เปิดมุมมองสำนักพยากรณ์-ศูนย์วิจัย เก็งผลประชุม กนง.รอบ 10 เม.ย.นี้ คาดดอกเบี้ยจะ “คง” หรือ “ลด” จากระดับปัจจุบัน 2.50% ต่อปี
วันที่ 7 เมษายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ใกล้เข้ามาทุกขณะแล้วสำหรับการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะมีขึ้นในวันพุธที่ 10 เมษายน 2567 ซึ่งเป็นนัดสำคัญที่หลายฝ่ายจับตาดูเป็นพิเศษ หลังจากผลการประชุมนัดวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คณะกรรมการมีมติ 5 : 2 ให้คงดอกเบี้ย 2.50% ต่อปี รวมถึงก่อนหน้านี้มีประเด็นร้อนแรงระหว่างรัฐบาลและ ธปท.ที่มีเรียกร้องให้ผู้ว่าการ ธปท.ลดดอกเบี้ยลงจากปัจจุบัน เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนหลังเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่องหลายเดือน
และก่อนจะถึงวันประชุม 10 เมษายนนี้ “ประชาชาติธุรกิจ” รวบรวมมุมมองของศูนย์วิจัยสำนักต่าง ๆ ในการประเมินทิศทางของอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างไรบ้าง ซึ่งมีหลายสำนัก “ฟันธง” ลดดอกเบี้ยทันทีรอบนี้เลย และมีอีกหลายมุมมองที่คาดว่าจะเห็นการลดดอกเบี้ยในช่วงกลางปี หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดดอกเบี้ยแล้ว
อีไอซี-CIMBT-กรุงไทย ฟันธงลด 10 เม.ย.นี้
ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงาน Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า อีไอซี คาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (RP) ลง 2 ครั้งในปีนี้ จาก 2.50% ต่อปี เหลือ 2.00% ซึ่งจะปรับครั้งแรกในการประชุมวันที่ 10 เมษายนนี้ และอีกครั้งในเดือนมิถุนายน สอดคล้องกับภาพเศรษฐกิจระยะสั้นโตช้า และศักยภาพทางเศรษฐกิจระยะยาวลดลง
โดยการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายดังกล่าวเป็นการปรับดอกเบี้ยให้เหมาะสมกับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว (Neutral rate) ที่ต่ำลง ซึ่ง EIC ประเมินว่า Neutral rate ของไทยได้ลดต่ำลงมาอยู่ที่ราว 2.13% จากระดับเดิม 2.52%
“ลดดอกเบี้ยมีความจำเป็น ไม่ใช่การเหยียบเบรกหรือถอนคันเร่ง แต่เป็นการสร้างบรรยากาศในการลงทุน เพื่อให้เงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แต่ต้องทำควบคู่กับการเข้าถึงสินเชื่อ และเงินที่ได้มาต้องช่วยเรื่องลงทุนมากกว่าการบริโภค
ตอนนี้เงินเฟ้อไม่ใช่ประเด็นที่จะทำให้ กนง.ลดดอกเบี้ย เพราะมองว่าเงินเฟ้อในเดือน พ.ค.นี้จะเริ่มกลับมาเป็นบวกแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ กนง.ต้องลดดอกเบี้ย จะเป็นเรื่องของศักยภาพของเศรษฐกิจที่ต่ำลงต่อเนื่อง จากระดับ 5% มาสู่ 3% และในระยะยาวเหลือ 2.7% ซึ่งศักยภาพหมายถึง ทั้งในแง่แรงงาน เครื่องจักร นวัตกรรม โดยรวมทำให้ผลิตภาพลดลงต่อเนื่องและลดลงมาก จึงทำให้ประเทศไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง”
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบีไทย มองว่า จะเห็นการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (อาร์พี) ครั้งแรกในการประชุมวันที่ 10 เมษายน 2567 ที่ 0.25% ต่อปี เหลือ 2.25% ต่อปี และคาดว่ามีโอกาสที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในช่วงปลายปี ส่งผลให้ดอกเบี้ยนโยบายสิ้นปีจะอยู่ที่ระดับ 2.00% ต่อปี จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.50% ต่อปี
ทั้งนี้ สาเหตุการปรับลดดอกเบี้ย เนื่องจากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวค่อนข้างช้า การลงทุนและการส่งออกฟื้นตัวช้า และขาดงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ ภาคเอกชนระมัดระวังการใช้จ่าย จึงเป็นเหตุผลสนับสนุนให้มีการผ่อนคลายมาตรการทางการเงินได้ อย่างไรก็ดี ปัญหาเศรษฐกิจที่เผชิญในระยะสั้นนี้ไม่สามารถแก้ไขด้วยนโยบายการเงินอย่างเดียว แต่น่าอาศัยนโยบายการคลังเป็นตัวนำ ซึ่งภาพรวมเศรษฐกิจไทยน่าจะเร่งตัวขึ้นหลังรัฐบาลมีงบประมาณมากระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุน
ส่วน Krungthai COMPASS ประเมินว่า จากทิศทางอัตราเงินเฟ้อทั้งปีที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำจะเป็นปัจจัยหนุนให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอกว่าคาด อัตราเงินเฟ้อติดลบติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 และมีแนวโน้มทยอยกลับมาเป็นบวกได้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2567 อย่างไรก็ตาม คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปีจะอยู่ต่ำกว่า 1.0% ซึ่งเป็นระดับกรอบล่างของเป้าหมายเงินเฟ้อ และปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลให้เงินเฟ้อสูงเกินกว่ากรอบเป้าหมายที่ 3% ยังมีไม่มากนัก
