ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าจากแรงซื้อดอลลาร์ ตลาดรอติดตามผลประชุม ECB
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน 2561 ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 31.54/56 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดในวันพุธ (25/4) ที่ระดับ 31.52/54 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินบาทยังคงมีแนวโน้มอ่อนค่าหลังจากที่นักลงทุนทยอยเข้าไปถือครองเงินดอลลาร์ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 3.03% ทั้งนี้ตลาดกำลังจับตาดูแนวโน้มของบอนด์ยีลและข้อมูลทางเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้แนวโน้มเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อต่อไป โดยในการประชุมเฟดที่จะมีขึ้นในวันที่ 1-2 พฤษภาคมนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าหากตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐปรับตัวดีขึ้นเกินกว่าที่ตลาดได้คาดการณ์ไว้และแนวโน้มของบอนด์ยีลยังคงปรับตัวสูงขึ้น อาจผลักดันให้เฟดมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่เร็วกว่าเดิม ซึ่งจะส่งผลให้เงินดอลลาร์สามารถปรับตัวแข็งค่าขึ้นไปได้อีก
ในส่วนของปัจจัยภายในประเทศนั้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (CEO Survey) โดยพบว่า CEO คาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 61 มีแนวโน้มดีขึ้น โดยน่าจะเติบโตในช่วง 3-4% โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ การท่องเที่ยวนโยบายการคลังและการใช้จ่ายภาครัฐ พร้อมมองว่าแนวโน้มการลงทุนและการส่งออกจะดีขึ้นในปีนี้ ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงสำคัญในช่วงครึ่งปีแรกของปี 61 ประกอบด้วยความผันผวนของค่าเงินบาท และอัตราค่าแรงที่สูงขึ้น ส่วนเสถียรภาพการเมืองในประเทศ เป็นทั้งปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ในส่วนของด้านทิศทางอุตสาหกรรมนั้น CEO ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมจะปรับตัวดีขึ้น ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 61 มีแนวโน้มดีขึ้น ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระหว่าง 31.52-31.63 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 31.53/31.55 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับค่าเงินยูโรวันนี้ (25/4) เปิดตลาดที่ระดับ 1.2173/75 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าลงจากราคาปิดตลาดในวันพุธ (24/4) ที่ระดับ 1.2201/03 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร หลังจากสถาบันวิจัย GfK เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเยอรมนีมีแนวโน้มลดลงสู่ระดับ 10.8 ในเดือนพฤษภาคม จากระดับ 10.9 ในเดือนเมษายน เนื่องจากผู้บริโภควิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของนโยบายกีดกันการค้า และสถานการณ์ตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งนี้ ตัวเลขคาดการณ์ของสถาบัน GfK สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ได้รับการสำรวจโดยวอลล์สตรีต เจอร์นัล GfK ระบุว่า วิกฤตการณ์ในซีเรีย และการใช้นโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐ ทำให้ผู้บริโภควิตกกังวลว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจเยอรมนี
นอกจากนี้ ตลาดกำลังติดตามผลประชุมของธนาคารกลางยุโรปในคืนวันนี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ระยะเวลาการลดมาตรการเข้าซื้อพันธบัตรหรือ QE ในปีนี้ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระหว่าง 1.2158-1.2188 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 1.2181/83 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
ในส่วนของค่าเงินเยนวันนี้ (25/4) เปิดตลาดที่ระดับ 109.41/43 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากราคาปิดตลาดในวันพุธ (24/4) ที่ระดับ 109.10/13 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่นักลงทุนยังคงทยอยเข้าถือครองเงินดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้เปิดฉากการประชุมระยะเวลา 2 วันแล้วในวันนี้ คาดว่า ที่ประชุมจะคงนโยบายกระตุ้นเชิงรุกต่อไป แม้ว่าเศรษฐกิจประเทศจะแข็งแกร่งขึ้น ท่ามกลางเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำอย่างยาวนาน นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้รับรองนโยบายการผลักดันเงินเฟ้อเป้าหมายให้สู่ระดับ 2% ซึ่งเป็นนโยบายที่ BOJ ได้ดำเนินการด้วยการคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นและระยะยาวให้อยู่ที่ระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ สำหรับรายงานรายไตรมาสเกี่ยวกับแนวโน้มของเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่จะมีการเปิดเผยภายหลังการประชุมดังกล่าว คาดว่าแบงก์ชาติญี่ปุ่นจะคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อไว้ที่ระดับ 2% ในปีงบประมาณ 2563 ซึ่งจะสิ้นสุด ณ เดือน มี.ค. 2564 ซึ่งการคาดการณ์ดังกล่าว จะส่งสัญญาณบวกในแง่ที่ว่า การใช้จ่ายของภาคเอกชนจะปรับตัวขึ้น แม้ว่าจะมีการปรับขึ้นภาษีการบริโภคตามกำหนดการณ์ในปีหน้าก็ตาม การปรับขึ้นภาษีเมื่อปี 2557 นั้นถูกโทษว่าเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนชะงัก และยังทำให้การบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% เป็นเรื่องที่ทำได้ลำบากมากยิ่งขึ้น แต่เศรษฐกิจของญี่ปุ่นก็แข็งแกร่งขึ้นกว่าที่เคยเป็น โดยขยายตัวขึ้นติดต่อกัน 8 ไตรมาสจนถึงเดือน ธ.ค. ซึ่งถือเป็นสถิติการขยายตัวที่ยาวนานที่สุดในรอบ 28 ปี และการปรับขึ้นภาษีครั้งต่อไปก็ไม่มากเท่ากับการปรับขึ้นภาษีก่อนหน้านี้
แบงก์ชาติญี่ปุ่นยังคงคาดว่า จะคงกรอบเวลาในการบรรลุเป้าหมายด้านราคาของปีงบประมาณ 2562 แม้ว่า การปรับขึ้นของราคาเมื่อเร็ว ๆ นี้ยังคงล่าช้า ขณะที่การขยายตัวของค่าจ้างเองก็ล่าช้าเช่นกันราคาผู้บริโภคพื้นฐานทั่วประเทศ ซึ่งไม่นับรวมราคาอาหารสดนั้น เพิ่มขึ้น 0.9% เมื่อเทียบเป็นรายปีในเดือน มี.ค. ซึ่งชะลอตัวลงจากระดับ 1% ในเดือนก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ ในการแถลงข่าวภายหลังการประชุมนั้น นายคุโรดะ ยังมีแนวโน้มว่าจะมุ่งมั่นที่จะผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ ต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อได้ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระหว่าง 109.25-109.46 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 109.28/30 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ข้อมูลทางเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐที่ต้องจับตาดูในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (27/4)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ย (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -2.6/-2.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ 0.5/1.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