาน ยูโร 5 โดยโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ ไทยออยล์ บางจาก พีทีทีจีซี บางจากศรีราชา ไออาร์พีซี และเอสพีอาร์ซี ร่วมจำหน่าย
สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงมาตรฐานยูโร 5 ทั้งกลุ่มน้ำมันเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ และกลุ่มดีเซล จะมีกำมะถันไม่เกิน 10 ppm (10 ส่วนในล้านส่วนโดยน้ำหนัก) ขณะที่มาตรฐานยูโร 4 จะมีกำมะถันไม่เกิน 50 ppm
โดยน้ำมันเชื้อเพลิงมาตรฐานยูโร 5 สามารถใช้ได้กับรถยนต์ทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ และไม่ก่อเกิดปัญหาต่อเครื่องยนต์ จากการทดสอบการปล่อยมลพิษโดยห้องปฏิบัติการตรวจวัดมลพิษทางอากาศจากยานพาหนะของกรมควบคุมมลพิษ รถยนต์มาตรฐานยูโร 3 และรถยนต์มาตรฐานยูโร 4 ซึ่งมีการใช้งานมากที่สุด เมื่อมาใช้น้ำมันเชื้อเพลิงมาตรฐานยูโร 5 จะทำให้ค่าฝุ่น PM 2.5 ลดลงถึง 20-24%
10 มาตรการกรมอุทยาน
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ฝุ่นยังไม่ได้คลี่คลายลงไปในทันที เป็นเหตุให้ “นายเศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องลงพื้นที่เพื่อเป็นประธานประชุมติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่า จุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่ภาคเหนือ 17 จังหวัด
ทั้งยังได้โทรศัพท์พูดคุยกับ สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2567 เพื่อหารือถึงความร่วมมือระหว่างสองประเทศในการแก้ปัญหาหมอกควันจากไฟป่า และฝุ่น PM 2.5 โดยจะมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นต่อ คือ การลดฮอตปอต หรือจุดความร้อนที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน
ซึ่งนับเป็นการสานต่อยุทธศาสตร์ ฟ้าใส (Clear Sky Strategy) ซึ่งเป็นแผนปฏิบัติการร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน 3 ประเทศ ไทย สปป.ลาว เมียนมา ซึ่ง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้หารือร่วมกับ สปป.ลาว เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2566
ขณะที่ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า ปฏิบัติที่จะควบคุมไฟป่า และจุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือนั้น กรมกำหนดแนวทางการจัดการไฟป่าหมอกควันในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ในปี พ.ศ. 2567 ดังนี้ คือ 1.จัดการเชื้อเพลิงก่อนถึงฤดูไฟป่า 2.ตรึงพื้นที่กำหนดจุดเฝ้าระวัง 3.จัดตั้ง War Room ระดับพื้นที่ป่าอนุรักษ์
4.เตรียมพร้อมกำลังพลเพื่อดับไฟป่า 5.เฝ้าระวังควบคุมพื้นที่ตลอดห้วงฤดูไฟป่า 6.จัดระเบียบการเผาพื้นที่เกษตรกรรมในเขตป่า 7.กำหนดแผนการบริหารจัดการเมื่อเกิดเหตุการณ์ 8.จัดระเบียบการเผาพื้นที่เกษตรกรรมในเขตป่า 9.ควบคุมการเก็บหาของป่าและใช้ประโยชน์ และ 10.รณรงค์ประชาสัมพันธ์ เคาะประตูบ้าน

ผุด 400 วอร์รูม
โดยแนวทางการลดจุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่ 17 จังหวัด โดยจัดตั้งศูนย์สั่งการและติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน (War Room ) ซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า 400 วอร์รูม อยู่ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ 186 วอร์รูม เป้าหมายเพื่อนำไปสู่การลดพื้นที่เผาไหม้ลงร้อยละ 50
นอกจากนี้ยังมีการปรับงบประมาณ จ้างราษฎรในพื้นที่เดือนละ 9,000 บาท เพื่อช่วยดูแลพื้นที่เสี่ยงไฟป่า ซึ่งหากพื้นที่ใดดับไฟป่าไม่ได้ เข้าขั้นวิกฤตจะมีการสนธิกำลังเจ้าหน้าที่เสือไฟ จำนวน 5,260 คน ร่วมกับอาสาสมัครกว่า 1,300 คน และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ในการดับไฟป่าในจุดวิกฤตพร้อมทั้งจัดเจ้าหน้าที่เข้าไปพูดคุยกับชาวบ้านเพื่อขอความร่วมมือในการไม่เผาป่าและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดหากเจอผู้ลักลอบจุดไฟเผาป่า
ห่วงเผาอ้อย
อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.พัชรวาทยังแสดงความเป็นห่วงที่ในหลายพื้นที่ที่ต้องช่วยกันควบคุมแก้ไข โดยเฉพาะช่วงนี้เข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวอ้อยและเตรียมพื้นที่ท้องนาเพื่อเริ่มฤดูกาลเพาะปลูกใหม่ จึงทำให้มีการเผาในปริมาณสูงขึ้น แม้จะให้มีการจับตาอย่างใกล้ชิด ก็ยังพบว่ามีการลักลอบเผา ส่วน กทม. และปริมณฑล ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากมลพิษจากท่อไอเสียและโรงงานอุตสาหกรรม
ทั้งยังได้มอบหมายให้กรมควบคุมมลพิษร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจตรารถควันดำให้มีมาตรการเข้มข้น ตรวจ จับ ปรับ ตามความเหมาะสม เพื่อให้เกิดความตื่นตัว ร่วมมือกับภาครัฐในการแก้ไขปัญหา ซึ่งที่ผ่านมาได้ตรวจสอบพบปัญหารถควันดำกว่า 13,000 คัน และได้ดำเนินการแก้ไขไปแล้ว
เร่งเครื่องกฎหมาย
ท้ายสุด พล.ต.อ.พัชรวาทยังเน้นย้ำว่า จากนี้ไปมาตรการต่าง ๆ จะมีความเข้มข้นมากขึ้น อะไรที่ทำไปแล้วไม่ได้ผลก็จะต้องมีการทบทวน ปรับปรุง เราพยายามแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ขอให้ประชาชนมั่นใจ และขณะนี้เครื่องมือสำคัญในการจัดการกับฝุ่น PM 2.5 คือ ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ที่กำลังเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งจะใช้เวลาในการแปรญัตติ 15 วัน ถือว่าเป็นการผลักดันร่างกฎหมายอย่างเร่งด่วนของรัฐบาล
ทั้งนี้ เชื่อว่าหากร่างกฎหมายผ่านขั้นตอนของสภา และมีการประกาศใช้จริง จะสามารถบริหารจัดการปัญหามลพิษทางอากาศได้อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งในประเทศและมลพิษข้ามพรมแดน