ดังนั้น ภายใต้ภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ อาจเป็นปัจจัยหนุนให้ กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อประคองเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า สอดดคล้องกับวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงในอดีต ซึ่ง ธปท.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเมื่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบ โดยคาดว่า กนง. จะปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 10 เม.ย. 2567 และวันที่ 12 มิ.ย. 2567 ครั้งละ 0.25% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายลดสู่ระดับ 2.0% ต่อปี
กสิกรไทย-กรุงศรีฯ-KKP เก็งลดกลางปีนี้
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับทิศทางนโยบายการเงิน ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยลง 2 ครั้ง จากระดับ 2.50% ต่อปี หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดดอกเบี้ยแล้ว ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดในช่วงเดือนมิถุนายนปีนี้ ส่วนประมาณการอัตราเงินเฟ้อของปีอยู่ที่ระดับ 0.8%
อย่างไรก็ดี จะเริ่มเห็นการปรับลดตั้งแต่ช่วงกลางปี หรือในรอบการประชุม กนง. ในเดือน มิ.ย. แต่ก็มีโอกาสเห็นการปรับลดในเดือน เม.ย.ได้เช่นกัน
ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2567 ขยายตัวต่ำกว่าคาด โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ปรับลดประมาณการเติบโตเศรษฐกิจ (จีดีพี) อยู่ที่ 2.8% จาก 3.1% เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศที่โมเมนตัมยังแผ่วลง รวมถึงภาคการผลิตที่ยังหดตัวต่อเนื่อง และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง สะท้อนได้จากยอดขายรถยนต์ในประเทศที่ยังหดตัวหลายเดือนติดต่อกัน
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยจะได้รับแรงหนุนจากการกลับมาเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐบาลและการส่งออกสินค้าที่คาดว่าขยายตัว 2% และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีโอกาสโตถึง 36 ล้านคนในปีนี้
“ประเด็นที่ต้องติดตามและมีผลต่อเศรษฐกิจ จะเป็นเรื่องของการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐที่คาดว่าจะออกมาในเดือนเมษายนนี้ จะสามารถเร่งลงทุนได้เร็วขนาดไหน เพราะเหลือเวลาเพียง 5 เดือนเท่านั้น ซึ่งหากเทียบในอดีตการลงทุนสามารถเบิกจ่ายได้ประมาณ 60% ดังนั้น ภาพรวมเศรษฐกิจไทยจึงมีเป็นประเด็น Down Side Risk ที่ต้องติดตาม”
ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสที่จะสามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ภายในช่วงกลางปีนี้ จากเงินเฟ้อที่ติดลบต่อเนื่อง เป็นผลมาจากมาตรการค่าครองชีพ แต่หากหักผลจากมาตรการดังกล่าว เงินเฟ้อจะกลับมาใกล้เคียง 0% โดยทั้งปีคาดว่าเงินเฟ้อที่จะอยู่ที่ 1.1% ใกล้เคียงกรอบล่างของเป้าหมายเงินเฟ้อ 1-3%
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจที่ไม่ได้พุ่งแรงมาก ทำให้ กนง.สามารถปรับดอกเบี้ยได้ โดยในตลาดการเงินมีการคาดการณ์ว่า กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ภายในปีนี้
“เชื่อว่า กนง.จะพิจารณาจากข้อมูลเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ มากกว่าการปรับลดดอกเบี้ยของเฟด เนื่องจากการส่งผ่านดอกเบี้ยจะใช้เวลานานประมาณ 6-18 เดือน”
ด้าน KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงิน เกียรตินาคินภัทร ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งในปีนี้ และ 1 ครั้งในปี’68 โดยมีเหตุผลสำคัญ คือ
1.ระดับอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของไทยสูงกว่าที่คาดไว้ จากแนวโน้มการคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะปานกลาง ที่อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้
2.ระดับอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่เหมาะสมกับการเติบโตของเศรษฐกิจ อาจมีการปรับตัวลดลงตามศักยภาพการเติบโตในระยะยาว
3.แนวโน้มเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มต่ำกว่าที่ประเมินไว้ โดยจีดีพีปี 2567 ขยายตัว 2.6% และปี 2568 อยู่ที่ 2.8% ส่วนเงินเฟ้ออยู่ระดับต่ำที่ 0.8% และ 0.9% ตามลำดับ ซึ่งต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของ ธปท.